อภิธรรม
อภิธรรม (Mental Algorithm) เป็นคำอธิบายกระบวนการทำงานของจิต ซึ่งบทความนี้จะเขียนเฉพาะส่วนที่ผู้เขียนเห็นว่าจะมีประโยชน์ต่อการนำไปในการเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
จิต คือ ธรรมชาติฝ่ายรู้ และ
องค์ประกอบของจิต คือ เจตสิก
อารมณ์ คือ ธรรมชาติที่ถูกรู้ ได้แก่
รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งต้องกาย ธรรมารมณ์ หรือ เรียกว่า อายตนะภายนอก
แบบจำลองจิตดวงหนึ่ง
เจตสิก แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
- พวกกลาง
(อัญญสมานาเจตสิก) ประกอบด้วย
- ความรู้สึก (สัพพจิตตสาธารณเจตสิก; Feeling) เกิดกับจิตทุกดวง
ได้แก่ ผัสสะ (กระทบอารมณ์) เวทนา (เสวยอารมณ์) สัญญา (ความทรงจำ) เจตนา (ขวนขวาย) เอกัคคตา (แน่วแน่) ชีวิตินทรีย์ (หล่อเลี้ยง) มนสิการ (ระลึกในอารมณ์)
- พวกที่เกิดกับจิตบางดวง
(ปกิณณกเจตสิก: วงกลมเล็กรอบวงตรงกลาง) ได้แก่ วิตก (ตรึก, Emotional) วิจาร (ตรอง, Consider)
อธิโมกข์ (ตัดสิน, Stable) วิริยะ (เพียร, Power) ปีติ (อิ่มใจ,
Joy) ฉันทะ (พอใจ, Pleased)
- พวกไม่ดี
(อกุศลเจตสิก) ได้แก่
- หลง
(โมจตุกก, Delusion) เกิดกับอกุศลจิตทุกดวง ได้แก่ โมหะ
(ความหลง) อหิริกะ (ไม่ละอายต่อบาป) อโนตตัปปะ (ไม่สะดุ้งกลัวต่อบาป) อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)
- โลภ
(โลติก, Greed) ได้แก่ โลภะ (ความอยากได้อารมณ์)
ทิฏฐิ (ความเห็นผิด)
มานะ (ความถือตัว); ทิฏฐิ กับ มานะ
จะไม่เกิดพร้อมกัน
- ร้อน
(โทจตุกก, Heat) ได้แก่ โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) อิสสา (ความริษยา; เดือนร้อนเพราะสมบัติคนอื่น) มัจฉริยะ (ความตระหนี่; เดือดร้อนเพราะสมบัติตนเอง) กุกกุจจะ (ความเดือดร้อนใจ; คิดถึงบาปที่ได้ทำไว้
หรือ บุญที่เว้นไม่ได้ทำ); กลุ่มโลภะและโทสะจะไม่เกิดพร้อมกันในจิตดวงเดียวกัน
- หดหู่
(ถีทุก, Depression) ได้แก่ ถีนะ (ความหดหู่) มิทธะ (ความง่วงเหงา);
เมื่อเกิดขึ้นจะบั่นทอนกำลังของจิตโลภะหรือโทสะ
ต้องโดนชักจูงจึงจะเกิดได้
- สับสน (วิจิกิจฉา, Confusion) คือ ความคลางแคลงสงสัย
เกิดร่วมกับแต่โมหะ
- พวกดี
(โสภณเจตสิก)
- จริยธรรม (โสภณสาธารณ, Ethics) กลุ่มนี้จะที่เกิดกับจิตกุศลทุกดวง
ได้แก่ สัทธา (เชื่อถือ) สติ (ระลึกได้) หิริ (ความละอายต่อบาป) โอตตัปปะ (ความสะดุ้งกลัวต่อบาป) อโลภะ (ไม่กำหนัด) อโทสะ (ไม่โกรธ) ตัตตรมัชฌัตตตา (จิตเจตสิกเสมอกัน;
เป็นกลางวางเฉย) กาย/จิตตปัสสัทธิ
(ความสงบ) กาย/จิตตลหุตา
(ความเบา) กาย/จิตมุทุตา
(ความนุ่มนวล) กาย/จิตกัมมัญญตา (ความควรแก่งาน)
กาย/จิตปาคุญญตา (ความคล่องแคล่ว) กายุ/จิตตุชุกตา (ความซื่อตรง)
- ศีล (วีรตี, Canon) เป็นกลุ่มรองรับการปฏิบัติดีในชีวิตประจำวัน
ได้แก่ สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) สัมมากัมันตะ
(กระทำชอบ) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ); แต่ละตัวในกลุ่มนี้โดยทั่วไปไม่เกิดพร้อมกัน
- เกื้อกูล (อัปปมัญญฉา, Humane) เป็นกลุ่มกำหนดภาวะไร้ขอบเขต
ได้แก่ กรุณา (ความสงสารสัตว์ผู้มีทุกข์) มุทิตา (ความยินดีต่อสัตว์ผู้ได้สุข) [อาจสงสัยว่าพรหมวิหาร 4 ตัวอื่นอยู่ไหน
คือ เมตตา จะชื่อว่า “อโทสะ” และ อุเบกขา
ชื่อว่า “ตัตรมัชฌัตตตา” อยู่ในกลุ่มที่เกิดกับจิตกุศลทุกดวง
มีอารมณ์เป็นปรมัตถธรรม ต่างจากกรุณาและมุทิตาที่ยังมีการยึดบัญญัติสัตว์ บุคคล
ตัวตน]
- ปัญญา (ปัญญินทรีย์, wisdom) ได้แก่ ปัญญา (อโมหะ)
ในที่นี้ขอกล่าวถึงชนิดของจิตต่างๆที่จะต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน ได้แก่
จิตโลภะ 8 แบบ แยกเป็น (โสมนัส หรือ อุเบกขา) x (โมหะ) x (โลภะ + ทิฏฐิ หรือ โลภะ +/- มานะ) x (เกิดขึ้นเอง หรือ ชวน [+ ถีนะ มิทธะ])
จิตโทสะ 2 แบบ อาจมีโทสะดวงเดียว หรือ โทสะ + อิสสา หรือ โทสะ + มัจฉริยะ หรือ โทสะ+ กุกกุจจะ
จิตโมหะ 2 แบบ
มหากุศลจิต 8 ดวง
**วงกลมที่ดำไม่เต็มวง คือ อาจมีหรือไม่มีก็ได้
มหาวิบากจิต
8 ดวง
เป็นผลจากมหากุศลจิต
ไม่ได้เกิดในขณะตื่น (จึงไม่มี สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ) และเกิดในขณะที่ไม่รู้ตัว
(จึงไม่รับรู้บัญญัติ ไม่มีกรุณา มุทิตา) เวลาเรียกชื่อจะต่อท้ายเพิ่มเพื่อแยกจากมหากุศลจิต เช่น โสมนสฺสหคตํ
ญาณสมฺปยุตฺตํง สสงฺขาริกํ วิปากจิตฺตํ
หน้าที่ ได้แก่ เป็นจิตดวงแรกที่เกิด (ปฏิสนธิกิจ) และเป็นจิตดวงสุดท้ายที่ดับ (จุติกิจ) จิตเกิดสืบเนื่องกำหนดพื้นฐานความเป็นอยู่ในภพนั้นๆ นอกวิถีจิต (ภวังคจิต) และทำหน้าที่เก็บอารมณ์ที่ชวนจิตเสพอีก 2 ขณะก่อนที่จะต่อเป็นภวังคจิต (ตทาลัมพนกิจ)
มหากิริยาจิต เป็นจิตของพระอรหันต์
จิตทำหน้าที่เสพอารมณ์ เรียกว่า ชวนจิต (ชะวะนะ) จะเกิดเป็นชุด 7 ดวง (5 ดวงถ้าเป็นชุดสุดท้ายในชีวิต) ได้แก่ อกุศลจิต 12 และมหากุศลจิต 8 เป็นช่วงที่กรรมเกิดขึ้น (มีเจตนาเจตสิก) สุกงอม ส่งผลไปสู่อนาคต
ภาพแสดง
“ขณะปัจจุบัน”
เหมือนการเลื่อนแผ่นแผนผังจากขวาไปซ้ายผ่านช่องแคบ อาจเป็นช่วงเกิดขึ้น ตั้งอยู่
และดับลง เมื่อผ่านไปแล้วจะกลายเป็นอดีต ส่วนจิตอนาคตยังไม่มีอยู่
ในคนทั่วไปปัจจุบันจะหมายถึงกลุ่มของจิตช่วงหนึ่ง (1/10,000,000 วินาที เกิดจิต 100,000
ดวง)
มองโลกและชีวิตในแง่ใหม่
เป็นลักษณะที่เป็นขณะแห่งการรับรู้
แปรเปลี่ยนสืบเนื่องกันไป เกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว
เหมือนกับการไปดูภาพยนตร์ที่จอว่างเปล่า
มีการฉายภาพทีละภาพแต่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดดับสืบเนื่องกันบนจอว่าง
ที่ตามเป็นจริงไร้แก่นสาร แต่สามารถทำให้ผู้ดูยึดติดสร้างเป็นโลกสมมติ
ว่านั้นภูเขา เมฆ พระเอก นางเอก
จิตสามารถจำแนกตามหน้าที่ 14 กิจ ได้แก่ ทำหน้าที่เกิด (ปฏิสนธิกิจ) ต่อเนื่องเป็นพื้นฐานชีวิต (ภวังคกิจ) จับอารมณ์ใหม่ ทำหน้าที่เห็นรูป ได้ยินเสียง รู้กลิ่น รู้รส รู้สิ่งต้องกาย รับอารมณ์ 5 ต่อจากจิตรับรู้ ไต่สวนอารมณ์ ตัดสินอารมณ์ เสพอารมณ์ (ชวนกิจ) รับช่วงอารมณ์ และจิตดวงสุดท้าย (จุติกิจ)
**อาจเปรียบภวังคจิต กับ subconscious mind หรือ unconscious
mind
จิตที่เป็นนอกวิถี คือ ปฏิสนธิกจิต ภวังคจิต และ จุติจิต
ตัวอย่างการเกิดขึ้นของวิถีจิตที่ผ่านทางตา (เห็นตัว ช 7 อันต่อกัน คือ ชวนจิตเกิดต่อกัน)
รูปาวจรจิต
คือ
การบรรลุฌานระดับต่างๆ โดยการข่ม นิวรณ์ 5 ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในฌานจิต คือ
เอกัคคตาเจตสิก ที่เป็นกุศลจิต ก็คือ สัมมาสมาธิ โดยเอกกัคคตาจะข่มกามฉันทะ
ปีติจะข่มพยาบาท วิตกเจตสิกจะข่มถีนมิทธะ ฌานสุขหรืออุเบกขาจะข่มอุทธัจจกุกกุจจะ
และวิจารจะข่มวิจิกิจฉา
สิ่งที่จิตรู้แยกเป็น
- ปรมัตถ์ (ของที่มีตามธรรมชาติ) แยกเป็น จิต เจตสิก รูป นิพพาน หรือ แยกเป็น รูปธรรม และ นามธรรม (คือ จิต เจตสิก นิพพาน โดย นิพพานจะเป็นอารมณ์ของจิตเฉพาะขณะการเปลี่ยนเป็นอริยบุคคล) ได้แก่
- มหาภูตรูป 4 คือ ธาตุดิน (ความแข็งอ่อน) ธาตุน้ำ (เกาะกุมหรือไหล) ธาตุลม (ความตึงและเคลื่อนไหว) ธาตุไฟ (ความเย็นร้อน)
- อุปาทายรูป 24
- บัญญัติ
(สิ่งที่มนุษย์คิดขึ้น หรือ สมมติ) ได้แก่ ภาษา
**การเริ่มต้นรับรู้ทางอายตนะจะเป็นปรมัตถธรรม
เช่น ตาเห็นสีสัน แต่วิถีจิตที่เกิดตามมาก็จับบัญญัติ ตัวตนบุคคลขึ้น
**นามรูปปรมัตถ์เท่านั้นที่แสดงอาการของไตรลักษณ์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น