วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568

Why “A” Students Work for “C” Students and “B” Students Work for the Government



สรุปเนื้อหาจากหนังสือเกี่ยวกับการให้การศึกษาด้านการเงินแก่ลูกหลาน


🔑 สาระสำคัญ

ระบบการศึกษาทั่วไปสอนให้เด็กเป็นพนักงาน แต่ไม่ได้สอนให้เป็นนักลงทุนหรือเจ้าของกิจการ การให้ “การศึกษาทางการเงิน” จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ไม่ใช่ครู


🧠 1. การศึกษาเรื่องเงินควรเริ่มเมื่อใด

  • เริ่มได้เมื่อเด็กแยกแยะธนบัตร 1 ดอลลาร์กับ 5 ดอลลาร์ได้

  • แบ่งช่วงเรียนรู้เป็น 3 ระยะ:

    • Quantum Learning (0–12 ปี): สมองดูดซับข้อมูลอย่างง่าย ใช้เกม เช่น Monopoly เพื่อฝึกเรื่องการเงิน

    • Rebellious Learning (วัยรุ่น): เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง พ่อแม่ควรเปิดอกพูดเรื่องการเงินในชีวิตจริง

    • Professional Learning (วัยทำงานต้น): ใช้ประสบการณ์จริง ตัดสินใจเรื่องอาชีพและแนวทางรายได้


💼 2. Cashflow Quadrant – สี่ประเภทของรายได้

  • E (Employee): ลูกจ้าง รายได้แน่นอนแต่ภาษีสูง

  • S (Self-employed): อาชีพอิสระ เช่น หมอ ทนาย

  • B (Business owner): เจ้าของกิจการขนาดใหญ่

  • I (Investor): นักลงทุน เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์

ระบบการศึกษาส่วนใหญ่มุ่งสู่ “E” และ “S” แต่ “B” และ “I” คือเส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินและภาษีน้อยกว่า

การให้เกรดในโรงเรียน ให้ค่ากับ "ถูก" หรือ "ผิด" "ผ่าน" หรือ "ไม่ผ่าน" ทำให้ นักเรียนระดับ "A" จึงกลายเป็น specialist ทำงานใน “E” และ “S” ส่วนนักเรียนที่ได้ "C" อาจมีพรสวรรค์ด้านอื่นและมองเห็นภาพใหญ่ ทำให้กลายเป็น "B" จึงกลายเป็นว่าเด็ก "A" ทำงานให้ "C"  


💸 3. ประเภทของรายได้

  • Ordinary income: รายได้ประจำ โดนภาษีสูงสุด

  • Portfolio income: กำไรจากการลงทุน เช่น หุ้น

  • Passive income: รายได้ประจำจากทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่า (มีภาษีน้อยที่สุด)

Passive income คือกุญแจสู่อิสรภาพทางการเงิน – ให้เด็กเรียนรู้สิ่งนี้ผ่านเกมหรือประสบการณ์ตรง


🧒 4. อย่าให้เงินลูกง่าย ๆ

  • การ “ให้” โดยไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยน สร้าง “นิสัยขอ” และ “สิทธิ์ที่ไม่ได้สร้างเอง”

  • แทนที่จะให้เงินเดือนประจำ ควรให้เป็นผลตอบแทนจากงานหรือความรับผิดชอบ

  • ความรักไม่ควรแสดงออกผ่านของหรือเงิน แต่ผ่านการให้โอกาสและประสบการณ์


🛡️ 5. ความปลอดภัย (Safety) มาจากความเข้าใจการเงิน

  • การรู้จักควบคุมเงิน สร้างความมั่นคงพื้นฐานในชีวิต (ตามทฤษฎี Maslow’s Hierarchy of Needs)

  • คนที่ไม่มีความรู้การเงินจะกลัวอนาคต และกลายเป็น “คนที่ยอมทุกอย่างเพื่อความมั่นคง”

  • ความโลภไม่ได้เกิดจากความรวย แต่จาก “ความสิ้นหวังทางการเงิน”


🧭 6. สอนให้คิด ไม่ใช่แค่ทำตาม

  • แยกแยะให้ได้ระหว่าง คำแนะนำทางการเงิน กับ การศึกษาทางการเงิน

  • คำแนะนำอาจมีผลประโยชน์แอบแฝง (commission, ดอกเบี้ย, หนี้)

  • การศึกษาคือการเข้าใจกลไก เช่น คำว่า “หนี้” อาจเป็นสิ่งดี ถ้าใช้เพื่อสร้างทรัพย์สิน

  • อย่าสอนให้ลูก “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” แต่ให้รู้จักมองหลายมุมและตัดสินใจเอง


บทสรุป

การให้การศึกษาทางการเงินกับลูกไม่ใช่เรื่องของสูตรสำเร็จหรือคำสั่งสอนชัดเจน แต่คือ การสร้างเครื่องมือให้พวกเขาคิดเอง ตัดสินใจเอง และรับผิดชอบผลลัพธ์
พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเก่งเรื่องการเงิน แต่อย่าปล่อยให้ลูกโตมาแบบ “ไม่รู้เรื่องเงินเลย” เพราะนั่นจะเป็นกับดักตลอดชีวิต.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น