วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
- วิเคราะห์เศรษฐกิจ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น โลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ จึงน่าจะลงทุนในอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ อาทิ โรงแรม โรงพยาบาล ประกันชีวิต เป็นต้น
- วิเคราะห์อุตสาหกรรม หาอุตสาหกรรมที่กำลังน่าสนใจในการลงทุน และวิเคราะห์การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมโดยใช้ “Five Forces Model” ได้แก่
- มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาง่ายหรือไม่
- มีสินค้า/บริการที่เข้ามาทดแทนได้หรือไม่
- อำนาจต่อรองกับผู้ซื้อ
- อำนาจต่อรองกับผู้ขายวัตถุดิบ
- ความรุนแรงของการแข่งขันภายในอุตสาหกรรม
- วิเคราะห์บริษัท
- เชิงคุณภาพ ได้แก่ กลยุทธ์ทางธุรกิจ
- เชิงปริมาณ ได้แก่ งบการเงิน (งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด)
|
ตัวอย่างหุ้นที่เซียนหุ้นชอบ
|
การประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม มี 4 วิธี คือ
- Asset-based
Valuation
- Earning-Based
Valuation
- Cash
Flow-Based Valuation
ประเมินมูลค่าบนฐานสินทรัพย์ที่บริษัทครอบครองทำประโยชน์
(Asset-based
Valuation)
- Price
to Book Value (P/BVS: ราคาหุ้นต่อมูลค่าตามบัญชีของหุ้น) มีความผันผวนน้อยกว่า PER เหมาะกับบริษัทที่สินทรัพย์ส่วนใหญ่มีสภาพคล่องสูงและราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดมากๆ
เช่น ประกันภัย ธนาคาร หลักทรัพย์ โดยสามารถคิด P/BV ได้หลายวิธี
คือ
- P/BVS เฉลี่ยของอุตสาหกรรม (Link) โดย Fair price = P/BV[average] x BVS x (1+ 0.12); (SET growth 12%/y)
- Gordon Growth Model โดย P/BVS[estimate] = (ROE-G)/(Ke-G) และ Fair
price = P/BVS[estimate] x BVS
- P/BVS Bands สร้างจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในอดีต ดูว่าราคาหุ้นเคลื่อนไหวอยู่ที่ P/BVS เท่าใดอย่างมีเสถียรภาพ
- Net
Asset Value (NAV: มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ)
ทำการแปลงสินทรัพย์ทางบัญชีให้เป็นให้เป็นมูลค่าตลาด
- Replacement
Value (มูลค่าทดแทนกิจการ)
ประเมินว่าจะใช้การลงทุนเท่าไหร่จึงจะสร้างสินทรัพย์ขึ้นมาใหม่เทียบกับการซื้อกิจการ
ประเมินมูลค่าบนขีดความสามารถการทำกำไรของบริษัท
(Earning-Based
Valuation)
- Price
to Earnings Ratio (PER: ราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น)
ควรเปรียบเทียบกับอัตราการเจริญเติบโตของบริษัทนั้นๆ โดย Fair
price = PER[estimate] x [EPS x (1 + G/100) โดย PER ที่จะนำมาคำนวณมาจาก
- PER เฉลี่ยของอุตสาหกรรม (Link) ในบางบริษัทอาจให้ PER สูงกว่า (Premium) หรือ ต่ำกว่า (Discount) ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ เช่น ประสิทธิภาพในการทำกำไร โครงสร้างทางการเงิน ส่วนแบ่งการตลาด เป็นต้น โดย Fair price = P/E[average] x EPS x (1+ 0.12); (SET growth 12%/y)
- Gordon Growth Model (Link) โดย PER
= Payout ratio/(Ke-G)
- PER Bands สร้างจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในอดีต ดูว่าราคาหุ้นเคลื่อนไหวอยู่ที่ PER เท่าใดอย่างมีเสถียรภาพ
- Dividend Yield (อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน)
ประเมินมูลค่าบนกระแสเงินสดที่บริษัทจะสร้างขึ้นได้ในอนาคต
(Cash
Flow-Based Valuation)
โดนใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted
Cash Flow) โดยประมาณกระแสเงินสดที่คาดว่ากิจการจะสร้างแก่นักลงทุนได้ในอนาคตและคิดลดมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน
เหมาะกับธุรกิจที่สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดได้แม่นยำ เช่น ธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์
โรงแรม ศูนย์การค้า โดยการประเมินมูลค้าสามารถพิจารณาจาก
- Dividend
per Shared (DPS: เงินปันผลจ่ายต่อหุ้น) โดยใช้ Dividend Discount Model (DDM) สูตร Fair
price = DPS x (1 + G)/(K-G)
- Free
Cash Flow (กระแสเงินสดอิสระ)
โดยคิดกระแสเงินสดอิสระของบริษัท (Free Cash Flow to Firm (FCFF)) หรือกระแสเงินสดอิสระต่อผู้ถือหุ้น (Free Cash Flow to Equity (FCFE))
***หมายเหตุ: ROE คือ
กำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น; Ke คือ
อัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นต้องการเทียบกับความเสี่ยง โดย Ke = Rf +
(Rm-Rf) x beta; Rf (Risk free rate) = ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล
10 ปี (เฉลี่ย 4%); Rm (Return on market) = ผลตอบแทนย้อนหลัง SET (เฉลี่ย 12%); Beta coeffient = ค่าความผันผวนของหุ้นนั้นเทียบกับ SET; G คือ อัตราการเติบโตของเงินปันผล
โดย G = ROE x (1-payout ratio); Payout ratio คือ สัดส่วนการจ่ายเงินปันผลต่อกำไร
**Sum of the Parts เป็นการมูลค่าสำหรับกิจการที่มีการถือหุ้นในกิจการที่หลากหลาย
สัดส่วนทางการเงินสินทรัพย์รวม
(Asset)
= สินทรัพย์ส่วนที่จัดหามาได้โดยส่วนทุนของกิจการ (Equity:
ส่วนของผู้ถือหุ้น) + สินทรัพย์ส่วนที่จัดหามาได้โดยการก่อหนี้สิน
(Debt: หนี้สินรวม)
เพราะฉะนั้นเมื่อดู
ROE จะครอบคลุมตลอดสายของธุรกิจ
= ROA x FL = PM x ATO x FL ดูสัดส่วนทางการเงินอื่นๆ
(Link) |
เกณฑ์การคัดหุ้น (โดย คุณกวี ชูกิจเกษม)
- เลือกหุ้นดี ได้แก่
- เติบโตสม่ำเสมอ คือ Earnings Per Share (EPS) โตขึ้นสม่ำเสมอ 8-10% ต่อปี
- มีอำนาจต่อรองกับลูกค้าสูง คือ อัตรากำไรข้างต้น (Gross Profit Margin: GPM) ค่อนข้างคงที่
- เป็นผู้นำธุรกิจ คือ ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงเรื่อยๆ (SG&A to sale)
- ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง คือ หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Depth to Equity ratio) < 1%
- ความสามารถทำกำไรสูง คือ กำไรสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) > 20%
- ผู้บริหารมีฝีมือ มีธรรมาภิบาล
- ซื้อหุ้นถูก
- ใช้วิธีประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมข้างต้น
- ถ้า P/E ไม่แพงมาก (< 15-20%) อาจเลือกราคาที่คำนวณจาก P/E, P/BV เฉลี่ยในอดีต
- ถ้า P/E แพง ให้ดูราคาที่เหมาะสมจาก DDM, PER[estimate], P/BVS[estimate] ซึ่งจะได้ค่าที่คำนวณได้หลายค่า ให้ดูความสมเหตุสมผลโดยเทียบกับราคาหุ้นที่คำนวณจากจาก P/E และ P/BV เฉลี่ยในอดีต
- คิด Fair price ได้เท่าไหร่แล้วให้ปรับลดลงมาประมาณ 15-20% (Margin of Safety)
- การเข้าซื้อให้จับจังหวะทางเทคนิคเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด
- ถือหุ้นยาว
- กระจายความเสี่ยง ลงหุ้น 5-10 ตัว อาจเลือกหุ้นเล็ก 20-30% ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นหุ้น brand name 70-80%
ทดลองลงทุนหุ้นแบบกึ่งสำเร็จรูป
|
*เหลือหุ้นจากการเลือก (15/9/20): DRT, UTP, SWC, GC, THANI, AEONTS, TIP, MCS
ตอบลบ*หุ้นที่เกือบเข้าเกณฑ์ไปสำรอง:
- TFMAMA, VNT, LALIN, TISCO, SF, THIP => jitta score > 6 แต่ ROE 15-19%
- SPCG, SIS, GUNKUL, SELIC, PYLON, SEAFCO => ROE decline, D/E > 1, หรือ PEG > 1
**ตัดหุ้นข้อ 4 เหลือ DRT, UTP, GC, THANI, TIP, MCS