วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563

ลงทุนหุ้น

วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

  1. วิเคราะห์เศรษฐกิจ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น โลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ จึงน่าจะลงทุนในอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ อาทิ โรงแรม โรงพยาบาล ประกันชีวิต เป็นต้น
  2. วิเคราะห์อุตสาหกรรม หาอุตสาหกรรมที่กำลังน่าสนใจในการลงทุน และวิเคราะห์การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมโดยใช้ “Five Forces Model” ได้แก่
    • มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาง่ายหรือไม่
    • มีสินค้า/บริการที่เข้ามาทดแทนได้หรือไม่
    • อำนาจต่อรองกับผู้ซื้อ
    • อำนาจต่อรองกับผู้ขายวัตถุดิบ
    • ความรุนแรงของการแข่งขันภายในอุตสาหกรรม
  3. วิเคราะห์บริษัท
    • เชิงคุณภาพ ได้แก่ กลยุทธ์ทางธุรกิจ
    • เชิงปริมาณ ได้แก่ งบการเงิน (งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด)

 ***ดูบทวิเคราะห์หุ้นได้จาก IAA consensus (SETTRADE)

ตัวอย่างหุ้นที่เซียนหุ้นชอบ

  • ดร.นิเวศน์ เช่น ผูกขาดธุรกิจ (ยี่ห้อติดตลาด ส่วนแบ่งตลาดสูง), ธุรกิจสัมปทาน หรือธุรกิจควบคุม (สถาบันการเงิน ประกัน), ธุรกิจเฉพาะด้าน
  • ปีเตอร์ ลินช์ เช่น บริษัทฟังดูน่าเบื่อ สถาบันไม่ลงทุน นักวิเคราะห์ไม่ชอบ บริษัทดีในอุตสาหกรรมดาวร่วง บริษัทเก่งเฉพาะด้าน สินค้าที่ผู้บริโภคต้องซื้อเรื่อยๆ เจ้าของซื้อหุ้นคืน
  • หลีกเลี่ยงหุ้น ฮอต’ ‘จอมโปรเจ็กต์’ ‘ข่าวว่าจะวิ่ง หรือ หุ้นชื่อเท่เกินไป

 

การประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม มี 4 วิธี คือ

  1. Asset-based Valuation
  2. Earning-Based Valuation
  3. Cash Flow-Based Valuation

 ประเมินมูลค่าบนฐานสินทรัพย์ที่บริษัทครอบครองทำประโยชน์ (Asset-based Valuation)

  • Price to Book Value (P/BVS: ราคาหุ้นต่อมูลค่าตามบัญชีของหุ้น) มีความผันผวนน้อยกว่า PER เหมาะกับบริษัทที่สินทรัพย์ส่วนใหญ่มีสภาพคล่องสูงและราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดมากๆ เช่น ประกันภัย ธนาคาร หลักทรัพย์ โดยสามารถคิด P/BV ได้หลายวิธี คือ
    • P/BVS เฉลี่ยของอุตสาหกรรม (Link) โดย Fair price = P/BV[average] x BVS x (1+ 0.12); (SET growth 12%/y)
    • Gordon Growth Model โดย P/BVS[estimate] = (ROE-G)/(Ke-G) และ Fair price = P/BVS[estimate] x BVS  
    • P/BVS Bands สร้างจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในอดีต ดูว่าราคาหุ้นเคลื่อนไหวอยู่ที่ P/BVS เท่าใดอย่างมีเสถียรภาพ
  • Net Asset Value (NAV: มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ) ทำการแปลงสินทรัพย์ทางบัญชีให้เป็นให้เป็นมูลค่าตลาด
  • Replacement Value (มูลค่าทดแทนกิจการ) ประเมินว่าจะใช้การลงทุนเท่าไหร่จึงจะสร้างสินทรัพย์ขึ้นมาใหม่เทียบกับการซื้อกิจการ

 

ประเมินมูลค่าบนขีดความสามารถการทำกำไรของบริษัท (Earning-Based Valuation)

  • Price to Earnings Ratio (PER: ราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น) ควรเปรียบเทียบกับอัตราการเจริญเติบโตของบริษัทนั้นๆ โดย Fair price = PER[estimate] x [EPS x (1 + G/100) โดย PER ที่จะนำมาคำนวณมาจาก
    • PER เฉลี่ยของอุตสาหกรรม (Link) ในบางบริษัทอาจให้ PER สูงกว่า (Premium) หรือ ต่ำกว่า (Discount) ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ เช่น ประสิทธิภาพในการทำกำไร โครงสร้างทางการเงิน ส่วนแบ่งการตลาด เป็นต้น โดย Fair price = P/E[average] x EPS x (1+ 0.12); (SET growth 12%/y)
    • Gordon Growth Model (Link) โดย PER = Payout ratio/(Ke-G)
    • PER Bands สร้างจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในอดีต ดูว่าราคาหุ้นเคลื่อนไหวอยู่ที่ PER  เท่าใดอย่างมีเสถียรภาพ
  • Dividend Yield (อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน)

 

ประเมินมูลค่าบนกระแสเงินสดที่บริษัทจะสร้างขึ้นได้ในอนาคต (Cash Flow-Based Valuation)

โดนใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow) โดยประมาณกระแสเงินสดที่คาดว่ากิจการจะสร้างแก่นักลงทุนได้ในอนาคตและคิดลดมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน เหมาะกับธุรกิจที่สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดได้แม่นยำ เช่น ธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ศูนย์การค้า โดยการประเมินมูลค้าสามารถพิจารณาจาก

  • Dividend per Shared (DPS: เงินปันผลจ่ายต่อหุ้น) โดยใช้ Dividend Discount Model (DDM) สูตร Fair price = DPS x (1 + G)/(K-G)
  • Free Cash Flow (กระแสเงินสดอิสระ) โดยคิดกระแสเงินสดอิสระของบริษัท (Free Cash Flow to Firm (FCFF)) หรือกระแสเงินสดอิสระต่อผู้ถือหุ้น (Free Cash Flow to Equity (FCFE))

***หมายเหตุ: ROE คือ กำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น; Ke คือ อัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นต้องการเทียบกับความเสี่ยง โดย Ke = Rf + (Rm-Rf) x beta; Rf (Risk free rate) = ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี (เฉลี่ย 4%); Rm (Return on market) = ผลตอบแทนย้อนหลัง SET (เฉลี่ย 12%); Beta coeffient = ค่าความผันผวนของหุ้นนั้นเทียบกับ SET; G คือ อัตราการเติบโตของเงินปันผล โดย G = ROE x (1-payout ratio); Payout ratio คือ สัดส่วนการจ่ายเงินปันผลต่อกำไร

**Sum of the Parts เป็นการมูลค่าสำหรับกิจการที่มีการถือหุ้นในกิจการที่หลากหลาย 

สัดส่วนทางการเงิน

สินทรัพย์รวม (Asset) = สินทรัพย์ส่วนที่จัดหามาได้โดยส่วนทุนของกิจการ (Equity: ส่วนของผู้ถือหุ้น) + สินทรัพย์ส่วนที่จัดหามาได้โดยการก่อหนี้สิน (Debt: หนี้สินรวม)

  • Debt to Equity ratio (D/E) = หนี้สินรวม (Debt) / ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity)
  • Financial Leverage (FL) = สินทรัพย์ (Asset) / ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity)
  • Asset Turnover Ratio  (ATO) = ยอดขาย (Sales) / สินทรัพย์ (Asset)
  • Profit margin (PM) = กำไรสุทธิ (Net profit) / ยอดขาย (Sales)
  • Return on assets (ROA) = กำไรสุทธิ (Net profit) / สินทรัพย์ (Asset)
  • Return on equity (ROE) = กำไรสุทธิ (Net profit) / ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity)

เพราะฉะนั้นเมื่อดู ROE จะครอบคลุมตลอดสายของธุรกิจ = ROA x FL = PM x ATO x FL

ดูสัดส่วนทางการเงินอื่นๆ (Link)

 

เกณฑ์การคัดหุ้น (โดย คุณกวี ชูกิจเกษม)

  1. เลือกหุ้นดี ได้แก่
    • เติบโตสม่ำเสมอ คือ Earnings Per Share (EPS) โตขึ้นสม่ำเสมอ 8-10% ต่อปี
    • มีอำนาจต่อรองกับลูกค้าสูง คือ อัตรากำไรข้างต้น (Gross Profit Margin: GPM) ค่อนข้างคงที่
    • เป็นผู้นำธุรกิจ คือ ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงเรื่อยๆ (SG&A to sale)
    • ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง คือ หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Depth to Equity ratio) < 1%
    • ความสามารถทำกำไรสูง คือ กำไรสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) > 20%
    • ผู้บริหารมีฝีมือ มีธรรมาภิบาล
  2. ซื้อหุ้นถูก
    • ใช้วิธีประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมข้างต้น
    • ถ้า P/E ไม่แพงมาก (< 15-20%) อาจเลือกราคาที่คำนวณจาก P/E, P/BV เฉลี่ยในอดีต
    • ถ้า P/E แพง ให้ดูราคาที่เหมาะสมจาก DDM, PER[estimate], P/BVS[estimate] ซึ่งจะได้ค่าที่คำนวณได้หลายค่า ให้ดูความสมเหตุสมผลโดยเทียบกับราคาหุ้นที่คำนวณจากจาก P/E และ P/BV เฉลี่ยในอดีต
    • คิด Fair price ได้เท่าไหร่แล้วให้ปรับลดลงมาประมาณ 15-20% (Margin of Safety)
    • การเข้าซื้อให้จับจังหวะทางเทคนิคเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด
  3. ถือหุ้นยาว
  4. กระจายความเสี่ยง ลงหุ้น 5-10 ตัว อาจเลือกหุ้นเล็ก 20-30% ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นหุ้น brand name 70-80%

 

ทดลองลงทุนหุ้นแบบกึ่งสำเร็จรูป

  1. บริหารงานดี: Jitta score > 5
  2. หุ้นถูกกว่าราคาประเมิน (เมื่อคำนวณ DDM พบว่าใกล้เคียงกับ Jitta line): ราคา Under Jitta line > 20%
  3. ผ่าน indicator ที่สำคัญ
    • ROE > 20% + แนวโน้มขึ้น/คงที่
    • PER < 15
    • PEG < 1
    • D/E < 1
  4. ดูประเภทธุรกิจและสถานการณ์จาก website บริษัท และ thaivi.org โดย ตัดหุ้นที่ไม่อยากเป็นเจ้าของ และธุรกิจที่กำลังหรืออนาคตอาจโดน disrupt
  5. เข้าซื้อโดยดูจังหวะกราฟ MACD, RSI ระยะ 5 ปี และ 1 ปี


1 ความคิดเห็น:

  1. *เหลือหุ้นจากการเลือก (15/9/20): DRT, UTP, SWC, GC, THANI, AEONTS, TIP, MCS
    *หุ้นที่เกือบเข้าเกณฑ์ไปสำรอง:
    - TFMAMA, VNT, LALIN, TISCO, SF, THIP => jitta score > 6 แต่ ROE 15-19%
    - SPCG, SIS, GUNKUL, SELIC, PYLON, SEAFCO => ROE decline, D/E > 1, หรือ PEG > 1
    **ตัดหุ้นข้อ 4 เหลือ DRT, UTP, GC, THANI, TIP, MCS

    ตอบลบ