วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เทรดเพื่อชีวิต

 เทรดเพื่อชีวิต


หลักการ

  • เกมนี้มีผลรวมติดลบ เพราะเกมมีค่าคอมมิชชั่นและความคลาดเคลื่อนของราคาที่อยากจะขายกับที่ขายได้จริง (slippage) ให้เลือกการเทรดที่มีค่าคอมมิชชั่นน้อยที่สุด เลือกตลาดที่มีสภาพคล่องสูง ซื้อ/ขายช่วงที่ตลาดกำลังอยู่นิ่งๆ และเลือกส่งคำสั่งจับคู่การซื้อขายแบบกำหนดราคาเท่านั้น (limited order) [ยกเว้นจำเป็นต้องรีบตัดขาดทุนออกโดยเร็ว (market order)]
  • มีสติ ไม่ประมาท และทำตามกฎที่ตั้งไว้ เรากำลังเล่นเกมที่มีโอกาสแพ้มากกว่าชนะ ยิ่งเมื่อเราเกิดอารมณ์ร่วมในการเทรด วิธีคิดที่จะช่วยได้ คือ อย่าไปสนใจที่ตัวเงิน แต่ให้ตั้งเป้าหมายที่จะทำการเทรดให้ได้สมบูรณ์แบบตามกฎที่ตั้งไว้เท่านั้น
  • พลังของฝูงชนจำนวนมากมายมหาศาล ในตลาดมีทั้งพลังของฝ่ายกระทิงและหมี ให้เราวิเคราะห์ว่ากระทิงหรือหมีใครเป็นฝ่ายคุมเกม วัดความแข็งแกร่งและตัดสินใจว่าแนวโน้มที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันมีโอกาสมากเพียงใดในการดำเนินต่อไป แต่เราห้ามต่อต้านแนวโน้มเด็ดขาด เพราะมันมีพลังมาก ให้เราทำตามแนวโน้มเสมอหรือจะอยู่เฉยๆก็ได้


การเลือกผลิตภัณฑ์ที่จะทำการเทรด

  • ผลิตภัณฑ์ที่จะทำการเทรดได้ต้องมีองค์ประกอบ 2 ข้อ คือ มีสภาพคล่อง และ มีความผันผวน สำหรับมือใหม่แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความผันผวนไม่มากก่อน (ค่าเบตาต่ำ)
  • หุ้น แต่ละคนมีสไตล์การเลือกที่แตกต่างกัน แต่อย่าลืมว่าตัวขับเคลื่อนหุ้นในระยะยาวคือ มูลค่าทางปัจจัยพื้นฐานโดยเฉพาะกำไร
  • ETF ไม่แนะนำให้เล่น เพราะหลายๆกองทุนติดตามดัชนีอ้างอิงได้แย่มากๆ
  • Option ในภาวะปกติจะไม่แนะนำให้เล่น เพราะ คุณต้องคาดการณ์ให้ถูกทั้งทิศทางการเคลื่อนที่ (ขึ้น ลง หรือ คงที่) ขนาดของการเคลื่อนไหว และความเร็วในการเคลื่อนที่ (time decay) ยกเว้น ในกรณีที่คาดว่าจะมีการตกลงของราคาอย่างรุนแรงและรวดเร็วจากการล่มของตลาดเท่านั้น
  • Future ส่วนใหญ่ของเทรดเดอร์ในกลุ่มนี้ คือ คนที่ซื้อเพื่อประกันความเสี่ยง ส่วนนักลงทุนที่จะเข้ามาเล่นต้องเป็นคนที่มีทักษะและวินัยในการบริหารจัดการเงินที่แข็งแกร่ง โดยแนะนำให้เริ่มเทรดในฟิวเจอร์ที่เรามีความรู้เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของมัน (เช่น ข้าวโพด น้ำตาล ทองแดง เป็นต้น)
  • Forex ไม่แนะนำให้เล่นโดยเด็ดขาด เพราะตั้งแต่เราไปเปิดบัญชีกับบริษัท forex ก็ถือว่าเราเป็นศัตรูกับโบรกเกอร์แล้ว เราไม่มีทางชนะ โดยเฉพาะในคนที่มีเงินทุนน้อยกว่าก็จะหมดตัวออกไปในระยะยาว แต่ถ้าสนใจเทรดอัตราแลกเปลี่ยนให้เทรดฟิวเจอร์อัตราแลกเปลี่ยนแทน


กรอบเวลาของการเทรด

  • เทรดระยะยาวหรือการลงทุน จะใช้เวลาเทรดเป็นเดือน-ปี ต้องอาศัยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน หรือดูแนวโน้มของเทรนด์ ร่วมกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อจับจังหวะเข้าออก ซึ่งคุณอาจต้องทนต่อการถือหุ้นผ่านช่วงการย่อตัวหลายครั้ง
  • Swing Trading จะใช้เวลาเทรดเป็นวัน-สัปดาห์ แนะนำสำหรับมือใหม่เพราะมันเป็นวิธีที่จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการบริหารจัดการได้เร็วที่สุด
  • Day Trading จะใช้เวลาเทรดเป็นนาที-ชั่วโมง เป็นเกมของมืออาชีพซึ่งต้องอาศัยสมาธิและวินัยอย่างมาก และเมื่อเทียบกับ swing trade ที่ทำกำไรได้ 10% ก็สามารถอยู่ได้ แต่ day trade จะต้องทำกำไรได้ > 30% อย่างต่อเนื่อง จึงจะสามารถเอาชีวิตรอดจาก slippage ค่าคอมมิชชั่น และค่าใช้จ่ายอื่นๆ


การเข้าซื้อด้วยระบบสามหน้าจอ

  • เลือกกรอบเวลา 3 อัน โดยใช้ผลคูณของเลข 5 โดยถ้าเป็น day trade กรอบหลัก คือ 5 นาที ส่วนกรอบระยะยาว คือ 25 นาที และกรอบระยะสั้น คือ 2 นาที ส่วน swing trade กรอบหลัก คือ 1 วัน ส่วนกรอบระยะสั้นและยาว คือ 1 ชั่วโมง (เทรด 4.5 ชม./วัน) และ 1 สัปดาห์ (เทรด 5 วัน/สัปดาห์) ตามลำดับ
  • กรอบยาว คือ คลื่นใหญ่ (Tide) ใช้สำหรับดูแนวโน้ม เราจะเทรดตามแนวโน้มของกรอบยาวเท่านั้น โดยดูจากตัวบ่งชี้ตามแนวโน้ม ที่แนะนำ คือ MACH–histogram ที่เป็นการเปรียบเทียบพลังของฝั่งกระทิงและหมี โดยดูร่วมกับทิศทางและความชันของ EMA 13 ที่เปรียบเสมืนแรงเฉื่อยของราคา ซึ่งบางครั้ง MACD-histogram อาจแสดงการเปลี่ยนแนวโน้มแล้ว แต่ราคายังมีแรงเฉื่อยเหลืออยู่จึงยังวิ่งต่อในทิศทางเดิม (แรงเฉื่อยในขาขึ้นจากความโลภมักมีผลานานกว่าเทียบกับแรงเฉื่อยในขาลงจากความกลัวที่มีผลสั้นกว่า) และเราอาจจะคอยดูแท่งราคาว่าทำจุดสูงสุดสูงขึ้นมาจากแท่งก่อนหรือยัง ในการเทรดมีกฎที่สำคัญ คือ ห้ามเทรดสวนกับแนวโน้มถ้าตัวบ่งชี้ทั้งสองตัวนี้ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน
  • กรอบกลาง คือ คลื่นกลาง (Wave) จะดูคลื่นขนาดกลางที่วิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับคลื่นใหญ่ เช่น หาการตกลงของราคารายวันในระหว่างที่เป็นแนวโน้มขาขึ้นในรายสัปดาห์เพื่อหาโอกาสในการเข้าซื้อที่ราคาดีที่สุด โดยใช้ตัวบ่งชี้การแกว่งของราคา ได้แก่ Force Index, Stochastic, RSI
  • กรอบสั้น คือ คลื่นเล็ก (Ripple) เพื่อหาจังหวะในการเข้าสามารถทำได้ 2 วิธี คือ
    • ตั้งราคาซื้อเท่ากับ EMA 13 ของวันนี้ลบด้วยค่าเฉลี่ยของราคาที่ตกลงมาต่ำกว่าเส้น EMA 13 ในระยะ 4-6 สัปดาห์หลังสุด โดยตั้งราคาใหม่ทุกๆวัน
    • ใช้เทคนิคการเล่น Day Trading สำหรับคนที่สามารถเฝ้าหน้าจอได้ โดยใช้หน้าจอ 25 และ 5 นาที ดูเหมือนว่าเป็นคลื่นใหญ่และคลื่นกลางตามลำดับ

กลยุทธ์ของ Dr. Alexander Elder มีเพียง 3 อย่างเท่านั้น คือ

  1. ในขาลงเกิด bullish divergence + false break
  2. ในขาขึ้นเกิดการดึงกลับของราคามาที่โซนมูลค่า (pullback to value)
  3. เทรดในด้านตรงข้ามกับการวิ่งของราคาอย่างรุนแรงและมันเริ่มที่จะชะลอตัว (fading an extreme)

และดูราคารายวันว่าอยู่ระดับใดเทียบกับโซนมูลค่า 

 

การตั้งจุดเป้าหมาย

  • เป้าหมายสำหรับการเทรดระยะยาว (Position trade) ในระยะเป็นเดือนถึงปี คือ ระดับแนวรับ และแนวต้านในอดีต หรือดูการกลับทิศของแนวโน้มตามตัวบ่งชี้
  • เป้าหมายสำหรับการเทรดระยะสั้น (Day trade) ในระยะเป็นนาทีถึงชั่วโมง และระยะกลาง (Swing trade) ในระยะเป็นวันถึงสัปดาห์ คือ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (EMA) และช่องแนวโน้ม (Envelope) ร่วมกับดูตัวบ่งชี้การแกว่งของราคา (ดูสัญญาณแรกของการเกิด divergence)

การตั้งจุดขาดทุน

  • ตั้งจุดตัดขาดทุนไว้นอกโซน คลื่นรบกวนในตลาด (market noise) เช่น ในแนวโน้มขาขึ้น ให้วัดการทะลุของราคาต่ำกว่าเส้น EMA 22 ในช่วง 10-20 วันที่ผ่านมา แล้วหาค่าเฉลี่ย ให้เราตั้งจุดตัดขาดทุนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของคลื่นรบกวนอย่างน้อย 2 เท่า (3 เท่า สำหรับแนวโน้มขาลง)
  • ตั้งจุดตัดขาดทุนโดยดูจากจุดต่ำสุดย่อย โดยปกติคนทั่วไปจะวางจุดขาดทุนไว้ที่จุดต่ำสุดของวันที่เกิดการกลับตัว แต่ให้เราวางไว้ที่จุดต่ำสุดที่รองลงมาของวันก่อนหน้านั้นแทน (second lowest point)  
  • ตั้งจุดตัดขาดทุนตามค่าเฉลี่ยของช่วงราคาที่แท้จริง (ATR) โดยตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ไว้อย่างน้อยหนึ่ง ATR ห่างจากจุดต่ำสุดหรือสูงสุดของแท่งราคาที่เราซื้อนั้น ข้อดี คือ เราสามารถเลื่อนจุดตัดขาดทุนไปเรื่อยๆตาม ATR ที่ขยับไปพร้อมกับแท่งราคาในแต่ละวัน
  • ให้หลีกเลี่ยงการวางจุดไว้ที่ตัวเลขกลมๆ ให้วางจุดตัดขาดทุนต่ำกว่านั้นเล็กน้อย
  • เมื่อการเทรดวิ่งไปในทิศทางเดียวกับคุณให้ขยับจุดตัดขาดทุนขึ้นไปเพื่อปกป้องกำไร เช่น เมื่อได้กำไรมาถึง 30% ของเป้าหมายแล้วให้ขยับจุดตัดขาดทุนมาที่จุดเท่าทุนแทน หรือ ปรับให้ได้สัดส่วนของระยะห่างที่จะถึงเป้าหมาย ต่อ จุดตัดขาดทุน เป็นสัดส่วนคงที่
  • กรณีที่มีการกระโดดของราคาช่วงข้ามคืนจนต่ำกว่าจุดตัดขาดทุน เราอาจต้องกัดฟันยอมขาดทุนออกมา หรือ ให้จัดการเหมือน Day trade เพราะราคาเปิดที่กระโดด มักตามมาด้วยการเด้งกลับ โดยเราต้องใช้ความรวดเร็วในการเทรดเพื่อลดการขาดทุนให้น้อยลง

การควบคุมความเสี่ยง

  • กฎ 2% คือ ห้ามเสี่ยงมากกว่า 2% ของเงินทุนในบัญชีสำหรับการเทรด สำหรับการเทรดครั้งใดๆ โดยจะสามารถคำนวณจำนวนหุ้นที่เข้าซื้อได้จากจำนวนเงิน 2% หารด้วยส่วนต่างของราคาที่เราซื้อกับจุดขาดทุน
  • กฎ 6% คือ ห้ามไม่ให้เปิดการเทรดใหม่ในเดือนนั้น ถ้าผลรวมของการขาดทุนกับความเสี่ยงที่มีในการเทรดที่ยังเปิดอยู่ถึง 6% ของเงินทุนในบัญชี


การวิเคราะห์ชาร์ทแบบคลาสสิก

  • ชาร์ทแบบแท่งราคา (Bar Chart) และชาร์ทแบบแท่งเทียน (Candlesticks)
    • ราคาเปิดมักเป็นการสะท้อนความเห็นเรื่องมูลค่าของมือสมัครเล่น ส่วนราคาปิดจะเป็นการกระทำของเทรดเดอร์มืออาชีพ
    • จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของแต่ละแท่งราคา แสดงถึงพลังสูงสุดของกระทิงและหมีในวันนั้นตามลำดับ ส่วนราคาปิดจะเป็นผลลัพธ์การต่อสู้ระหว่างกระทิงและหมี
    • ความสูงของแท่งราคาเทียบกับค่าเฉลี่ย แสดงถึงความรุนแรงในการต่อสู้ระหว่างกระทิงและหมี
  • แนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance) การลากเส้นผ่านจุดที่มีการปรับฐานของราคาจะดีกว่าการลากผ่านจุดต่ำสุดและสูงสุดของราคา ซึ่งความแข็งแกร่งของแนวรับและแนวต้านจะขึ้นอยู่กับ 1) ระยะเวลา  (2 สัปดาห์ 2 เดือน 2 ปี), 2) ความสูง (1% 3% 7% ของมูลค่าตลาด), และ 3) ปริมาณการซื้อขาย  
  • การตีเส้นแนวโน้มและกรอบราคา เราสามารถใช้โปรแกรมอัตโนมัติทำให้เราได้
  • Kangaroo Tails คือ แท่งราคาที่สูงมากและถูกประกบด้วยแท่งราคาแบบปกติสองอัน เป็นรูปแบบแสดงถึงการกลับตัวที่น่าเชื่อถือ ให้วางจุดตัดขาดทุนประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวหาง


การวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วยคอมพิวเตอร์

  • เมื่อจะเข้าไปทำการเทรดให้ดูกราฟย้อนหลังที่ครอบคลุมวัฏจักรของกระทิงและหมี 2 รอบ หรือประมาณ 12 ปี เพื่อเทียบราคาว่าแพงหรือถูก  

ตัวบ่งชี้ตามแนวโน้ม (Trend-Following Indicators) ใช้สำหรับตลาดที่กำลังเคลื่อนไหว สัญญาณจะช้ากว่าหรือพร้อมกับราคา

  • EMA (Exponential Moving Average) เปรียบเสมือนแรงเฉื่อยของแนวโน้ม ให้ตั้งระยะเวลาประมาณครึ่งหนึ่งของวัฏจักรของราคา ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการจับจังหวะแนวโน้มรอบเล็กหรือรอบใหญ่ โดยปกติจะใช้เส้น EMA 2 เส้น (26/13 หรือ 22/11) และระหว่างสองเส้นนี้จะเรียกว่าโซนมูลค่า เราจับจังหวะจากทิศทางและความชัน เช่น แนวโน้มขาขึ้นให้เรารอจังหวะการย่อตัวของราคามาที่โซนมูลค่าในการเข้าซื้อ
  • MACD (Moving Average Convergence-Divergence) ให้ดูการตัดกับระหว่างเส้น MACD (เร็วกว่า) และ signal line (ช้ากว่า) โดยเมื่อ MACD ตัด signal line ขึ้นเป็นสัญญาณซื้อ และเมื่อตัดลงคือสัญญาณขาย
  • MACD-Histogram คือ ผลต่างระหว่างเส้น MACD และ signal line โดยซื้อเมื่อ MACD-Histogram หยุดตกลงและเริ่มขยับขึ้น และขายเมื่อหยุดวิ่งขึ้นและเริ่มตกลงมา
  • Directional System จะมีเส้น 3 เส้น คือ เส้นที่เป็นบวกตามราคาที่วิ่งขึ้น (+DI) เส้นที่เป็นลบ (-DI) และเส้นที่เป็นผลต่างระหว่างสองเส้น (ADX) สัญญาณในการเทรด คือ ADX วิ่งลงมาต่ำกว่าทั้งสองเส้นและมีการกลับตัวสูงขึ้น 4 จุด และออกจากการเทรดเมื่อ ADX วิ่งสูงกว่าทั้งสองเส้นแล้วเริ่มตกลงมา


ตัวบ่งชี้การแกว่งของราคา (Oscillators) ใช้สำหรับจับจุดกลับตัวในตลาดที่อยู่นิ่งๆ สัญญาณจะเกิดก่อนหรือพร้อมกับราคา

  • Stochastic กำหนดให้ระดับ 20% และ 80% เป็นภาวะ Overbought และ Oversold ซึ่งมีความไวยิ่งกว่า MACD-Histogram วิธีการนำไปใช้ เช่น เมื่อเราระบุแนวโน้มขาขึ้นในชาร์ทรายสัปดาห์ ให้เรารอเส้น Stochastic ลงมาต่ำกว่าเส้นอ้างอิง แล้วให้ซื้อหุ้นทันทีที่แท่งราคาสามารถทะลุแท่งราคาสูงสุดของวันก่อนหน้านี้ไปได้
  • Relative Strength Index ปกติจะกำหนดให้ 30% และ 70% เป็นภาวะ Overbought และ Oversold แต่เราสามารถกำหนดเองให้แม่นยำกว่าโดยลากเส้นในระยะเวลา 4-6 เดือน เลือกระดับที่มีการทะลุเส้นนั้น < 5% เป็นเส้นอ้างอิงแทน วิธีการใช้เหมือนกับ Stochastic
  • MACD-Histogram (ดูด้านบน)
  • Divergence เป็นสัญญาณที่ทรงพลังในการบอกการกลับตัว โดยจุดสูงสุดหรือต่ำสุดทั้งสองแท่งต้องอยู่ห่างกันไม่เกิน 20 แท่ง และจุดสูงสุดหรือต่ำสุดครั้งที่สองมีความสูงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของครั้งแรก
    • Bullish divergence คือ ในขาลงราคาตกลง และมีการย้อนขึ้นไปของตัวบ่งชี้การแกว่งเหนือเส้นศูนย์ แล้วราคาตกลงทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่ตัวบ่งชี้การแกว่งของราคาทำจุดต่ำสุดที่ตื้นกว่าเดิม แสดงว่าจะเกิดการกลับตัวขึ้น
    • Bearish divergence ก็เช่นเดียวกันในทางตรงข้าม คือ ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ตัวบ่งชี้ทำจุดสูงสุดที่ต่ำกว่าเดิม โดยต้องมีการตกต่ำกว่าเส้นศูนย์ก่อนหน้านั้น
    • The Hound of The Baskervilles เป็นเบาะแสที่เชอร์ล็อค โฮล์มพบในคดี ว่าสุนัขไม่เห่าในตอนที่มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นเนื่องจากรู้จักกับฆาตกร คือ ไม่มีการกลับตัวตามสัญญาณ divergence แสดงว่ามีการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานบางอย่าง


ดัชนีที่ใช้ปริมาณการซื้อขาย

  • Volume ปริมาณการซื้อขายสะท้อนอารมณ์ของเทรดเดอร์
    • ปริมาณการซื้อขายที่สูง (> 25% ของค่าเฉลี่ยใน 2 สัปดาห์ล่าสุด) จะช่วยยืนยันแนวโน้ม เมื่อปริมาณการซื้อขายที่หดตัวลง (< 25% ของค่าเฉลี่ยใน 2 สัปดาห์ล่าสุด) แสดงถึงการกลับทิศ ยกเว้นในแนวโน้มขาลงซึ่งการตกลงของราคาสามารถดำเนินต่อไปด้วยปริมาณการซื้อขายที่ต่ำ
    • ปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วก็มีโอกาสเป็นสัญญาณบอกถึงการกลับตัวเช่นกัน โดยเฉพาะในแนวโน้มขาลง
  • On-Balance Volume คือ ปริมาณการซื้อขายสะสม เป็นตัวบ่งชี้ที่เกิดขึ้นก่อนราคา ความสำคัญอยู่ที่จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดใหม่ที่เกิดขึ้น และการเกิด divergence
  • Accumulation/Distribution คือ การสะสมและการกระจายหุ้น เป็นตัววัดที่ละเอียดกว่า OBV ดูสัญญาณการเทรดจาก divergence
  • Force Index เป็นการเปรียบเทียบแรงของกระทิงและหมี มีความไวในการดูการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มจากการแกว่งขึ้นไปเหนือเส้นหรือใต้เส้น


ตัวบ่งชี้ตลาดโดยรวม แนะนำให้ดูด้วยเพราะถือว่าตลาดโดยรวมมีอิทธิพลประมาณครึ่งหนึ่งต่อปริมาณการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นรายตัว

  • ตัวบ่งชี้ที่หนังสือแนะนำแต่ไม่มีให้ใช้ เช่น NH-NL (จำนวนหุ้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่จำนวนหุ้นที่ทำจุต่ำสุดใหม่), MA (จำนวนหุ้นที่อยู่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน)
  • Advance/Decline line (A/D) คือ จำนวนหุ้นที่ปิดสูงขึ้น จำนวนหุ้นที่ปิดต่ำลง สามารถดู divergence ได้เช่นเดียวกับตัวบ่งชี้อื่นๆ แต่จุดเด่นคือ บางครั้งสัญญาณแนวโน้มจะเกิดขึ้นก่อนการกลับตัวของตลาดหลายสัปดาห์
  • Contrary Opinion เป็นตัวบ่งชี้จากความเห็นสรุปร่วมกัน คือ เมื่อนักวิเคราะห์มีบทสรุปร่วมกันว่าเป็นภาวะกระทิงหรือหมี แสดงว่าแนวโน้มนั้นดำเนินมานานเกินไปแล้วและการกลับทิศใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว
  • การเทรดของคนวงใน จะมีความหมายเมื่อผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ > 3 รายซื้อหรือขายหุ้นภายในรอบหนึ่งเดือน ซึ่งการซื้อหุ้นจะทำนายได้ดีกว่าการขายหุ้น เพราะการขายอาจมีเหตุผลส่วนตัว


การจดบันทึกและให้คะแนนการเทรด

  • จดบันทึก
    • ตัวเลข 3 ตัว คือ จุดเข้าเทรด ราคาเป้าหมาย และจุดตัดขาดทุน
    • การบริหารความเสี่ยง คือ ความเสี่ยงต่อหุ้น จำนวนเงินขาดทุนสูงสุดที่ยอมเสี่ยง คิดออกมาเป็นจำนวนหุ้นเท่าไหร่
    • ข้อบ่งชี้ในการเทรด คือ กลยุทธ์ที่เราเลือก
  • ให้เกรดในการซื้อ [(จุดสูงสุด จุดเข้าซื้อ)/(จุดสูงสุด จุดต่ำสุด)] และเกรดในการขาย [(จุดขาย จุดต่ำสุด)/(จุดสูงสุด จุดต่ำสุด)] ถ้าได้ > 50% ถือว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก
  • ให้เกรดในการเทรด [(จุดขาย จุดเข้าซื้อ)/(จุดสูงสุดของช่องแนวโน้มจุดต่ำสุดของช่องแนวโน้ม)] ถ้าได้กำไร > 30% ถือว่าได้เกรด A


การบ้านรายวัน

  • ดูสภาพตลาด (การเปลี่ยนแปลงของ US จะนำมาก่อนตลาด East Asia และที่สุดท้ายเป็นตลาด EU) ดูข่าวใหญ่ๆ ค่าเงินสกุลหลัก สินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนีตลาดหุ้นหลักๆ น้ำมัน ทองคำ  ดอกเบี้ยพันธบัตร และดูตัวบ่งชี้ตลาดโดยรวม
  • ทบทวนรายชื่อตัวเลือกทั้งหมด แผนการเทรด จุดตัดขาดทุน เป้าหมายกำไร
    • แผนการเทรดจะต้องมีการเช็ควันที่มีการประกาศงบการเงิน วันจ่ายเงินปันผล หรือมีการ rollover ของสัญญา เพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากข่าวต่างๆ
  • ทดสอบความพร้อมของตนเอง ดูสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ ผลการเทรดของเมื่อวาน การวางแผนการเทรดของวันนี้ และดูว่าวันนี้มีธุระยุ่งเพียงใด

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น