อ่านโลกเพื่อ “เข้าใจมนุษย์”
สิ่งมีชีวิตเลือกทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความสุข
และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความทุกข์ ในพฤติกรรมเหล่านั้น ถ้าทำแล้วทำให้มีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น
หรือมีโอกาสสืบเผ่าพันธุ์มากกว่า พฤติกรรมนั้นก็จะถูกคัดเลือกและส่งต่อไปสู่ลูกหลานต่อไป
พฤติกรรมที่ถูกคัดเลือกเอาไว้ตามธรรมชาติถูกฝังไว้ในตัวตนของสิ่งมีชีวิต
เราเรียกว่า ‘สัญชาติญาณ’ โดยพื้นฐานก็คือ การปกปักรักษาชีวิตและการสืบเผ่าพันธุ์
สัญชาติญาณนี้กระตุ้นสัตว์ผ่านการให้ความสุขและการขจัดความทุกข์ เช่น
รสอร่อยจากการกินอาหาร เป็นต้น
มนุษย์ก็เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
ภายใต้แรงขับของสัญชาติญาณและเงื่อนไขกดดันจากภายนอก มนุษย์เลือกที่จะคิดและกระทำในสิ่งที่จะเกิดผลดีกับตัวเองมากที่สุด
โดยใช้ความรู้ที่ได้จากการทำความเข้าใจโลก
สิ่งนี้ไม่ได้บอกว่าธรรมชาติของมนุษย์ดีหรือเลว
มนุษย์สามารถที่จะทำดีหรือเลวก็ได้ ขึ้นกับเงื่อนไขกดดันจากภายนอกและปัญญาความคิด
เช่น ในคนที่หิวการจะแบ่งอาหารให้คนอื่นย่อมทำไม่ได้ง่าย
เราอาจเรียงลำดับการเกิดพฤติกรรม
ได้ดังนี้ คือ
- สัญชาติญาณการปกปักรักษาชีวิตและการสืบเผ่าพันธุ์
- เกิดการเลือกการกระทำ เกิดการกระทำ และ การกระทำนั้นอาจสำเร็จหรือไม่สำเร็จตามที่ต้องการ
- เกิดความสุข เช่น รสอร่อยจากการกิน ความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือเกิดความทุกข์ เมื่อไม่ได้ตามที่หวัง
- เกิดความผูกพันกับสิ่งที่ได้มา อาจเป็นสิ่งของ ความสัมพันธ์ หรือ ความสุขจากอายตนะ
- เกิดการชักจูงให้กระทำซ้ำๆเพื่อให้ได้ความสุขใหม่ โดยเฉพาะความสุขที่มากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดการปกป้องคุ้มครองอารักขาในสิ่งที่ได้มาแล้ว
- เกิดความทุกข์จากการแสวงหา และความกลัว ความกังวลว่าสิ่งที่ได้มาจะหายไป เช่น เสื่อมไปตามเวลาหรืออาจถูกแย่งชิงไป
ในการเกิดพฤติกรรมข้างต้น
มีทั้งสิ่งที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ ก็คือ ความสุข และ ความทุกข์
แล้วเราควรจะทำอย่างไรจึงจะใช้ประโยชน์จากความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมมนุษย์
เพื่อให้เกิดความสุขมากที่สุดและเกิดความทุกข์ให้น้อยที่สุด
- เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตว่า ตนเองและผู้อื่นล้วนโดนขับด้วยพลังของสัญชาติญาณ เราควรพยายามลดความอยากในสิ่งที่ไม่จำเป็นลง
- เราควรคอยสังเกตความคิด ตอบสนองด้วยปัญญา คิด พูด และทำอย่างเหมาะสม โดยไม่ให้เกิดความทุกข์กับตนเองและผู้อื่น
- เมื่อเกิดความสุข ความทุกข์ ก็ไม่ยินดี ยินร้ายให้มากนัก ฝึกใจให้นิ่ง
- ไม่ยึดติดในสิ่งที่ได้มา เข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา
กาย กับ ใจ ที่กล่าวมาเน้นพฤติกรรมกับผลทางใจเป็นหลัก
ซึ่งเราไม่รู้แน่ว่า กาย กับ ใจ แยกกันต่างหาก หรือ เป็นส่วนเดียวกัน
แต่ที่แน่ใจได้ คือ สองส่วนนี้มีความเชื่อมโยงกัน เมื่อส่วนหนึ่งดี
อีกส่วนหนึ่งก็จะดีได้ง่าย แต่เมื่อส่วนหนึ่งแย่ เช่น เมื่อเกิดความทุกข์กาย โดยสัญชาติญาณย่อมที่จะอยากขจัดทุกข์กายออกไป
แต่เมื่อไม่ได้ตามที่หวังก็เกิดความทุกข์ใจตามมา
เราอาจตอบสนองด้วยวิธีการคล้ายๆกับข้างต้น เช่น
- เข้าใจว่าความอยากหายจากทุกข์กายเป็นสัญชาติญาณอย่างหนึ่ง ซึ่งความทุกข์ใจไม่ได้เกาะอยู่กับกาย แต่เกาะอยู่กับความต้องการที่จะหายจากทุกข์กายต่างหาก
- ตอบสนองด้วยความคิดในแง่บวก การปลง หรือ การทำใจยอมรับ
- แสวงหาความสุขใจจากสิ่งอื่น เช่น จากธรรมชาติรอบตัว แทนการเชื่อมโยงความทุกข์กายมาให้เกิดความทุกข์ใจ
ท่าทีต่อตนเอง
ต่อผู้อื่น และต่อโลกธรรมชาติ มนุษย์ควรปฏิบัติตนอย่างไรให้สอดคล้องกับธรรมชาติ
ซึ่งทุกสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ล้วนมีปฏิสัมพันธ์กัน เชื่อมโยงกัน พึ่งพา
อิงอาศัย เอาเปรียบ แก่งแย้งกัน ปัญญาของมนุษย์ถูกนำมาใช้ผ่านหลักธรรมคำสอนเพื่อประสงค์ให้เกิดความผาสุกทั้งแก่ตนเองและสิ่งอื่น
เช่น กัลยาณมิตตตา โยนิโสมนสิการ อัปปมาทะ หิริโอตตัปปะ ขันติโสรัจจะ สติสัมปชัญญะ
กตัญญูกตเวที อกุศลมูล 3 ตัณหา 3 ไตรลักษณ์ พุทธโอวาท 3 พรหมวิหาร 4 สติปัฏฐาน 4 สมชีวิธรรม 4 สังคหวัตถุ 4 อริยสัจจ์ 4 อิทธิบาท 4 นิวรณ์ 5 ทิศ 6 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 โลกธรรม 8 อกุศลกรรมบถ 10 เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น