วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2564

Why we sleep

 Why we sleep (นอนเปลี่ยนชีวิต)


ภาคที่ 1 ว่าด้วยการนอนหลับ

ปัจจัยกำหนดการหลับตื่น คือ จังหวะรอบวัน 24 ชั่วโมง (circadian rhythm) และแรงกระตุ้นให้หลับ (adenosine) ซึ่งทำงานเป็นเอกเทศแยกจากกัน

Process C (circadian/wake drive) และ process S (adenosine/sleep drive) เมื่อระยะห่างระหว่างสองเส้นมากที่สุดจะกระตุ้นให้หลับสูงสุด

  • จังหวะรอบวัน (circadian rhythm) ตั้งอยู่ที่ suprachiasmatic nucleus โดยเฉลี่ยใน 1 รอบ คือ 24 ชั่วโมง 15 นาที แต่ปัจจัยภายนอกจะมาช่วยปรับเวลาให้อยู่ที่ 24 ชั่วโมงพอดี (ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ แสงอาทิตย์ และปัจจัยอื่นๆ เช่น อุณหภูมิ อาหาร การออกกำลังกาย เป็นต้น) ระบบนี้จะมีอิทธิพลกับสมองและร่างกายหลายอย่าง เช่น อุณหภูมิกาย การตื่นและการหลับ เป็นต้น โดยจะกระตุ้นให้การเกิดหลั่งของ melatonin จาก pineal gland
    • เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนไม่ได้มีจังหวะรอบวันที่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ 40% เป็น มนุษย์เช้า ซึ่งจะง่วงตอนหัวค่ำและตื่นตอนเช้า อีก 30% เป็น มนุษย์ค่ำ จะชอบนอนดึกและตื่นสาย และที่เหลืออยู่ระหว่างกลางแต่ค่อนไปทางค่ำ

Melatonin นี้เปรียบเสมือนผู้กำกับเวลาบอกสมองว่าถึงเวลานอนแล้ว แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดการหลับแต่อย่างใด มีการนำ melatonin มาใช้เพื่อช่วยปรับจังหวะรอบวันเวลาต้องเดินทางเปลี่ยน time zone เพื่อรักษาอาการ jet lag

อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายเริ่มสูงขึ้นตอนเที่ยง จนสูงสุดตอนเย็น แล้วลดลงตอนเข้านอน

melatonin จะเริ่มหลั่งเมื่อตอนพลบค่ำ จนสูงสุดประมาณตี และหมดลงไปตอนเช้าตรู่ถึงช่วงสาย

  • แรงกระตุ้นให้หลับ เกิดจากสารเคมีชื่อ adenosine ทำให้เกิดความรู้สึกง่วง ซึ่งจะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆขณะตื่น และถูกกำจัดไปขณะนอนหลับ ส่วน caffeine จะทำหน้าที่แย่จับกับ receptor ของ adenosine ทำให้ตัวรับหยุดทำงาน ซึ่งจะทำให้ไม่ง่วงนอน อาจทำให้เกิดปัญหาการนอนไม่หลับ ถ้าขณะนั้นร่างกายยังขจัด caffeine ไปได้ไม่มากพอ (half-life 5-7 h) ในทางตรงข้ามเมื่อ caffeine หมดฤทธิ์ จะทำให้ง่วงรุนแรงจากการที่ adenosine ถูกสะสมไว้เป็นปริมาณมาก

ตัวบ่งชี้การหลับ ได้แก่

  • การสูญเสียการรับรู้เรื่องภายนอก เนื่องจากสัญญาณความรู้สึกทั้งหมดโดน thalamus สกัดไว้ไม่ให้ผ่านเข้าสู่สมองส่วน cortex
  • การเกิดความคลาดเคลื่อนของการรับรู้เวลา (แต่สมองในส่วนที่ไม่รู้สึกตัวยังคงบันทึกเวลาไว้อย่างแม่นยำ) และมีการยืดยาวออกไปของเวลาในฝันเมื่อเทียบกับเวลาจริง

วัฏจักรการหลับ

  • ประกอบด้วย NREM และ REM สลับไปมารอบละ 90 นาที โดยในช่วงแรกของคืนจะมีช่วง NREM ระยะลึกมากที่สุด แต่ในช่วงหลังจะมีช่วง NREM ระยะตื้น และ REM มากขึ้น
  • การหลับลึกของ NREM ในช่วงแรกเปรียบเสมือนการกำจัดจุดเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทที่ไม่จำเป็น และระยะฝันในส่วน REM ในช่วงหลังมีบทบาทในการเสริมความแข็งแกร่งของการเชื่อมต่อเหล่านั้น 
  • การนอนหลับในแต่ละระยะมีบทบาทที่แตกต่างกัน การนอนไม่พอ เช่น นอน 6 ชั่วโมง เราอาจคิดว่าเรานอนลดลงเพียง 25% แต่ความเป็นจริงเราอาจสูญเสียสัดส่วนของ REM ไปมากกว่านั้น

คลื่นสมองขณะหลับและตื่น

  • ในช่วงตื่นและการหลับตื้น (stage 1-2) คลื่นสมองจะมีความถี่สูงและไม่สม่ำเสมอ เมื่อเข้าสู่การหลับที่ลึกขึ้น (stage 3-4) คลื่นสมองจะช้าลงและเริ่มเป็นจังหวะ และจะแทรกด้วยคลื่นรูปกระสวย (spindle wave) ในปลายคลื่นช้าแต่ละช่วง ซึ่งมีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ การป้องกันการรบกวนของเสียงจากภายนอก
  • จุดกำเนิดของ slow brainwave เริ่มจากตรงกลางของ frontal lobe แล้วจึงเดินทางไปทางด้านหลัง ซึ่งจังหวะของ slow brainwave ไม่ใช่การหยุดการทำงานของสมอง แต่ตรงข้ามกลับเป็นการทำงานอย่างสอดประสานกันของเซลล์สมองนับพันๆ ในขณะที่ตัดการรับรู้จากภายนอกโดย thalamus
  • ช่วง REM จะมีกิจกรรมของคลื่นสมองเหมือนกับขณะตื่นและมีสมาธิจดจ่อ ช่วงนี้ thalamus จะเปิดประตูการรับรู้ส่วนของอารมณ์ แรงกระตุ้น และความทรงจำ (ในอดีตและปัจจุบัน) ในขณะที่ voluntary muscle จะเป็นอัมพาต


การนอนในแง่วิวัฒนาการ

  • พบการนอนได้ในสัตว์ทุกประเภท แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีอายุมากกว่า 24 ชั่วโมง แต่ระยะเวลาในการนอนแตกต่างกันในสัตว์แต่ละชนิด ซึ่งยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ที่ชัดเจน
  • การหลับแบบ REM พบเฉพาะในนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งมีสายวิวัฒนาการแยกจากกัน แสดงว่า REM เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ และเกิดขึ้นจากแรงกดดันทางวิวัฒนาการบางอย่าง
  • ในแง่ความสำคัญของ NREM เทียบกับ REM ในคืนแรกหลังอดนอนสมองจะชดเชยช่วง NREM ในสัดส่วนที่มากกว่า REM ส่วนในคืนหลังๆจะมีช่วง REM ที่มากกว่า NREM
  • การนอนหลับแบบครึ่งสมองพบได้เฉพาะการหลับแบบ NREM พบในโลมา และวาฬ เพื่อให้สมองได้ผลัดกันทำงาน ขณะที่ต้องว่ายน้ำตลอดเวลา นอกจากนี้ยังพบในนก ในขณะที่นกอยู่เรียงเป็นแถว นกตัวที่อยู่ปลายแต่ละด้านจะนอนหลับครึ่งสมอง โดยลืมตาฝั่งด้านนอกไว้เพื่อระวังภัยคุกคาม ในมนุษย์ก็พบมีการนอนด้วยสมองซีกเดียวแบบอ่อนๆเช่นกัน ในขณะที่ต้องนอนอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย
  • การนอนของมนุษย์ในทางชีวภาพ คือ การนอนหลับแบบสองช่วง โดยเข้านอนหลังพระอาทิตย์ตก 2-3 ชั่วโมง คือ ประมาณ 21.00 นอนหลับนาน 7 ชั่วโมง และงีบหลับตอนบ่าย 30-60 นาที
  • ความแตกต่างของมนุษย์กับ primate อื่นๆ คือ มนุษย์มีระยะเวลานอนที่สั้นกว่า (8 กับ 10-15 ชม.) แต่มีสัดส่วนของ REM ที่มากกว่า (20-25% กับ 9%) เชื่อว่าเกิดจากมนุษย์มีความปลอดภัยในการนอนมากขึ้น จากการย้ายลงมานอนบนพื้นดินและมีไฟคอยป้องกันอันตราย จึงสามารถนอนได้สั้นลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการนอนช่วง REM ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และทำให้ EQ สูงขึ้น ทำให้เกิดการก้าวกระโดดของพัฒนาการทางสังคมที่เข้มข้น

การนอนหลับในแต่ละช่วงชีวิต

  • ช่วงแรกในครรภ์ ทารกจะหลับแบบ REM (แต่ไม่เป็นอัมพาตเหมือนในผู้ใหญ่) เมื่ออายุประมาณ 23 สัปดาห์ จะมีทั้ง NREM และ REM พอๆกัน และทารกจะเริ่มตื่น 2-3 ชั่วโมงต่อวันในช่วงไตรมาสสุดท้าย เมื่อใกล้คลอดการนอนแบบ REM จะสูงขึ้นอย่างมากจนถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน
  • ทารกและเด็กเล็กจะนอนเป็นช่วงสั้นๆตลอดทั้งวันและคืน เมื่ออายุ 3-4 เดือน suprachiasmatic nucleus จะเริ่มพัฒนามากขึ้น จนสามารถควบคุมจังหวะรอบวันเป็นสองช่วงได้ที่อายุ 4 ปี และสัดส่วนของ NREM/REM จะค่อยๆลดลงจาก 50/50 จนคงที่ที่ 80/20 เมื่อถึงวัยรุ่นตอนปลาย
  • สัดส่วนของ REM ที่มีมากในช่วงแรกช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อ (synapse) กันของเซลล์ประสาทจำนวนมหาศาล เมื่อโตขึ้นสัดส่วนของ NREM ที่มากขึ้นจะช่วยในการตัดแต่งการเชื่อมต่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวคือการหลับลึกจะช่วยพัฒนาสมอง เพื่อก้าวจากวัยรุ่นสู่วัยผู้ใหญ่ โดยความเข้มข้นของการหลับลึกจะเริ่มจากด้านหลังของสมอง แล้วค่อยๆเลื่อนมาทางด้านหน้าตลอดช่วงวัยรุ่น จนถึงปลายของ frontal lobe ที่ใช้ควบคุมหลักเหตุผลและการตัดสินใจ
  • จังหวะรอบวันในเด็กเล็กจะเริ่มเร็วกว่าผู้ใหญ่ ตอน 9 ขวบจะหลับราว 3 ทุ่ม แต่ช่วงวัยรุ่นอาจเลื่อนไปที่ 4-5 ทุ่ม รวมถึงเวลาตื่นที่เลื่อนออกไปด้วย เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จึงจะเลื่อนกลับเข้าที่อีกครั้ง เชื่อว่าเป็นเหตุผลในเชิงวิวัฒนาการที่ทำให้วัยรุ่นได้มีเวลาเป็นอิสระจากผู้ใหญ่ เพื่อช่วยให้วัยรุ่นเลิกพึ่งพาพ่อแม่เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่
  • วัยสูงอายุยังต้องการนอนหลับเท่ากับวัยผู้ใหญ่ แต่การหลับลึกแบบ NREM ซึ่งค่อยๆลดลงตั้งแต่วัย 20 ตอนปลาย จนหายไปถึง 80-90% เมื่ออายุ 70 ปี ทำให้สุขภาพเสื่อมถอยลง และยังมีภาวะหลับๆตื่นๆ ทั้งจากโรคหรือยาที่กิน และปัญหาการต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน จนทำให้ประสิทธิภาพการนอนลดลงเหลือ 70-80% หรือเป็นเวลาในการหลับลดลง 1-1.5 ชั่วโมงในแต่ละคืน นอกจากนี้จังหวะรอบวันจะเลื่อนเร็วขึ้นทำให้ง่วงนอนตั้งแต่หัวค่ำ และตื่นตั้งแต่เช้าตรู่

 

 

ภาคที่ 2 เหตุใดเราจึงควรนอนหลับ

ประโยชน์ต่อสมอง

  • สมองส่วน hippocampus ทำหน้าที่เก็บความจำระยะสั้น ซึ่งมีพื้นที่จำกัด ส่วนการนอน (spindle wave ช่วง NREM stage 2) จะช่วยย้ายข้อมูลไปเก็บในความทรงจำระยะยาว รวมถึงกำจัดข้อมูลที่ไม่จำเป็นออก (การลืม) ทำให้การงีบหลับตอนกลางวัน จะสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ตอนบ่ายได้ดีขึ้น (การตื่นแต่เช้าตรู่จะทำให้ NREM stage 2 ลดลง ทำให้เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ลดลง)
  • ความจำด้านการเคลื่อนไหว (skill memory) เกิดจาก spindle wave เช่นกัน โดนเฉพาะช่วงการนอน 2  ชั่วโมงสุดท้ายของ 8 ชั่วโมง แต่ไม่ได้เกิดที่ตำแหน่งความทรงจำระยะยาว แต่เป็นตำแหน่งการทำงานระดับต่ำกว่าสติสัมปชัญญะส่วน motor cortex
  • การนอนไม่พอยังส่งผลถึงประสิทธิภาพทางร่างกาย เช่น หมดแรงเร็วขึ้น ความสามารถในการใช้ oxygen ลดลง ระบบหัวใจ การหายใจ การเผาผลาญ ความสามารถในการลดอุณหภูมิกายเสื่อมถอยลง และเพิ่มความเสี่ยงในการบาดเจ็บมากขึ้น
  • ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการช่วง REM (ดูด้านล่าง)

อันตรายต่อสมองจากการอดนอน

  • การอดนอนมีผลต่อสมาธิ ทำให้เกิดการหลับใน (microsleep) มีเฉพาะคนที่นอนวันละ 8 ชั่วโมงที่จะสามารถรักษาระดับสมาธิให้คงที่ไปได้เรื่อยๆ การนอนวันละ 6 ชั่วโมงต่อกัน 10 วันจะเท่ากับการอดนอนติดต่อกัน 24 ชั่วโมง คนที่นอนหลับ 4 ชั่วโมงจะเกิดอุบัติเหตุได้เท่าๆกับคนเมาตามกฎหมาย (การอดนอนและกินเหล้าจะเสริมกันแบบทวีคูณ)
  • คนที่อดนอนเรื้อรังจะชินกับบรรทัดฐานใหม่ จะไม่รับรู้ถึงสมรรถภาพทางความคิดและทางกายที่ลดลง แม้ว่าจะกลับมานอนชดเชยอย่างเต็มที่ก็ไม่สามารถทำให้สมองฟื้นกลับมามีประสิทธิภาพได้ดังเดิม
  • ในคนที่จำเป็นต้องอดนอนตลอดคืน (เช่น นักบิน) การงีบหลับ (power nap) 40-120 นาที จะช่วยเพิ่มสมาธิขั้นพื้นฐานได้ (แต่ไม่ช่วยในการทำงานของสมองที่ซับซ้อน) การงีบหลับควรทำแต่เนิ่นๆ คือ ช่วงค่ำของคืนแรก จะได้ผลดีกว่าเมื่อการอดนอนเกิดขึ้นแล้ว
  • การอดนอนทำให้สมองส่วน amygdala (อารมณ์โกรธ ฉุนเฉียว) และสมองส่วน striatum (ความหุนหันพันแล่น และการให้รางวัล) ทำงานเพิ่มขึ้น และขาดการควบคุมจาก prefrontal cortex ทำให้เกิดอารมณ์เหวี่ยงไปมา ซึ่งเกี่ยวพันกับภาวะซึมเศร้า การฆ่าตัวตาย การติดสารเสพติด และพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ
  • โรคอัลไซเมอร์เกี่ยวข้องกับการสะสม beta-amyloid ส่วน frontal cortex (ส่วนกำเนิดคลื่นหลับลึก) ในขณะหลับลึกแบบ NREM พบว่า glia cell จะหดเล็กลงเพื่อให้ CSF สามารถกำจัดของเสียออกจากสมองได้ ถ้าการหลับลึกแบบ NREM ไม่เพียงพอจะทำให้ของเสียค้าง (beta-amyloid, tau) ยิ่งส่งผลเป็น vicious cycle ทำให้นอนหลับลึกได้น้อยลงอีก

โรคหัวใจ

  • การอดนอนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง เกิดจากการที่ระบบ sympathetic ทำงานมากเกินไป กระตุ้นให้เกิดการหลั่ง cortisol ทำให้หลอดเลือดหดตัว และยับยั้งการหลั่ง growth hormone ที่ช่วยซ่อม endothelium ในขณะที่การหลับลึกช่วง NREM จะยับยั้ง sympathetic

โรคเบาหวาน โรคอ้วน

  • การอดนอนทำให้เซลล์ลดการตอบสนองต่อ insulin ทำให้ leptin (ตัวส่งสัญญาณความอิ่ม) ลดลง ส่วน ghrelin (ตัวส่งสัญญาณความหิว) เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมี endocannabonoid ในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งกระตุ้นความอยากอาหารและความอยากกินจุกจิก   
  • การอดนอนทำให้สมองระดับลึกทำงานแทน frontal cortex ทำให้เกิดความอยากอาหารที่มี calorie สูง
  • คนที่อดนอนจะรู้สึกมีพลังงานน้อย ยิ่งเอาแต่นั่งกับที่ และออกกำลังกายลดลง
  • การอดนอนทำให้ sympathetic ทำงานมาก มีการหลั่ง cortisol ที่สัมพันธ์กับ microbiome ในลำไส้ ทำให้แบคทีเรียชนิดเลวเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหารและก่อปัญหาให้แก่กระเพาะและลำไส้
  • ในคนที่ตั้งใจลดน้ำหนัก ถ้าอดนอนน้ำหนักที่ลดลงส่วนใหญ่จะเป็นกล้ามเนื้อ แต่ในคนที่นอนพอจะลดไขมันได้เป็นส่วนใหญ่

ระบบสืบพันธ์

  • ในผู้ชายการอดนอนทำให้ระดับ testosterone ลดลง จำนวนอสุจิลดลง และพิการมากขึ้น
  • ในผู้หญิงอดนอนทำให้ LH ลดลง ประจำเดือนผิดปกติ โอกาสแท้งมากขึ้น และหน้าตาดูน่าหลงใหลลดลงทั้งสองเพศ

ระบบภูมิคุ้มกัน

  • การอดนอนทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น การตอบสนองต่อวัคซีนลดลง รวมถึงการทำงานของ natural killer cell ที่ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมลดลงด้วย
  • การที่ระบบ sympathetic ทำงานมากตลอดเวลาจากการอดนอน ทำให้เกิดภาวะอักเสบขึ้น เป็นปัจจัยให้เซลล์กลายพันธ์ เซลล์มะเร็งมี angiogenesis และเกิด metastasis และทำให้ macrophage ชนิด M1 (ต่อต้านมะเร็ง) ลดลง แต่ชนิด M2 (สนับสนุนมะเร็ง) เพิ่มขึ้น

ยีน

  • การอดนอนทำให้เสถียรภาพของยีนลดลง ยีนส่วนหนึ่งแสดงออกมากผิดปกติ โดยเฉพาะด้านการอักเสบ และยีนอีกส่วนหนึ่งแสดงออกลดลง โดยเฉพาะด้านการเผาผลาญและภูมิคุ้มกัน รวมถึงการควบคุมระดับไขมันในเลือดด้วย (HDL ลดลง)
  • การอดนอนทำให้ telomere เสียหาย ทำให้อายุทางชีวภาพมากขึ้น

 

ภาคที่ 3 เราฝันอย่างไรและเพราะเหตุใด

  • ในความเป็นจริงเราฝันในทุกระยะของการนอน แต่การฝันที่แปลกประหลาดและเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึกเป็นความฝันในช่วง REM
  • การหลับแบบ REM ช่วยดูแลสุขภาพจิต ในช่วง REM สมองจะตัดขาดจากสารเคมีเกี่ยวกับความเครียด (noradrenaline) สมองทำการกระตุ้นความทางจำทางอารมณ์ขึ้นมาใหม่โดยปราศจากความเครียด ทำการประมวลผลประสบการณ์และสาระสำคัญจากความจำ แต่ทำการสลายอารมณ์รุนแรงที่เจ็บปวดออกไป
    • มีการใช้ยา prazosin มาใช้รักษา PTSD ซึ่งช่วยลดระดับ noradrenaline ลงขณะหลับ ทำให้คุณภาพการหลับแบบ REM ดีขึ้น
  • การหลับแบบ REM ช่วยให้การอ่านสีหน้าและอารมณ์ได้ถูกต้องแม่นยำ ในคนที่อดนอนจะมองสีหน้าที่เป็นมิตรเป็นภัยคุกคามได้
  • การหลับแบบ REM ช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ สมองจะไม่คิดตามขั้นตอนปกติ แต่จะลัดขั้นตอนและทำการเชื่อมโยงกับชุดข้อมูลที่อยู่ห่างไกลที่สุด นอกจากนี้ยังเกิดการสร้างความรู้เชิงนามธรรม

 

ภาคที่ 4 จากยานอนหลับสู่สังคมที่เปลี่ยนไป

โรคนอนไม่หลับ

  • อ่านในบทความเรื่อง insomnia

ปัจจัยที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการนอน

  • หลอดไฟ แม้แสงสลัว 8-10 lux ก็ทำให้การหลั่ง melatonin ล่าช้าออกไป ที่แย่ที่สุดคือ แสงจากหลอด LED (computer, smartphone, tablet) โดยคลื่นช่วงสีน้ำเงินจะทำให้ melatonin หลั่งช้าลง 3 ชั่วโมง รวมถึงสูญเสียช่วง REM ไปมาก นอกจากนี้ยังมีผลกระทบตกค้างต่อเนื่องไปอีกหลายวัน
  • แอลกอฮอล์ ทำให้นอนหลับๆตื่นๆ ทำให้ร่างกายไม่ได้ฟื้นตัว และไปขัดขวาง REM จากสาร aldehyde ที่เกิดจากการเผาผลาญแอลกอฮอล์ การดื่มเป็นเวลานานทำให้ร่างกายขาด REM อย่างหนักจนเกิดภาวะ delirium tremens
  • อากาศที่ลดลงตอนเย็นช่วยให้เกิดการหลั่ง melatonin การที่อยู่ในอาคารที่ปรับอุณหภูมิคงที่ตลอดทั้งวันทำให้สูญเสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในส่วนนี้ไป อุณหภูมิที่เหมาะแก่การหลับที่สุด คือ 18.3oC และการอาบน้ำร้อนก่อนนอนทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น ช่วยลดอุณหภูมิกาย ทำให้หลับได้เร็วขึ้น
  • การบังคับให้ตื่นก่อนเวลาที่ควร การตื่นแบบฝืนธรรมชาติทำให้หัวใจเต้นเร็วและความดันโลหิตสูงขึ้น ถ้าจำเป็นต้องใช้นาฬิกาปลุกเพื่อให้ตื่นได้เวลาเดิมทุกวัน ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ปุ่มเลื่อนปลุก (snooze) ซึ่งจะทำร้ายหัวใจซ้ำๆ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น