วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565

อ่านโลกเพื่อ “เข้าใจมนุษย์”

 อ่านโลกเพื่อ เข้าใจมนุษย์

สิ่งมีชีวิตเลือกทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความสุข และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความทุกข์ ในพฤติกรรมเหล่านั้น ถ้าทำแล้วทำให้มีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น หรือมีโอกาสสืบเผ่าพันธุ์มากกว่า พฤติกรรมนั้นก็จะถูกคัดเลือกและส่งต่อไปสู่ลูกหลานต่อไป

พฤติกรรมที่ถูกคัดเลือกเอาไว้ตามธรรมชาติถูกฝังไว้ในตัวตนของสิ่งมีชีวิต เราเรียกว่า สัญชาติญาณ โดยพื้นฐานก็คือ การปกปักรักษาชีวิตและการสืบเผ่าพันธุ์ สัญชาติญาณนี้กระตุ้นสัตว์ผ่านการให้ความสุขและการขจัดความทุกข์ เช่น รสอร่อยจากการกินอาหาร เป็นต้น

มนุษย์ก็เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ภายใต้แรงขับของสัญชาติญาณและเงื่อนไขกดดันจากภายนอก มนุษย์เลือกที่จะคิดและกระทำในสิ่งที่จะเกิดผลดีกับตัวเองมากที่สุด โดยใช้ความรู้ที่ได้จากการทำความเข้าใจโลก

สิ่งนี้ไม่ได้บอกว่าธรรมชาติของมนุษย์ดีหรือเลว มนุษย์สามารถที่จะทำดีหรือเลวก็ได้ ขึ้นกับเงื่อนไขกดดันจากภายนอกและปัญญาความคิด เช่น ในคนที่หิวการจะแบ่งอาหารให้คนอื่นย่อมทำไม่ได้ง่าย 

เราอาจเรียงลำดับการเกิดพฤติกรรม ได้ดังนี้ คือ

  1. สัญชาติญาณการปกปักรักษาชีวิตและการสืบเผ่าพันธุ์
  2. เกิดการเลือกการกระทำ เกิดการกระทำ และ การกระทำนั้นอาจสำเร็จหรือไม่สำเร็จตามที่ต้องการ
  3. เกิดความสุข เช่น รสอร่อยจากการกิน ความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือเกิดความทุกข์ เมื่อไม่ได้ตามที่หวัง
  4. เกิดความผูกพันกับสิ่งที่ได้มา อาจเป็นสิ่งของ ความสัมพันธ์ หรือ ความสุขจากอายตนะ
  5. เกิดการชักจูงให้กระทำซ้ำๆเพื่อให้ได้ความสุขใหม่ โดยเฉพาะความสุขที่มากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดการปกป้องคุ้มครองอารักขาในสิ่งที่ได้มาแล้ว
  6. เกิดความทุกข์จากการแสวงหา และความกลัว ความกังวลว่าสิ่งที่ได้มาจะหายไป เช่น เสื่อมไปตามเวลาหรืออาจถูกแย่งชิงไป

ในการเกิดพฤติกรรมข้างต้น มีทั้งสิ่งที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ ก็คือ ความสุข และ ความทุกข์ แล้วเราควรจะทำอย่างไรจึงจะใช้ประโยชน์จากความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ เพื่อให้เกิดความสุขมากที่สุดและเกิดความทุกข์ให้น้อยที่สุด

  • เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตว่า ตนเองและผู้อื่นล้วนโดนขับด้วยพลังของสัญชาติญาณ เราควรพยายามลดความอยากในสิ่งที่ไม่จำเป็นลง
  • เราควรคอยสังเกตความคิด ตอบสนองด้วยปัญญา คิด พูด และทำอย่างเหมาะสม โดยไม่ให้เกิดความทุกข์กับตนเองและผู้อื่น
  • เมื่อเกิดความสุข ความทุกข์ ก็ไม่ยินดี ยินร้ายให้มากนัก ฝึกใจให้นิ่ง
  • ไม่ยึดติดในสิ่งที่ได้มา เข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา

 

กาย กับ ใจ ที่กล่าวมาเน้นพฤติกรรมกับผลทางใจเป็นหลัก ซึ่งเราไม่รู้แน่ว่า กาย กับ ใจ แยกกันต่างหาก หรือ เป็นส่วนเดียวกัน แต่ที่แน่ใจได้ คือ สองส่วนนี้มีความเชื่อมโยงกัน เมื่อส่วนหนึ่งดี อีกส่วนหนึ่งก็จะดีได้ง่าย แต่เมื่อส่วนหนึ่งแย่ เช่น เมื่อเกิดความทุกข์กาย โดยสัญชาติญาณย่อมที่จะอยากขจัดทุกข์กายออกไป แต่เมื่อไม่ได้ตามที่หวังก็เกิดความทุกข์ใจตามมา เราอาจตอบสนองด้วยวิธีการคล้ายๆกับข้างต้น เช่น

  • เข้าใจว่าความอยากหายจากทุกข์กายเป็นสัญชาติญาณอย่างหนึ่ง ซึ่งความทุกข์ใจไม่ได้เกาะอยู่กับกาย แต่เกาะอยู่กับความต้องการที่จะหายจากทุกข์กายต่างหาก
  • ตอบสนองด้วยความคิดในแง่บวก การปลง หรือ การทำใจยอมรับ
  • แสวงหาความสุขใจจากสิ่งอื่น เช่น จากธรรมชาติรอบตัว แทนการเชื่อมโยงความทุกข์กายมาให้เกิดความทุกข์ใจ

 

ท่าทีต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อโลกธรรมชาติ มนุษย์ควรปฏิบัติตนอย่างไรให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ซึ่งทุกสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ล้วนมีปฏิสัมพันธ์กัน เชื่อมโยงกัน พึ่งพา อิงอาศัย เอาเปรียบ แก่งแย้งกัน ปัญญาของมนุษย์ถูกนำมาใช้ผ่านหลักธรรมคำสอนเพื่อประสงค์ให้เกิดความผาสุกทั้งแก่ตนเองและสิ่งอื่น เช่น กัลยาณมิตตตา โยนิโสมนสิการ อัปปมาทะ หิริโอตตัปปะ ขันติโสรัจจะ สติสัมปชัญญะ กตัญญูกตเวที อกุศลมูล 3 ตัณหา 3 ไตรลักษณ์ พุทธโอวาท 3 พรหมวิหาร 4 สติปัฏฐาน 4 สมชีวิธรรม 4 สังคหวัตถุ 4 อริยสัจจ์ 4 อิทธิบาท 4 นิวรณ์ 5 ทิศ 6 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 โลกธรรม 8 อกุศลกรรมบถ 10 เป็นต้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น