วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

Extremely Hardcore


 

สรุปเนื้อหา เกี่ยวกับการที่ Twitter กลายเป็น X ภายใต้การนำของ Elon Musk:


🔹 ต้นตอของการ takeover

  • Elon Musk เริ่มสนใจ Twitter ตั้งแต่ใช้มันยืนยันตัวเองในปี 2010

  • หลังจากความสำเร็จของ Tesla และ SpaceX, Musk มีอิทธิพลบน Twitter ทั้งในด้านการตลาดและ controversy (เช่น เรื่องการพา Tesla ออกจากตลาดหลักทรัพย์)

  • Twitter เดิมเป็นแพลตฟอร์มสำคัญทางสังคมการเมือง แต่ก็มีปัญหาขาดทุน การ moderation ที่ซับซ้อน และแรงต้านหลังการแบนบัญชี Donald Trump


🔹 Musk เข้าซื้อ Twitter

  • เมื่อต้นปี 2022: Musk ซื้อหุ้นจนถือครอง 9.1% ของ Twitter

  • เมษายน 2022: เสนอซื้อกิจการทั้งบริษัทที่ $54.20 ต่อหุ้น (มูลค่า $44 พันล้าน) → บอร์ดยอมรับ

  • หลังพยายามถอนดีลเพราะกังวลเรื่อง spam/bots → Musk ไม่มีทางออก จึงปิดดีลใน ต.ค. 2022

  • Musk เข้าสำนักงาน Twitter ด้วยอารมณ์เชิงสัญลักษณ์: ถืออ่างล้างมือแล้ว tweet “Let that sink in”


🔹 ผลกระทบหลัง takeover

การปลดพนักงานจำนวนมาก

  • ไล่ออก 50% ของพนักงานทันที (~3,700 คน) รวมทั้งผู้บริหารและทีมสำคัญ เช่น brand safety, content moderation

  • ทำให้โครงสร้างที่คอยดูแลเรื่องความปลอดภัยหายไป ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงโฆษณา

การสูญเสียรายได้

  • ผู้ลงโฆษณาหลัก เช่น General Motors, Pfizer ถอนตัว

  • Ad bookings ลดลง 49% ภายในสิ้น พ.ย. 2022

Twitter Blue fiasco

  • แผนให้ผู้ใช้ทุกคน “จ่ายเงินเพื่อ verification” ล้มเหลว:

    • ทำให้เกิด fake accounts อย่างบัญชี Eli Lilly ปลอมจนราคาหุ้นร่วง

    • ได้รายได้เพียง ~$488,000 แต่สูญเสียความเชื่อมั่นและรายได้โฆษณาหลายล้าน

บรรยากาศการทำงาน “hardcore”

  • Musk ส่ง email "A Fork in the Road": พนักงานต้อง commit หรือออกพร้อม severance → พนักงานลาออกจำนวนมาก เหลือเพียง ~2,700 คน จาก 7,500

การคืนบัญชี controversial

  • Musk รีสโตร์บัญชีอย่าง neo-Nazi และ Donald Trump

  • ในขณะเดียวกันกลับแบน @ElonJet และนักข่าวที่รายงานข่าวนี้ → เกิดข้อกล่าวหาว่า Musk ใช้มาตรฐาน double-standard เรื่อง free speech


🔹 Rebranding: Twitter → X

  • ก.ค. 2023: Musk ประกาศเปลี่ยนชื่อ Twitter เป็น X เพื่อสานฝัน X.com → แพลตฟอร์ม all-in-one (social, banking, commerce)

  • แต่ hate speech, disinformation เพิ่มขึ้น การใช้งานผู้ใช้และ engagement metrics ลดลงอย่างต่อเนื่อง

  • Meta เปิดตัว Threads และได้ผู้ใช้ 100 ล้านคนทันที → ย้ำความล้มเหลวเชิงกลยุทธ์ของ X


🔹 บทสรุป

💡 เหตุผลที่แท้จริงของ Musk อาจไม่ใช่การสร้าง "town square" ที่เสรี แต่เป็นความหมกมุ่นส่วนตัวต่อ free speech, control และภาพลักษณ์ส่วนตัว

🔻 ผลที่เกิดขึ้น:

  • Loss of trust → advertisers หนี

  • Employees ถูกขับไล่หรือบีบให้ออกจากงาน

  • รายได้และมูลค่าบริษัทลดลง

  • ความสับสนและ chaos ภายในแพลตฟอร์ม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น