พุทธรรม
แนวคิดส่วนหนึ่งมาจาก เพลย์ลิสต์เรื่อง “พุทธธรรม” จาก YouTube channel “Loy Academy”
กรอบของพระพุทธศาสนา
สัจธรรมของชีวิต (Life axioms)
- ทุกขัง
อธิบายโดยเปรียบเทียบกับ Second
Law of Thermodynamics “ if the physical
process is irreversible, the entropy of the system and the environment
must increase; the final entropy must be greater than the initial entropy.” ความยุ่งเหยิงในจักรวาลมีแต่จะเพิ่มขึ้นตลอด เช่นเดียวกับ
จิตซึ่งอยู่ในสภาพกดดัน บีบคั้นตลอด จิตอยู่ในสภาวะถูกกระทำตลอด
- อนิจจัง
อธิบายจาก Bohr’s Quantum คือ อนาคตมีความไม่แน่นอน
แม้ว่าเราจะสามารถควบคุมปัจจัยได้ทุกอย่าง
หลักเหตุและปัจจัยบอกได้แค่แนวโน้มแต่คลาดเคลื่อนได้
เราอาจทำนายการเคลื่อนที่ของวัตถุขนาดใหญ่ได้ แต่ในระดับจิต ซึ่งเป็นระดับ quantum เราไม่สามารถทำนายได้แน่นอน (Heisenberg uncertainty principle)
- อนัตตา สามารถอธิบายได้จากทฤษฎีจิตในหัวข้อถัดไป
หรือจะอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ คือ ทุกอย่างเมื่อส่องเข้าไปดูจนถึงระดับอะตอมก็จะพบแต่ความว่างเปล่าถึง
99.9999% มีส่วนที่เป็นนิวเคลียสที่เล็กมาก
ส่วนการทดลองดูองค์ประกอบของ electron ก็พบแต่ความว่างเปล่า
มีแต่พลังงาน ไม่มีเนื้อสารจริง
ถ้าขยายขนาดของ atom ให้เท่ากับสนมฟุตบอล ขนาดของ nucleus จะเท่ากับผล blueberry
ทฤษฎีจิต
องค์ประกอบของจิตมนุษย์
- รูป
(Corporeality; working hardware) หรือ
ร่างกายที่รับรู้ หรือ ประสาทสัมผัส
- เวทนา
(Feeling) แบ่งเป็น สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส
- สัญญา
หรือ หมายรู้ (RPC) ได้แก่ Recognition
(จำได้ว่าตรงกับอะไร) Perception (รู้ว่ามันคืออะไร) Conception (รู้ว่ามัน ใช้ทำอะไร)
- สังขาร
(Intelligence) ปัญญาความคิด ได้แก่
- ความคิด
(Volitional Activities) เป็นสิ่งที่เจตนาเกิดขึ้น
หรือ กรรม (กิจกรรมทางจิต)
- แกนจิต
(Mental Formation)
เป็นไปตามความคิดในอดีตสั่งสมมา
- วิญญาณ
(Consciousness) หรือ ส่วนที่เชื่อมระหว่างรูปและจิต
อาจรับมาจากประสาทรับสัมผัส หรือ มโนขึ้นมาเอง
ทฤษฎีทุกข์
ปฏิจจสมุปบาท
หมายถึง ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ
เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกัน เกิดขึ้นร่วมกัน
Arther
Schopenhauer นักปรัชญาชาวเยอรมนี กล่าวถึง เจตจำนงที่จะมีชีวิตอยู่
(Will to Live) เป็นมูลรากหรือที่มาของสิ่งต่างๆ
เป็นพลังที่มองไม่เห็นที่พยายามดิ้นรนที่จะตอบสนองความต้องการที่ไม่รู้จบ
การที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิตได้นั้น
เราจำเป็นต้องหนีออกจากหรือหลุดพ้นจากเจตจำนงที่จะมีชีวิตด้วยการหยุดที่จะเป็นเพียงผู้ที่มีความเป็นปัจเจก
และกลายเป็นผู้รู้ที่ไม่มีเจตจำนง
เมื่อนำเรื่อง
Will to Live มาตีความร่วมกับ ปฏิจจสมุปบาท
และการอธิบายของ อ.ลอย จะได้ดังนี้
รูปกระแสของปฏิจจสมุปบาทจะวนเป็นรอบๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ยิ่งอายุมากกระแสยิ่งวนมาหลายรอบ ยิ่งมีกำลังมาก ความทุกข์ยิ่งมากขึ้น
- อวิชชา
คือ “สำคัญตนผิด เห็นผิดไม่จริงตามธรรมชาติ”
- สังขาร
คือ “จิตปรุงแต่ง” (และ) วิญญาณ
นามรูป สฬายตนะ คือ “ร่างกาย+ตื่นรู้” มากระทบกัน (ผัสสะ)
= การตัดสินในอารมณ์ใช้ตนเองเป็นที่ตั้ง
- เวทนา
คือ “ยินดี ยินร้าย”
- ตัณหา
คือ “ความอยาก”
นำไปสู่ การแสวงหา นำไปสู่ การได้มา
- อุปาทาน
คือ “ยึดมั่นถือมั่น”
- ภพ
คือ “แบ่งเขาแบ่งเรา”
- ชาติ
คือ “ตัวตน” เกิด “ความเห็นแก่ตัว” หรือ เจตจำนงที่จะมีชีวิต (Will
to Live)
- ชรา
คือ “ความกลัว”
- มรณะ
คือ “การมองโลกในแง่ร้าย”
การลดกระแสของปฏิจจสมุปบาทต้องพยายามลดกำลังในทุกขั้นตอน
ได้แก่
- อวิชชา:
อย่าสำคัญตนผิด มีความเห็นจริงตามธรรมชาติ
- เวทนา:
ไม่มุ่งแต่หาความสุข ไม่ยินดี ยินร้ายมากนัก
- ตัณหา:
ลดความอยากได้ ไม่มุ่งหวังลาภยศ สรรเสริญ
- อุปาทาน:
ลดการได้มาไม่สะสมของ ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของตน
- ภพ:
ลดการแบ่งเขาแบ่งเรา
- ชาติ:
ลดความเห็นแก่ตัว ลดอีโก้ ตัวตน
- ชรา มรณะ: ฝึกมองโลกในแง่ดี ฉลาดคิด อย่ากลัวชีวิตที่มีชาติเดียว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น