วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

How to make money in stocks

How to make money in stocks


การเลือกหุ้นด้วยวิธี CANSLIM

C = Current Big or Accelerating Quarterly Earnings and Sales per Share

  • QoQ EPS เพิ่มขึ้น > 40% x 2 ไตรมาสล่าสุด (ที่ไม่ได้เป็นผลจากกำไรพิเศษ) โดยเฉพาะบริษัทที่ช่วงก่อนหน้านี้กำไรไม่สูงมาก (~ 15%) และดียิ่งขึ้นเมื่อนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรจะโตขึ้นในไตรมาสถัดๆไป
  • การเพิ่มขึ้นของ EPS ต้องมาจากยอดขายในไตรมาสล่าสุดเพิ่มขึ้น > 25% หรือเพิ่มขึ้นสูงใน 3 ไตรมาสล่าสุด (คือ EPS ไม่ได้โตจากการลดค่าใช้จ่าย) และเมื่อเทียบในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน EBIT จะสูงสุดหรือเกือบสูงสุด
  • เพื่อเป็นการยืนยันความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจ ต้องมีบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างน้อยอีกหนึ่งตัวที่แสดงผลกำไรที่แข็งแกร่งด้วย
  • หลีกเลี่ยงบริษัทที่ EPS ลดลงอย่างชัดเจน (เช่นจาก 50% เป็น 15%) ต่อเนื่องกัน 2 ไตรมาส

A = Annual Earning Increases

  • YoY Earning เพิ่มขึ้น > 25% x 3 ปีติดต่อกัน และดียิ่งขึ้นเมื่อนักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรดีขึ้นในปีหน้า
  • ROE > 17% (โดยปกติหุ้นเติบโตจะอยู่ที่ 25-50%)
  • ไม่ใช้ P/E ในการคัดหุ้นออก เพราะ P/E ของหุ้นที่เป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 25-50 เท่า
  • บริษัทที่ลดหนี้สินลงในช่วง 2-3 ปีหลังสุดเป็นสัญญาณที่ดี ที่จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและทำให้กำไรมากขึ้น

N = Newer Companies, New Products, New Management

  • มีผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ในระดับที่เปลี่ยนวิถีชีวิต

S = Supply and Demand

  • หุ้นตัวเล็กที่มีจำนวนหุ้นน้อยจะสามารถทำให้ราคาเคลื่อนไหวได้ดีกว่า และมักจะทำผลงานได้ดีกว่า แต่ในปัจจุบันกองทุนขนาดใหญ่ถูกจำกัดให้ซื้อเฉพาะหุ้นตัวใหญ่ (big-cap) ทำให้หุ้นขนาดใหญ่จึงสามารถเคลื่อนไหวได้ดีเช่นเดียวกับหุ้นตัวเล็ก
  • บริษัทที่ซื้อหุ้นตัวเองคืน เป็นสัญญาณที่ดีเพราะมันช่วยลดจำนวนหุ้นลงมา และแสดงว่าบริษัทยังคาดว่ากำไรจะดีขึ้นในอนาคตด้วย
  • ถ้าราคาหุ้นย่อตัว แต่ปริมาณการซื้อขายลดลง แสดงว่าไม่มีแรงกดดันจากแรงขายที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อหุ้นขึ้นและปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นจะหมายถึงการเข้าซื้อของสถาบัน

L = Leader or Laggard

  • เลือกหุ้นตัวที่ดีที่สุดใน 3 อันดับแรกของกลุ่ม โดยดูจาก earning, ROE, และ Profit margin สูงสุด การเติบโตของยอดขายแข็งแกร่ง การที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นเอกลักษณ์หรือเหนือกว่าคู่แข่ง และกำลังค่อยๆกินส่วนแบ่งตลาดสูงขึ้นเรื่อยๆ
  • การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่มีพลัง เมื่อตลาดหุ้นตกลง หุ้นที่เป็นผู้นำจะลดลงน้อยกว่าหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน (หรืออาจขึ้นสวนทางกับตลาด) และเมื่อตลาดโดยรวมฟื้นตัว มันจะขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ให้เห็น
  • หุ้นผู้ชนะส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทใหม่ที่ IPO มา 8-15 ปี

I = Institutional Sponsorship

  • หุ้นได้รับการสนับสนุนจากกองทุน โดยมีกองทุนถือหุ้นอยู่อย่างน้อย 20% (หาข้อมูลอันดับการถือหุ้นของกองทุนได้จาก Morningstar.com) และมีแนวโน้มมากขึ้นในไตรมาสหลังๆ
  • กองทุนที่ให้การสนับสนุนต้องเป็นกองทุนที่มีคุณภาพ คือ ผลงานการลงทุนของผู้จัดการกองทุนในรอบ 12 เดือนและ 3 ปีล่าสุดอยู่ในเกณฑ์ดี (10 อันดับแรก)
  • ให้ระวังหุ้นที่ถูกถือโดยสถาบันเกือบทุกสถาบัน เพราะมันแสดงว่าอาจเป็นเวลาที่สายเกินไปที่จะขึ้นรถแล้ว

M= Market Direction

  • จับทิศทางของตลาดโดยสังเกตและวิเคราะห์ดัชนีหลักๆ เช่น S&P500, NASDAQ โดยดูการวิ่งของราคา เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ การสะสมและการกระจายหุ้น (Accumulation/Distribution Rating; ACC/DIS RTG) [ดู ภาพรวมตลาดใน investing.com]
    • ตลาดหมี มักจะเปิดอย่างแข็งแกร่งและปิดอย่างอ่อนแอ ส่วนตลาดกระทิงจะตรงกันข้าม
    • การกลับตัวจากจุดสูงสุด จะเริ่มจากการที่มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้น แต่ราคาที่เพิ่มขึ้นจะชะลอตัวลง และจะมีสัญญาณการกระจายหุ้นที่สูงขึ้น จะเกิดขึ้นนานประมาณ 3-6 วัน ในช่วง 4-6 สัปดาห์ และเมื่อหุ้นเริ่มตกลงมา จะมีความพยายามในการขึ้นใหม่ แต่จะมีปริมาณการซื้อขายอ่อนแอและราคาจะขึ้นมาได้น้อยกว่า 50%
    • การกลับตัวจากจุดต่ำสุด ตลาดจะเริ่มมีความพยายามในการวิ่งขึ้นจากการลดลง เช่น ลงในช่วงเช้าแล้ววิ่งขึ้นในช่วงบ่าย หรือ วิ่งขึ้นหลังจากลงในวันก่อนหน้า ให้รอการวิ่งตามขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในวันที่ 4-7 โดยมีการวิ่งขึ้นที่แรงและปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นสูงกว่าค่าเฉลี่ย
  • สิ่งที่ไม่ควรนำมาดู คือ ตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจต่างๆ (ตลาดหุ้นขึ้นลงโดยรวมเอาการคาดการณ์ต่างๆในอนาคตไว้แล้ว ไม่ได้แสดงถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน) และการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์
  • เมื่อตัวบ่งชี้แสดงจุดกลับตัวของตลาดเมื่อถึงจุดสูงสุด ให้ปรับพอร์ตมาถือเงินสดอย่างน้อย 25% และขายหุ้นในราคาตลาด (market orders)

 

ฝึกดูฐานราคาจากชาร์ท

  • ฐานราคา คือ บริเวณที่เกิดการปรับฐานของราคาและเกิดรูปแบบการบีบตัวของราคา หลังจากที่มีการขึ้นของราคามาช่วงก่อนหน้านี้
  • Cup with handleเป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด จะมีการขึ้นมาของราคา > 30% ก่อนเกิดรูปถ้วย ราคาจะย่อตัวลงมา 12-33% ความกว้างของถ้วยจะอยู่ประมาณ 3-6 เดือน และบริเวณหูจับจะนาน > 1-2 สัปดาห์ และจะมีการลดลงของราคา 8-12% (การเขย่าออก) และปริมาณการซื้อขายจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยที่หูจับจะยังอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 สัปดาห์ เมื่อมาถึงจุดหมุน (pivot point) ปริมาณการซื้อขายจะเพิ่มขึ้น > 40-50% จากระดับปกติ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อของสถาบัน

  • “Saucer-with-Handle” เหมือนกับแบบแรกแต่ตื้นกว่า
  • “Double-Bottom” ความกว้างและลึกจะเหมือนกับแบบแรก แต่จุดต่ำสุดที่สองมักจะต่ำกว่าจุดต่ำสุดแรก จุดเข้าซื้อจะอยู่ตำแหน่งบนสุดด้านขวาเท่ากับตรงกลางของตัว W
  • “Flat-Base” เป็นรูปแบบที่พบได้หลังจากที่หุ้นขึ้นมา > 20% จากรูปแบบอื่นๆ โดยจะเคลื่อนไหวไปด้านข้างด้วยการบีบอัดของราคานาน 5-6 สัปดาห์ อาจมีการปรับฐานลงไป < 10-15%
  • Base on Top of a Base เป็นรูปแบบหุ้นที่แข็งแกร่งในตลาดหมี คือ หุ้นทะลุฐานราคาขึ้นไป < 20-30% แล้วตกลงมาทำการบีบอัดราคาครั้งที่สอง ในขณะที่ตลาดโดยรวมทำจุดต่ำสุดใหม่

 

 เรียนรู้จุดเข้าซื้อ

  • ดูชาร์ทรายวันและรายสัปดาห์ ซื้อเมื่อราคาทะลุขึ้นมาจากฐานราคาที่เหมาะสมและมีปริมาณการซื้อขายที่มากกว่าปกติ > 50% (ยกเว้นในช่วงตลาดหมี)
  • ผู้นำที่แท้จริงจะเริ่มเคลื่อนไหวจากราคาที่เป็นหรือใกล้เคียงกับจุดสูงสุดใหม่

 

ตั้งจุดตัดขาดทุนไว้เสมอ

  • จำกัดการขาดทุนไว้ไม่เกิน 7-8% ของต้นทุนเสมอโดยไม่มีข้อยกเว้น
  • ห้ามซื้อเฉลี่ยขาลง ให้จำเรื่องราวของไก่งวง และเรื่องของชุดสีแดงเอาไว้ (หน้า 303, 306)

 

สัญญาณขายทางเทคนิค

  • จุดสูงสุดแบบไคลแมกซ์ คือ มีการวิ่งขึ้นอย่างฉับพลับใน 1-2 สัปดาห์ โดยมีการกระโดดของราคาเปิด (exhaustion gap) เทียบกับราคาปิดของวันก่อน ร่วมกับปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่น
  • พฤติกรรมที่อ่อนแอ ได้แก่ จุดสูงสุดใหม่ที่มีปริมาณการซื้อขายที่ต่ำ หุ้นมีการปิดที่ใกล้กับราคาต่ำสุดของวัน มีการลดลงจากจุดสูงสุด 8% หรือ ไม่มีหุ้นตัวอื่นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันยืนยันความแข็งแกร่ง
  • การทะลุลงมาจากแนวรับ ได้แก่ ทะลุเส้นแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวลงมา หุ้นตกลงมามากภายในหนึ่งวัน หุ้นตกลงมาพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูง เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันเริ่มตกลงมา หรือ หุ้นลงไปอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที 10 สัปดาห์
  • ตัวชี้นำในการขายอื่นๆ ได้แก่ ขายเมื่อได้กำไร 20-30% (ยกเว้นหุ้นกลุ่มผู้นำ ดูข้อถัดไป) ขายหลังจากที่หุ้นมีการวิ่งขึ้นและมีข่าวดีหรือได้ตีพิมพ์ในสื่อใหญ่ๆตามมา ขายในตอนที่ผู้คนตื่นเต้นมากๆและทุกคนเห็นว่ามันต้องวิ่งต่อไป ขายเมื่อการเพิ่มขึ้นของกำไรรายไตรมาสลดลงชัดเจน (หรือ 2/3 ของอัตราการเพิ่มเดิม) สองไตรมาสติดต่อกัน แต่ไม่ขายตอนที่มีข่าวร้ายหรือข่าวลือออกมา
  • หุ้นที่เป็นผู้นำตลาด ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบัน ซึ่งสามารถวิ่งขึ้นมาได้ 20% ใน 1-3 สัปดาห์ (ยกเว้นการขึ้นแบบไคลแมกซ์) ให้พยายามถือไว้จนถึง 8 สัปดาห์ (ปกติจะมีการดึงกลับของราคา 2-3 ครั้งมาที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 สัปดาห์หรือต่ำกว่าเล็กน้อย) ซึ่งหุ้นจะมีโอกาสขึ้นไปได้ > 3 เท่า

 

การลงทุนในกองทุนรวม

  • ให้เลือกกองทุนรวมแบบเปิดที่มีผลงานอยู่ใน 25% แรกในช่วง 3-4 ปีหลัง และมีผลงานเหนือกว่ากองทุนอื่นๆในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา
  • การซื้อแบบ DCA เป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผลสำหรับกองทุนรวมในทุกช่วงเวลา (ต่างจากการเล่นหุ้นรายตัวที่ไม่ให้ซื้อหุ้นช่วงขาลง)
  • ควรถือมันไว้อย่างน้อย 15 ปี โดยไม่ต้องวิตกกังลงเกี่ยวกับข่าวต่างๆ เพราะกองทุนที่กระจายความเสี่ยงไว้อย่างดีและบริหารจัดการแบบมืออาชีพจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ตามดัชนีอ้างอิง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น