การทำงานกับความหมายของชีวิต
บทนำ
การทำงานเป็นส่วนสำคัญของชีวิตมนุษย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ผู้คนส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของชีวิตไปกับการทำงาน
ไม่ว่าจะเป็นงานหาเลี้ยงชีพหรือบทบาทหน้าที่ในสังคม
การทำงานไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้เท่านั้น
แต่ยังเกี่ยวพันกับคุณค่าทางจิตใจ สังคม และจิตวิญญาณของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง
วิกฤตชีวิตหรือความสงสัยในความหมายของชีวิตมักเกี่ยวโยงกับคำถามเรื่องงานอยู่เสมอ
ในบทความนี้ เราจะวิเคราะห์ประเด็นเรื่อง “การทำงาน” สำหรับผู้ที่แสวงหาความหมายในชีวิต โดยพิจารณาในหลายมิติ ได้แก่
เหตุผลที่มนุษย์ต้องทำงาน เกณฑ์ในการเลือกงาน
ทัศนคติในการทำงานและความสมดุลชีวิต-งาน มุมมองทางศาสนา ปรัชญา
มนุษยวิทยาและสังคมวิทยา ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานกับความหมายของชีวิต
สุดท้ายจะสรุปให้เห็นภาพรวมว่าเราควรวางบทบาทของงานไว้ที่ใดในการดำเนินชีวิตอย่างมีความหมาย
เหตุผลที่มนุษย์ต้องทำงาน
มนุษย์ต้องทำงานด้วยเหตุผลหลากหลายมิติ
ทั้งทางชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม และจิตวิญญาณ สามารถแจกแจงได้ดังนี้:
- เหตุผลทางชีวภาพ (Biological): การทำงานเป็นกลไกพื้นฐานในการดำรงชีวิตมาตั้งแต่อดีตทางวิวัฒนาการ
มนุษย์ (เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น) จำเป็นต้องออกแรงทำกิจกรรมต่าง ๆ
เพื่อแสวงหาอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และปัจจัยยังชีพอื่น ๆ
การล่าเก็บอาหารหรือทำเกษตรกรรมในยุคดั้งเดิมล้วนเป็น “งาน” ที่ตอบสนองความต้องการทางกายภาพของชีวิต
กล่าวได้ว่าการทำงานคือเครื่องมือในการรักษาชีวิตและเผ่าพันธุ์ทางชีววิทยาของมนุษย์
- เหตุผลทางเศรษฐกิจ (Economic): ในสังคมสมัยใหม่
การทำงานเป็นวิธีสำคัญในการสร้างรายได้และแลกเปลี่ยนทรัพยากร
มนุษย์ทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่ง “ปัจจัยสี่” และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัว
เงินหรือผลตอบแทนจากการทำงานช่วยให้เราสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้และเป็นแรงจูงใจพื้นฐานที่ทำให้คนส่วนใหญ่ลุกขึ้นมาทำงานทุกวัน
อย่างไรก็ตาม การทำงานไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อยังชีพเท่านั้น งานยังตอบสนองความต้องการทางจิตใจด้วย
ซึ่งนำไปสู่เหตุผลทางสังคมและจิตวิญญาณดังต่อไปนี้
- เหตุผลทางสังคมและจิตวิทยา (Social/Psychological): งานผูกพันกับคุณค่าของตัวบุคคลในสังคม
มนุษย์เราทำงานเพื่อให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีตัวตนที่เป็นประโยชน์
การได้ทำงานและสร้างผลงานทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจในตนเองและได้รับการยอมรับจากผู้อื่น
ในเชิงสังคมวิทยา “งานเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสดงออกถึงตัวตนของมนุษย์ในสังคม” และเพิ่มคุณค่าศักดิ์ศรีของบุคคล
การมีงานทำเปิดโอกาสให้เราได้พัฒนาตนเองและมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคม
หากปราศจากงาน (เช่น ในภาวะว่างงาน)
เงื่อนไขพื้นฐานในการพัฒนาตนเองและมีบทบาทในสังคมก็จะหายไป
ผลการศึกษาพบว่าการว่างงานไม่เพียงส่งผลทางเศรษฐกิจเท่านั้นแต่ยังก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพกายและใจที่น่ากังวลด้วย
นั่นคือ
มนุษย์โดยทั่วไปต้องการทำงานเพื่อจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและมีสุขภาวะที่ดี
- เหตุผลทางจิตวิญญาณ (Spiritual): นอกเหนือจากปัจจัยทางกายและใจ
มนุษย์ยังแสวงหาความหมายและเป้าหมายของชีวิตผ่านการทำงาน
นักคิดหลายท่านเห็นตรงกันว่า “งาน” สามารถเติมเต็มจิตวิญญาณของมนุษย์ได้
เฮนรี เดวิด ธอโร (Henry D. Thoreau) นักปรัชญาธรรมชาติชาวอเมริกันเชื่อว่ามนุษย์จำเป็นต้องทำงานเพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของตนเองควบคู่ไปกับการยังชีพทางร่างกาย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง งานที่มีความหมายเปรียบเสมือนการตอบสนองเสียงเรียกภายใน (calling)
ที่ทำให้ชีวิตรู้สึกสมบูรณ์
การทำงานในมิติทางจิตวิญญาณนี้อาจหมายรวมถึงการทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
การสร้างสรรค์สิ่งที่งดงามหรือมีคุณค่าทางจิตใจ และการทำตาม “พรสวรรค์” หรือ “พรเรียก” ที่ตนรู้สึกว่าถูกกำหนดมาให้ทำ ตัวอย่างเช่น
ในช่วงที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย
มีรายงานว่าพนักงานรัฐจำนวนมากยังคงไปทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างอยู่หลายเดือน
เพียงเพราะการได้ทำงานทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าและความหมายท่ามกลางวิกฤตการณ์นั้น
กรณีนี้สะท้อนว่ามิติทางจิตวิญญาณและคุณค่าภายในเป็นแรงผลักดันสำคัญในการทำงาน
มิใช่เฉพาะเรื่องปากท้องเท่านั้น
กล่าวโดยสรุป มนุษย์ทำงานเพราะ “จำเป็นต้องทำ” ทั้งในแง่การอยู่รอดและในแง่การเติมเต็มความต้องการทางจิตใจ
การทำงานช่วยให้เรามีชีวิตรอด มีสถานะในสังคม และมีความหมายในตนเอง
อย่างที่นักจิตวิทยา แบร์รี ชวาร์ตซ์ (Barry Schwartz) กล่าวไว้ว่า
การหาเลี้ยงชีพเป็นเหตุผลพื้นฐานก็จริง
แต่ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่เราตื่นขึ้นมาทำงานทุกวัน – คนที่รู้สึกเติมเต็มกับงานมักให้เหตุผลในการทำงานโดยไม่เอ่ยถึงเรื่องเงินเลย
เหตุผลอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับตัวเงินนั้นทั้งยาวและน่าสนใจมากมายทีเดียว
งานที่ดีคืออะไร? – หลักคิดในการเลือกงาน
เมื่อการทำงานกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของชีวิต
“งานที่ดี” ย่อมมีความสำคัญยิ่งต่อคุณภาพชีวิตและความหมายชีวิต คำถามคือ เราควรเลือกงานอย่างไร?
หรือ งานแบบไหนที่ถือว่าเป็นงานที่ดี? เกณฑ์ต่อไปนี้คือหลักคิดเชิงคุณค่าที่ช่วยในการประเมินงานหรืออาชีพที่ทำ:
- สอดคล้องกับความสนใจและคุณค่าในชีวิต: งานที่ดีควรเป็นงานที่ผู้ทำมีความรู้สึกสนใจ
รักหรืออย่างน้อยเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ
งานที่ตรงกับความถนัดหรือความหลงใหลของเรา จะทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจและความสุขในการทำงาน
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้างานนั้นสอดคล้องกับคุณค่าหรือเป้าหมายชีวิตส่วนตัวของเรา
เราจะรู้สึกว่ากำลังทำสิ่งที่มีความหมายและเกิดความภูมิใจในงานนั้น
- ท้าทายและส่งเสริมการเติบโต: งานที่ดีควรมีลักษณะที่ท้าทายความสามารถพอสมควร
ไม่ซ้ำซากจนเกินไป
การที่งานผลักดันให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่และพัฒนาทักษะอยู่เสมอ
จะช่วยให้เรารู้สึกมีชีวิตชีวาและไม่หยุดนิ่ง งานที่มีความท้าทายพอดี
(ไม่ยากหรือง่ายเกินไป) ยังสัมพันธ์กับภาวะ “flow” ในจิตวิทยา
ที่ผู้ทำงานรู้สึกจดจ่อและสนุกกับการแก้ปัญหาอย่างเต็มที่
ซึ่งเป็นประสบการณ์เชิงบวกอย่างยิ่งในงาน
- อิสระและการควบคุมงานของตนเอง: งานที่ดีมักเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานมีความเป็นอิสระ
(autonomy) ในการตัดสินใจและจัดการวิธีการทำงานในระดับหนึ่ง
การมีดุลยพินิจและอิสระจะทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็น “เจ้าของ” งานที่ทำ
และสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือความเชี่ยวชาญของตนได้เต็มที่
งานที่ให้อิสระนี้ยังนำไปสู่ความรู้สึกภาคภูมิใจเมื่อเราสามารถบรรลุความชำนาญ
(mastery) ในงานของตนเอง
- สภาพแวดล้อมที่ดีและปฏิสัมพันธ์ที่ดี: มิติทางสังคมของงานก็สำคัญ
งานที่ดีควรอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เกื้อหนุนและปลอดภัย รวมถึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา
คนเราทำงานไม่ใช่แค่เพื่องานเท่านั้น
แต่ยังเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมย่อยในที่ทำงาน งานที่เปิดโอกาสให้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี
เช่น การทำงานเป็นทีมอย่างราบรื่น การได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมงาน
จะช่วยให้เรามีความสุขและผูกพันกับงานมากขึ้น
- คุณค่าและประโยชน์ต่อผู้อื่น: งานที่ดีควรทำให้เรารู้สึกว่าผลงานของเรามีคุณค่าและส่งผลเชิงบวกต่อผู้อื่นหรือสังคม
เมื่อเรารับรู้ว่า “งานของฉันสร้างความแตกต่างให้โลกนี้”
ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เราจะรู้สึกความหมายและแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น
นักจิตวิทยาพบว่า “คนที่พึงพอใจในงานของตน
มักกล่าวว่างานของพวกเขานั้นมีความหมาย ทำให้ชีวิตผู้อื่นดีขึ้น” ยิ่งกว่านั้น งานที่สอดคล้องกับจริยธรรมส่วนตัว
(ไม่ขัดกับศีลธรรมหรือความเชื่อของเรา) ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกดีกับสิ่งที่ทำ
และสามารถภาคภูมิใจในบทบาทหน้าที่นั้นได้
- ค่าตอบแทนและความมั่นคงที่ยุติธรรม: แม้เหตุผลในการทำงานจะไม่ได้มีเรื่องเงินเป็นหลักเสมอไป
แต่งานที่ดีไม่อาจละเลยปัจจัยพื้นฐานนี้ งานควรให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมเพียงพอกับการดำรงชีวิตและสอดคล้องกับระดับความรับผิดชอบ
ตลอดจนมีความมั่นคงในตำแหน่งงานหรือเส้นทางความก้าวหน้า ทั้งนี้
ค่าตอบแทนถือเป็น “ปัจจัยจูงใจพื้นฐาน”
ที่ทำให้งานนั้นสามารถทำเป็นอาชีพได้ในระยะยาว (ตามทฤษฎีสองปัจจัยของ Herzberg
ที่มองว่าค่าตอบแทนและความมั่นคงคือปัจจัยพื้นฐานด้านความพึงพอใจในการทำงาน)
ในขณะที่ปัจจัยคุณค่าด้านบน (ความสนุก ความหมาย ความท้าทาย ฯลฯ)
เป็นตัวกำหนดว่าคนเราจะรู้สึกผูกพันและมีความสุขกับงานมากน้อยเพียงใด
โดยสรุป งานที่ดีอาจนิยามได้ว่าเป็นงานที่ตอบโจทย์ทั้งในด้าน
“หัว” และ “ใจ” กล่าวคือ นอกจากจะตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจของชีวิตแล้ว
ยังต้องตอบสนองความต้องการทางจิตใจของผู้ทำงานด้วย งานที่ดีควรทำให้ผู้ปฏิบัติงาน รู้สึกสนุกและลุ่มลึกกับสิ่งที่ทำ
(engaged), รู้สึกได้พัฒนาตนเองและมีอิสระในการทำงาน
(autonomy & mastery), รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนการทำงาน
(social engagement) และ รู้สึกว่างานนั้นมีความหมายต่อผู้อื่น
(meaning) เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้อยู่ในงานใด
งานนั้นย่อมถือเป็นงานที่น่าเลือกทำ
และเป็นงานที่ส่งเสริมทั้งความสุขและความสำเร็จของผู้ปฏิบัติงานอย่างแท้จริง
ทัศนคติในการทำงาน: ความเหนื่อยล้า
สมดุลชีวิต-งาน และการทำงานเพื่ออะไร
แม้งานที่เราทำจะ “ดี” ตามหลักคิดข้างต้น
แต่หากปราศจากทัศนคติที่ถูกต้องและการจัดสมดุลที่เหมาะสม
งานก็อาจกลายเป็นภาระที่บั่นทอนชีวิตได้
ในส่วนนี้เราจะพิจารณาการวางจิตใจและแนวปฏิบัติในการทำงาน
เพื่อรับมือกับความเหนื่อยล้าและรักษาสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน รวมถึงการทบทวนว่า “เราทำงานไปเพื่ออะไร” เพื่อให้การทำงานของเราไม่หลงทิศทาง
ความเหนื่อยล้าและการป้องกันภาวะหมดไฟ: การทำงานอย่างต่อเนื่องยาวนานย่อมก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าทั้งทางกายและใจเป็นธรรมดา
สิ่งสำคัญคือการตระหนักรู้สภาพของตนเองและพักผ่อนอย่างเพียงพอเมื่อถึงขีดจำกัด การฝืนทำงานเกินกำลังอย่างสม่ำเสมอโดยไม่สนใจสัญญาณความเหนื่อยล้า
สามารถนำไปสู่ภาวะหมดไฟ (burnout) ซึ่งส่งผลเสียต่อทั้งประสิทธิภาพงานและสุขภาพจิต
งานวิจัยระบุว่าการทำงานหนักเกินไปไม่ได้นำมาซึ่งผลงานที่มากขึ้นเสมอไป ตรงข้าม
เมื่อคนเรามีความเครียดและอ่อนล้า ประสิทธิภาพการทำงานต่อชั่วโมงจะลดลง
แม้จะทุ่มเทเวลาเพิ่มขึ้นก็ตาม ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรใส่ใจสัญญาณเตือนทางร่างกายและอารมณ์
เช่น อ่อนเพลียเรื้อรัง ขาดแรงจูงใจ หรือสมาธิลดลง และหาเวลาพักทั้งระยะสั้น
(ระหว่างวัน) และระยะยาว (วันหยุดพักร้อน) เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นฟู
ความสามารถในการฟื้นตัวจากความเหน็ดเหนื่อยเป็นทักษะสำคัญอย่างหนึ่งของการทำงานอย่างยั่งยืน
สมดุลระหว่างชีวิตกับงาน (Work-Life
Balance): ในโลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีการสื่อสารทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวพร่าเลือนไป
การจัดสมดุลชีวิต-งานกลายเป็นความท้าทายที่หลายคนเผชิญ
การวางใจและวางแผนอย่างเหมาะสมสามารถช่วยป้องกันไม่ให้งานกลืนกินชีวิตส่วนตัวจนเกินไป
เทคนิคเชิงปฏิบัติ เช่น การกำหนด “ขอบเขต” เวลางานชัดเจน (เช่น
ไม่ตรวจอีเมลงานหลังเวลางาน) การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
และการให้ความสำคัญกับกิจกรรมส่วนตัว (ออกกำลังกาย งานอดิเรก เวลาครอบครัว)
ล้วนช่วยรักษาสมดุลได้ นอกจากนี้ องค์กรที่ส่งเสริมวัฒนธรรมสมดุลชีวิต-งาน (เช่น
มีนโยบายชั่วโมงการทำงานยืดหยุ่นหรือการลาหยุดที่เพียงพอ)
มักจะมีพนักงานที่มีความสุขและทำงานได้ผลดียิ่งขึ้น
งานวิจัยจำนวนมากแสดงว่าการมีสมดุลชีวิต-งานที่ดีช่วยลดความเครียดและความเสี่ยงการเจ็บป่วยของพนักงาน
พร้อมทั้งเพิ่มความพึงพอใจและประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร ในทางกลับกัน
หากสมดุลนี้เสียไป เช่น
ทำงานมากเกินจนไม่มีเวลาพักผ่อนหรือติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนฝูง
ย่อมส่งผลเสียทั้งต่อตัวบุคคลและความสัมพันธ์รอบข้าง
ทำงานไปเพื่ออะไร?: คำถามนี้เป็นหัวใจของการวางทัศนคติในการทำงานอย่างมีความหมาย
การตระหนักถึง เป้าหมายหรือ “เหตุ” ที่เราทำงาน จะช่วยให้เรามีพลังใจก้าวข้ามความเหนื่อยยากได้
แท้จริงแล้วมนุษย์ไม่ได้ทำงานเพียงเพื่อเงินตราแต่ยังทำเพื่อเติมเต็มความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองดังที่กล่าวไปแล้ว
การค้นหา “เหตุผลส่วนตัว” ของการทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่น
บางคนทำงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว บางคนทำเพื่อสานฝันหรือพัฒนาศักยภาพของตน
บางคนทำเพื่ออุดมการณ์ที่ต้องการรับใช้สังคม ฯลฯ
การเชื่อมโยงงานที่ทำอยู่กับคุณค่าที่ตนเองเชื่อถือจะทำให้เรารู้สึกว่างานนั้นมีความหมายและเราทุ่มเทได้อย่างไม่เสียใจ
ผลการศึกษาชี้ว่าการรับรู้ความหมายในงานอย่างชัดเจนช่วยให้งาน “น่าอยู่”
ขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วย กล่าวคือ เมื่อเราตระหนักถึงความหมายของงานที่ทำ
เราจะทำงานได้อย่างมีชีวิตชีวา ไม่ทุกข์ทรมาน และผลงานก็จะดีขึ้นเอง ตรงข้าม
หากใครทำงานโดยไม่เห็นคุณค่าเลย มีเพียงแรงจูงใจภายนอกอย่างค่าตอบแทน
ภาวะเช่นนั้นอาจนำไปสู่ความเบื่อหน่ายและความรู้สึกชีวิตกลวงเปล่าได้ในระยะยาว
นักปรัชญาและนักคิดหลายท่านเตือนเราว่าอย่าให้งาน
“กลืนกิน” ชีวิตจนหมด
เราควรเห็นว่างานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตที่ต้องเดินควบคู่ไปกับมิติอื่น ๆ เช่น
ครอบครัว สุขภาพ การพัฒนาตนเอง และการพักผ่อนหย่อนใจ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
หลังยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่
มีแนวโน้มที่ผู้คนแยกการทำงานออกจากชีวิตด้านจิตวิญญาณของตนเองมากขึ้น
มุ่งทุ่มเวลาให้กับงานยาวนานขึ้นเพื่อตอบสนองเศรษฐกิจการบริโภคที่ขยายตัว
สภาพเช่นนี้ทำให้ชีวิตขาดความสมดุลและละเลยมิติอื่น ๆ ที่ควรได้รับการเติมเต็ม
เช่น เวลากับครอบครัว สุขภาวะส่วนตัว และการแสวงหาความหมายของสิ่งต่าง ๆ
สำหรับบางคนแล้ว
การทำงานหนักหาเงินทองตลอดวัยหนุ่มสาวจนหัวใจที่เคยกระตือรือร้นเหี่ยวแห้งลง
อาจกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมายเมื่อมองย้อนกลับไปในบั้นปลายชีวิต
ข้อเตือนใจนี้สะท้อนว่า เราควรวางจิตใจในการทำงานอย่างมีสติ รู้จักพัก
และไม่หลงลืมเหตุผลที่เราทำงานตั้งแต่แรก ด้วยวิธีนี้
เราจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่สูญเสียตัวตนและความสุขของชีวิตไป
ควรทำงานให้หนักหรือทำงานให้สมดุล? – จุดสมดุลของการทุ่มเทงาน
“ขยันขันแข็งทำงานหนัก” มักถูกปลูกฝังเป็นคุณธรรมในหลายวัฒนธรรม
คำสอนดั้งเดิมจำนวนมากล้วนสรรเสริญการทำงานหนัก อาทิ สุภาษิตไทย “อย่านอนตื่นสาย จะกลายเป็นผีขี้เกียจ” หรือสุภาษิตอังกฤษ
“The early bird catches the worm” ซึ่งล้วนส่งเสริมความเชื่อว่าการทุ่มเทเวลาทำงานมากจะนำมาซึ่งความสำเร็จ
อย่างไรก็ดี ในโลกยุคใหม่ที่เรามีข้อมูลเชิงประจักษ์มากขึ้น
ประเด็นเรื่องการทำงานหนักเกินไปได้ถูกนำมาตรวจสอบใหม่
ผลปรากฏว่าการทำงานล่วงเวลายาวนานเกินมาตรฐาน (เช่น มากกว่า 50-60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์)
ส่งผลเสียทั้งต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าจะให้คุณ ผู้เชี่ยวชาญพบว่าหลังจากชั่วโมงการทำงานเกินประมาณ
50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ผลผลิตต่อชั่วโมงจะลดลงอย่างชัดเจน และหลังจาก 55
ชั่วโมงไปแล้ว การทำงานเพิ่มก็ไม่ได้เพิ่มผลงานแต่อย่างใด –
คนที่ทำงาน 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์กลับได้ผลงานเท่ากับคนที่ทำ
55 ชั่วโมงเท่านั้น นอกจากนั้น
องค์การอนามัยโลก (WHO) ร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)
ได้เปิดเผยผลการศึกษาปี 2021 ว่าการทำงานเกิน 55
ชั่วโมงต่อสัปดาห์สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองที่สูงขึ้นถึง
35% และความเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจขาดเลือดสูงขึ้น 17%
เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ทำงานมาตรฐาน 35-40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ในปีเดียวกันนั้นเอง
มีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจที่เกี่ยวข้องกับการทำงานล่วงเวลาเป็นจำนวนรวมกว่า
745,000 รายทั่วโลก
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการทำงานหนักเกินขนาดได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ
ของโรคจากการทำงานในปัจจุบัน จากข้อมูลเหล่านี้
จะเห็นว่าการทำงานหนักเกินไปไม่เพียงแต่ไม่ได้รับประกันความสำเร็จเพิ่มขึ้น
หากยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ
แล้วเราควรยืนอยู่ตรงไหนระหว่างการทำงานหนักกับการทำงานแบบสมดุล?
คำตอบคือ ความพอดี หรือ “ทางสายกลาง” ในบริบทของการทำงาน เราควรทำงานอย่างเต็มความสามารถ
มีวินัยและรับผิดชอบในหน้าที่ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพขีดจำกัดของตนเองและให้คุณค่ากับการพักผ่อนและชีวิตส่วนตัว
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “ทำงานอย่างฉลาด” ควบคู่ไปกับ “พักอย่างฉลาด” การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในเวลาที่เหมาะสมย่อมดีกว่าการทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่ประสิทธิภาพตกต่ำเพราะความอ่อนล้า
ผู้บริหารองค์กรสมัยใหม่จำนวนมากเริ่มตระหนักว่า ชั่วโมงทำงานที่ยาวนานมิใช่ตัวชี้วัดคุณภาพของงาน
การสนับสนุนให้พนักงานมีเวลาพัก และมีชีวิตส่วนตัวที่ดี
จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า
ตัวอย่างในบางประเทศพบว่าการลดวันทำงานเหลือสัปดาห์ละ 4 วันหรือกำหนดวันทำงาน
6 ชั่วโมง สามารถรักษาระดับผลผลิตได้เท่าเดิมหรือสูงขึ้น
ในขณะที่คุณภาพชีวิตพนักงานดีขึ้นอย่างชัดเจน
แน่นอนว่าจุดสมดุลของการทำงานอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะงานและแต่ละบุคคล
ช่วงวัยและความรับผิดชอบชีวิตก็มีผลต่อความหนักเบาที่คนเราทุ่มให้กับงาน
แต่โดยหลักการแล้ว การทำงานที่ดีคือการทำงานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องได้ในระยะยาว
(sustainable pace) มากกว่าจะเป็นการวิ่งระยะสั้นแล้วหมดแรง
เราอาจเปรียบเทียบว่า ชีวิตการทำงานนั้นไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตร แต่คือการวิ่งมาราธอน การแบ่งพลังงานให้เหมาะสม
รักษาสมดุล สุขภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างทาง
ย่อมนำเราไปถึงเส้นชัยอย่างมีความสุขและภาคภูมิใจกว่าการหักโหมจนบาดเจ็บหรือหมดไฟไปเสียก่อน
ดังที่ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกกล่าวเตือนว่า “ไม่มีงานใดคุ้มที่จะแลกกับความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหัวใจ” เราจึงควรร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิผลและสุขภาวะของคนทำงาน
มากกว่าจะยกย่องเพียงการทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำอย่างไร้ขีดจำกัด
มุมมองเรื่องการทำงานในศาสนาต่าง ๆ
ศาสนาหลักของโลกต่างมีมุมมองเกี่ยวกับการทำงานที่น่าสนใจและมีอิทธิพลต่อค่านิยมของผู้คนในสังคมมาแต่อดีต
การเข้าใจทัศนะทางศาสนาเหล่านี้ช่วยเพิ่มพูนมิติทางจิตวิญญาณในการมองงาน
และชี้ให้เห็นจุดร่วมบางประการเกี่ยวกับคุณค่าของการทำงาน
- พุทธศาสนา: ในพระพุทธศาสนา “การงาน” ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของมรรคมีองค์แปด
คือ สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ)
ซึ่งหมายถึงการประกอบอาชีพโดยสุจริต ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น (เช่น
ห้ามประกอบอาชีพค้าสัตว์ ค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ ค้ายาพิษหรือของมึนเมา
ตามที่พระไตรปิฎกกล่าวไว้) หลักสัมมาอาชีวะนี้สะท้อนว่า งานที่ดีในมุมมองของพุทธคือการงานที่ไม่สร้างอกุศลกรรม
และเกื้อกูลต่อชีวิตที่มีคุณธรรม ยิ่งไปกว่านั้น พุทธศาสนายังสอนเรื่อง “ฉันทะ” หรือความพอใจรักในสิ่งที่ทำ
(จัดเป็นหนึ่งในอิทธิบาท 4 อันเป็นธรรมะแห่งความสำเร็จ)
กล่าวคือ คนทำงานควรมีใจรักหรือพึงพอใจในงานของตน
จึงจะทำงานได้สำเร็จผลและเป็นสุขควบคู่กัน
แนวคิดที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งในพุทธศาสนาคือคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า
“การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” – หากมองให้ลึก ทุกงานไม่ว่าจะระดับใด หากเป็นการงานที่บริสุทธิ์
(สุจริตและไม่เบียดเบียน) ก็ถือเป็นการปฏิบัติธรรมในตัวมันเอง
หลักคิดนี้ชี้ว่าการทำงานและการปฏิบัติธรรมสามารถไปด้วยกันได้
ผู้ปฏิบัติงานควรทำงานอย่างมีสติ อยู่กับปัจจุบัน รักษาความซื่อสัตย์สุจริต
ซึ่งนอกจากจะเกิดผลดีทางโลก (งานมีประสิทธิภาพ) แล้วยังเกิดผลดีทางธรรม
คือการฝึกจิตใจตนเองไปพร้อมกัน ดังคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีงานใดต่ำถ้าทำด้วยใจที่สูง”
- ศาสนาคริสต์: คริสต์ศาสนามีมุมมองเรื่องงานที่ผสานอยู่ในหลักคำสอนเรื่อง
“การทรงเรียก” (vocation) แต่โบราณ
ข้อความในพระคัมภีร์ไบเบิลและคำสอนของผู้นำศาสนาเน้นย้ำว่า การทำงานอย่างสัตย์ซื่อเป็นหน้าที่ที่พระเจ้าประสงค์ให้มนุษย์พึงปฏิบัติ
ตัวอย่างเช่น ในพระธรรมปัญญาจารย์มีตอนที่ว่า “จงระลึกถึงวันสะบาโตถือเป็นวันบริสุทธิ์
หกวันให้ทำงานทั้งหมดของเจ้า แต่วันที่เจ็ดเป็นวันหยุดถวายแด่พระเจ้า” ซึ่งหมายความว่าการทำงานนั้นเป็นกิจที่คาดหวังให้มนุษย์ทำถึงหกวันจากเจ็ดวัน
(คือเป็นส่วนสำคัญของชีวิต) และมีอีกวันสำหรับพักผ่อน ในยุคใหม่ แนวคิดเรื่อง
“จารีตพรอตเตสแตนต์” (Protestant work ethic) ที่วิเคราะห์โดยแม็กซ์
เวเบอร์
ได้ฉายภาพว่าความสำเร็จทางเศรษฐกิจของชาติตะวันตกส่วนหนึ่งมาจากจริยธรรมการทำงานแบบโปรเตสแตนต์ที่ปลูกฝังให้ศาสนิกชนขยันหมั่นเพียรและประหยัดมัธยัสถ์
เวเบอร์ชี้ว่าในทัศนะของคริสต์โปรเตสแตนต์ ทุกคนมี “ความเรียก”
จากพระเจ้าให้ปฏิบัติงานของตนอย่างดีที่สุด มิใช่แค่พระหรือผู้สอนศาสนาที่มีงานศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
แม้แต่งานสามัญของชาวบ้านก็ถือเป็นงานที่มีเกียรติสามารถอุทิศถวายแด่พระเจ้าได้ผ่านความวิริยะอุตสาหะและความซื่อสัตย์สุจริต
นอกจากนี้ คริสต์ศาสนายังสอนเรื่องการทำงานเพื่อรับใช้ผู้อื่น เช่น
นักบุญเปาโลกล่าวเตือนในพระธรรมเธสะโลนิกาว่า “ถ้าใครไม่ยอมทำงาน
ก็อย่าให้เขากิน” (สะท้อนว่าทุกคนพึงทำงานไม่อยู่นิ่งกินเปล่า)
และ “จงทำทุกสิ่งประหนึ่งทำเพื่อพระผู้เป็นเจ้า”
ซึ่งหมายถึงให้เราทำงานด้วยใจรับใช้และซื่อสัตย์สูงสุด
ประเพณีคริสต์ยังให้คุณค่ากับความยุติธรรมในงาน (คนงานควรได้ค่าจ้างเป็นธรรม
นายจ้างควรเอาใจใส่ลูกน้อง ฯลฯ) และสอนให้ผู้ทำงานไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากโดยฝากความวางใจไว้ในพระเจ้า
กล่าวโดยสรุป มุมมองคริสต์ศาสนามองว่างานเป็นทั้งหน้าที่ที่พระเจ้ามอบหมาย และ
เป็นช่องทางให้มนุษย์ได้ร่วมมือกับพระเจ้าในการดูแลโลกและเพื่อนมนุษย์
ผ่านการทำงานอย่างสุจริตและเมตตา
- ศาสนาอิสลาม: อิสลามให้คุณค่ายิ่งกับความขยันหมั่นเพียรและการทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต
ถือว่าการทำงานเพื่อตนเองและครอบครัวคือภารกิจที่ผู้ศรัทธาต้องปฏิบัติ
โดยทัศนะของอิสลามมองว่าการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการนมัสการพระเจ้า (Ibadah)
หากทำด้วยเจตนาที่ดี
มีหลักธรรมคำสอนมากมายที่ส่งเสริมเรื่องนี้ เช่น มีฮะดิษบทหนึ่งกล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดกินอาหารใดได้ดีไปกว่าการกินจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง” แสดงว่าการลงแรงทำงานหาเลี้ยงชีพนั้นประเสริฐกว่าอยู่ว่างหรือขอทาน
ในทางจริยธรรมของอิสลาม ผู้ทำงานควรตั้งใจทำงานให้ดี
มีความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ ดังที่ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักเมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านทำสิ่งใดก็จงทำสิ่งนั้นให้ดี
(ittqan)” นอกจากนั้นยังมีคำสอนว่า “ผู้ศรัทธาควรตายลงโดยที่มีเหงื่อท่วมหน้าผาก” (บ่งบอกว่าควรทำงานหนักจนวาระสุดท้าย) ซึ่งตีความได้ว่า ความพากเพียรพยายามในการทำงานเป็นคุณลักษณะที่อัลลอฮ์ทรงสรรเสริญ
และด้วยเหตุนี้เอง การทำงานด้วยความสุจริตและขยันหมั่นเพียรจึงถือเป็นการอิบาดะห์รูปแบบหนึ่ง
(การงานที่กระทำเพื่อพระเจ้า)
หลักคำสอนอิสลามยังรวมถึงความยุติธรรมในงาน (ไม่เอารัดเอาเปรียบลูกจ้าง,
ลูกจ้างต้องซื่อสัตย์ต่อนายจ้าง)
และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในที่ทำงาน ถือเป็นส่วนหนึ่งของจริยธรรมในการงาน
ตัวอย่างฮะดิษหนึ่งระบุว่า “พนักงานของท่านคือพี่น้องของท่าน” แนะให้ผู้จ้างงานปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเคารพและเมตตา
(เช่น ไม่มอบงานที่เกินกำลังและควรช่วยเหลือเมื่อทำได้)
สรุปได้ว่าอิสลามมองการทำงานเป็นทั้งหน้าที่ทางศาสนาและสังคม
ผู้ทำงานหนักอย่างสุจริตถือว่ากระทำสิ่งที่มีเกียรติและจะได้รับพรจากพระผู้เป็นเจ้า
(นอกจากนี้ ศาสนาอื่น ๆ
ก็มีมุมมองเรื่องการทำงานที่น่าสนใจเช่นกัน อาทิ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีแนวคิดเรื่อง
“กรรมโยคะ” ที่สอนให้ปฏิบัติหน้าที่การงานโดยไม่ยึดติดในผล
เป็นการบูชาพระเป็นเจ้าอย่างหนึ่ง และศาสนาซิกข์ส่งเสริมหลัก “กิรัต กะโร”
ซึ่งหมายถึงการทำงานสุจริตและขยันหมั่นเพียรเพื่อแบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่น)
จะเห็นว่าศาสนาต่าง ๆ
แม้มีรายละเอียดคำสอนแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมหลายประการ ได้แก่ การส่งเสริมความขยันและความซื่อสัตย์ในการทำงาน,
การมองว่างานที่สุจริตเป็นกิจกรรมที่ทรงคุณค่าทั้งทางโลกและทางธรรม,
และ การเน้นความรับผิดชอบต่อผู้อื่น (ทั้งครอบครัวและสังคม)
ผ่านการทำงานของตน สำหรับผู้แสวงหาความหมายในชีวิต
ทัศนะทางศาสนาเหล่านี้ช่วยชี้แนะว่า การทำงานเมื่อประกอบด้วยคุณธรรม
จะไม่ใช่ภาระแห่งโลกียะที่แยกส่วนจากชีวิตจิตวิญญาณ
หากแต่สามารถเป็นหนทางสู่การบรรลุความดีงามและความหมายแห่งชีวิตได้พร้อมกัน
มุมมองของปรัชญา (ตะวันตก–ตะวันออก), มนุษยวิทยา และสังคมวิทยา
แนวคิดเรื่องการทำงานไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในมิติศาสนาและจิตวิทยาเท่านั้น
แต่นักปรัชญา นักมานุษยวิทยา
และนักสังคมวิทยาต่างก็ให้ความสนใจและมีข้อเสนอเกี่ยวกับบทบาทและความหมายของงานในชีวิตมนุษย์
ดังนี้:
- ปรัชญาตะวันตก: ในปรัชญาตะวันตกยุคโบราณ
นักคิดอย่างอะริสโตเติลให้คุณค่ากับ “การใช้ชีวิตอย่างใคร่ครวญ”
(การแสวงหาปัญญา) มากกว่างานกรรมกรที่ต้องออกแรง
ซึ่งสะท้อนมุมมองของสังคมกรีกโบราณที่มองงานใช้แรงงานเป็นภาระต่ำต้อยสำหรับทาสหรือชนชั้นล่าง
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความคิดเรื่องงานก็พัฒนาไปมาก นักปรัชญายุคใหม่เช่น
จอห์น ล็อก และเอมมานูเอล คันท์ เห็นพ้องกันว่าการใช้แรงงานและการประกอบอาชีพอย่างสุจริตเป็นพื้นฐานของคุณธรรมและสิทธิในทรัพย์สิน
อย่างไรก็ดี แนวคิดที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งมาจาก คาร์ล มาร์กซ์ (Karl
Marx) ซึ่งมีมุมมองสองด้านเกี่ยวกับงาน:
ด้านหนึ่งมาร์กซ์เชื่อว่า “งานในอุดมคติคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์”
– งานเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้สร้างสรรค์ แสดงศักยภาพ
และมีความภูมิใจในผลผลิตของตน (เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “species-being”
หรือ “สภาวะความเป็นมนุษย์โดยแท้”)
แต่ในอีกด้านหนึ่ง
มาร์กซ์วิจารณ์ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่ทำให้แรงงานถูกแยกจากงานของตนเองหรือเกิดภาวะห่างเหิน
(alienation) เพราะคนงานกลายเป็นเพียงฟันเฟืองในระบบการผลิตที่ถูกบังคับให้ทำงานจำเจ
ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ และไม่ได้ครอบครองผลผลิตของตน
มาร์กซ์กล่าวไว้อย่างเจ็บแสบว่าในระบบเช่นนั้น “งานไม่ได้ทำให้ชีวิตคนงานสมบูรณ์ขึ้น
แต่กลับทำลายคนงานเสียเอง” กล่าวคือ
แรงงานยิ่งทำงานสร้างความมั่งคั่งให้นายทุน
ตัวคนงานเองกลับยิ่งยากจนลงทั้งทางเศรษฐกิจและจิตวิญญาณ
แนวคิดของมาร์กซ์จุดประกายให้เกิดคำถามทางปรัชญาและสังคมว่าเราจะทำให้งานกลับมาเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์และมีความหมายสำหรับมนุษย์ทุกคนได้อย่างไร
ไม่ใช่มีความหมายเฉพาะสำหรับเจ้าของทุนหรือนายจ้างเท่านั้น นอกจากมาร์กซ์แล้ว
นักปรัชญาในศตวรรษที่ 20 เช่น ซอเรน เคียร์เคการ์ด
และฟรีดริช นีทเช่ ก็พูดถึงงานในแง่การแสวงหาตัวตนและคุณค่าในตนเอง
เคียร์เคการ์ดชี้ว่ามนุษย์สามารถค้นพบ “ความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง” ผ่านการเลือกเส้นทางชีวิต (ซึ่งรวมถึงอาชีพการงาน)
ที่สอดคล้องกับความศรัทธาของตน ในขณะที่นีทเช่เสนอแนวคิด “มนุษย์เหนือมนุษย์” (Übermensch) ซึ่งบางส่วนตีความได้ว่าคนเราควรสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตตนเองผ่านผลงานหรือการสร้างสิ่งใหม่
(เพราะพระเจ้าได้ตายจากโลกทัศน์ไปแล้ว)
สำหรับนักปรัชญาอัตถิภาวนิยมอย่างอัลแบร์ กามูส์
ได้หยิบยกตำนานกรีกเรื่องไซซีฟัส (Sisyphus) ผู้ถูกลงโทษให้กลิ้งก้อนหินขึ้นภูเขาซ้ำไปมาไม่มีที่สิ้นสุดมาเปรียบกับชีวิตการทำงานของมนุษย์ยุคใหม่
– กามูส์กลับบอกว่า “เราต้องจินตนาการว่าไซซีฟัสมีความสุข” นั่นคือ แม้งานอาจดูไร้ความหมายหรือซ้ำซาก
แต่มนุษย์สามารถเลือกที่จะก่อร่างสร้างความหมายและความสุขขึ้นมาได้ด้วยทัศนคติที่ตนมีต่องานนั้น
มุมมองแบบอัตถิภาวนิยมนี้สะท้อนแนวคิดว่าสุดท้ายแล้วความหมายของงาน
(หรือชีวิต) ขึ้นอยู่กับการตีความและการเลือกของตัวเราเองเป็นสำคัญ
- ปรัชญาตะวันออก: ฝ่ายปรัชญาตะวันออกก็มีข้อคิดเรื่องงานที่หลากหลายไม่แพ้กัน
ในลัทธิขงจื๊อของจีน “งาน”
ถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่ต่อสังคมและครอบครัว ขงจื๊อสอนเรื่อง “ความขยันและความจงรักภักดี” (勤勉 – ขยันหมั่นเพียร,
忠
– จงรักภักดี) ซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานของพลเมืองที่ดี
ขงจื๊อเชื่อว่าหากทุกคนตั้งใจทำงานตามฐานะบทบาทของตนอย่างดีที่สุด
(แนวคิดเรื่อง “เจี้ย” หรือลำดับชั้นหน้าที่)
สังคมก็จะสงบเรียบร้อยและกลมเกลียว นอกจากนี้ยังมีคำกล่าวที่นิยมอ้างถึง
(แม้ไม่ยืนยันว่าขงจื๊อกล่าวไว้จริงหรือไม่) คือ “เลือกงานที่เรารัก
แล้วเราจะไม่ต้องทำงานเลยตลอดชีวิต” ซึ่งสะท้อนปรัชญาที่ให้ค่ากับการค้นหางานที่สอดคล้องกับตัวตนและความสุขของเรา
จึงจะไม่รู้สึกว่าการทำงานเป็นเรื่องหนักหนา ในขณะที่ลัทธิเต๋าของเหล่าจื๊อ
มองโลกในเชิงธรรมชาติและความสมดุล หลัก “อู๋เว่ย”
(無為)
หรือการไม่ฝืนธรรมชาติสามารถประยุกต์กับการทำงานได้เช่นกัน
กล่าวคือ การทำงานอย่างเป็นธรรมชาติไม่ฝืนใจ
จะทำให้เกิดความราบรื่นไร้การต่อต้าน เช่น
น้ำไหลไปตามรูปร่างภาชนะโดยไม่ฝืนทิศทางแต่สามารถแทรกซึมไปได้ทุกที่
ในบริบทการทำงาน หลักเต๋าสอนให้คนทำงานรู้จักผ่อนปรน ยืดหยุ่น
และอย่ายึดติดแข่งขันเอาชนะคะคานเกินไป
แต่ให้ทำงานสอดประสานกับผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมอย่างกลมกลืน
หลักนี้สอดคล้องกับวิธีคิดแบบเอเชียที่ให้ความสำคัญกับความสามัคคีและการประนีประนอมในที่ทำงาน
- มุมมองทางมนุษยวิทยา: นักมานุษยวิทยาศึกษาการทำงานในบริบทของวัฒนธรรมต่าง
ๆ พบว่า “งาน” ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันทุกสังคม
ในสังคมล่าสัตว์-เก็บของป่า (hunter-gatherers) ดั้งเดิม
แนวคิดเรื่องชั่วโมงทำงานหรือการ “เป็นลูกจ้าง” แทบไม่มีอยู่
ผู้คนในสังคมเหล่านั้นทำกิจกรรมยังชีพเท่าที่จำเป็น
แล้วใช้เวลาที่เหลือไปกับการพักผ่อนหรือกิจกรรมทางสังคม
ผลการศึกษาคลาสสิกโดยนักมานุษยวิทยา มาร์แชล ซาห์ลินส์ (Marshall
Sahlins) พบว่าชาวเผ่า Ju/’hoansi ในทะเลทรายคาลาฮารีใช้เวลาหาอาหารเฉลี่ยเพียงประมาณ
12–19 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เท่านั้น
ซึ่งน้อยกว่าชั่วโมงทำงานของพนักงานออฟฟิศในสังคมอุตสาหกรรมเสียอีก
ซาห์ลินส์จึงขนานนามสังคมนักล่าสัตว์-เก็บของป่าว่าเป็น “สังคมมั่งคั่งดั้งเดิม” (original affluent society) เพราะแม้คนเหล่านี้จะไม่มีความมั่งคั่งทางวัตถุมาก แต่พวกเขาก็ “มั่งคั่ง” ในแง่มีเวลาและการพักผ่อนเหลือเฟือ
ไม่ต้องทำงานตรากตรำเกินความจำเป็น
การค้นพบนี้ท้าทายแนวคิดแบบตะวันตกที่เชื่อว่ามนุษย์ต้องดิ้นรนทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อเอาชีวิตรอด
จริง ๆ แล้ว วัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดว่าเรารู้สึกอย่างไรกับงานและทำงานมากน้อยแค่ไหน
– ในบางวัฒนธรรม การทำงานมากถือเป็นเรื่องดี (เช่น
ค่านิยมแบบทุนนิยมที่ยกย่องคนบ้างาน) แต่ในบางวัฒนธรรม
การทำงานแค่พอเพียงก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว (เช่น สังคมชนพื้นเมืองหลายแห่ง)
นักมานุษยวิทยาสมัยใหม่ เช่น เดวิด เกรเบอร์ (David Graeber) ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับ “งานไร้สาระ”
(bullshit jobs) ในระบบทุนนิยมยุคหลังสมัยใหม่
ซึ่งหมายถึงงานจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้สร้างคุณูปการแท้จริงต่อสังคม
คนทำงานเองยังรู้สึกว่างานของตนไม่มีความหมาย แต่ก็จำต้องทำไปเพื่อเงินเดือน
ผลงานเขาชี้ว่าการมีอยู่ของงานลักษณะนี้สะท้อนความย้อนแย้งของเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อย
ๆ แต่ผู้คนกลับไม่ได้มีเวลาว่างมากขึ้นตามคำทำนายของ John M. Keynes (ที่เคยคาดว่าในศตวรรษที่ 21 มนุษย์จะทำงานเพียงวันละไม่กี่ชั่วโมง)
ซ้ำร้ายบางส่วนยังจมอยู่กับงานที่ทำไปวัน ๆ เพื่อรักษาระบบเท่านั้น
- มุมมองทางสังคมวิทยา: นักสังคมวิทยาสนใจบทบาทของงานในฐานะที่กำหนดโครงสร้างและคุณค่าของสังคม
อีมีล เดอร์ไคม์ (Émile Durkheim) หนึ่งในผู้ก่อตั้งสังคมวิทยา
ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง “การแบ่งงานกันทำ”
(division of labor) กับ “ความเป็นปึกแผ่นของสังคม” เดอร์ไคม์เสนอว่าการแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญในสังคมอุตสาหกรรมทำให้คนแต่ละคนพึ่งพาอาศัยกันมากขึ้น
เกิดเป็นความเป็นปึกแผ่นแบบอินทรีย์ (organic solidarity) ต่างจากสังคมดั้งเดิมที่ทุกคนทำสิ่งคล้ายกันและมีความเป็นปึกแผ่นแบบกลไก
(mechanical solidarity) นั่นคือ
งานคือปัจจัยยึดเหนี่ยวสังคมสมัยใหม่เข้าด้วยกันผ่านความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการพึ่งพา
ในอีกด้านหนึ่ง Max Weber ได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างค่านิยมทางศาสนากับทัศนคติการทำงาน
(ดังที่กล่าวแล้วในส่วนจารีตโปรเตสแตนต์)
ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อทางศาสนาสามารถส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อจริยธรรมการทำงานและพัฒนาการทางเศรษฐกิจของสังคมได้
นอกจากนี้ สังคมวิทยายุคใหม่ยังศึกษาปัญหาเกี่ยวกับงานมากมาย เช่น ความแปลกแยกในงาน
(ซึ่งแนวคิดมาจากมาร์กซ์)
ที่คนงานในบริษัทยักษ์ใหญ่รู้สึกโดดเดี่ยวและไร้ความหมาย, งานนอกระบบ และ เศรษฐกิจแบบกิ๊ก ที่ความมั่นคงของงานลดลง,
ความไม่เท่าเทียมกันของรายได้จากงาน และ บรรทัดฐานทางเพศในงาน เป็นต้น ประเด็นที่สังคมวิทยาพบซ้ำ
ๆ คือ งานมีอิทธิพลต่อสถานภาพทางสังคม อัตลักษณ์
และสุขภาวะของมนุษย์อย่างใหญ่หลวง คนที่ตกงานนอกจากจะขาดรายได้แล้วยังเผชิญความเครียด
ความรู้สึกไร้ค่า และถูกกีดกันออกจากเครือข่ายสังคม
งานวิจัยชี้ว่าอัตราการฆ่าตัวตายและปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้ว่างงานในหลายประเทศ
ขณะเดียวกัน ความพึงพอใจหรือความผูกพันในงาน (job satisfaction /
engagement) เป็นตัวทำนายที่สำคัญของสุขภาวะและคุณภาพชีวิตโดยรวม
– Gallup เคยสำรวจพนักงานทั่วโลกและพบว่ามีเพียงประมาณ 13%
เท่านั้นที่ “รู้สึกผูกพันกับงาน” อย่างแท้จริง ในขณะที่ 63% “ไม่ได้ผูกพัน” และอีกประมาณ 24% “เกลียดงานตัวเองอย่างแข็งขัน” ตัวเลขนี้ชวนให้ขบคิดว่าสังคมเราจะปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของงานหรือปรับทัศนคติของคนทำงานอย่างไร
ให้คนส่วนใหญ่สามารถหาความสุขและความหมายจากงานได้มากกว่าที่เป็นอยู่
โดยสรุป มุมมองจากศาสตร์ต่าง ๆ
ข้างต้นช่วยเติมภาพการทำงานในฐานะปรากฏการณ์มนุษย์ที่ซับซ้อน ปรัชญา ช่วยตั้งคำถามเชิงคุณค่าพื้นฐานว่า
“งาน” มีความหมายเชิงอุดมคติอย่างไรสำหรับการเป็นมนุษย์และชีวิตที่ดี
ขณะเดียวกันก็เตือนเราถึงด้านมืดที่งานอาจมีภายใต้ระบบสังคมที่บิดเบี้ยว มานุษยวิทยา
แสดงให้เห็นว่าประสบการณ์การทำงานถูกกำหนดโดยวัฒนธรรมและวิวัฒนาการของสังคม
มนุษย์เราไม่ได้มีชะตากรรมต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำโดยธรรมชาติ
หากแต่เป็นทางเลือกของระบบเศรษฐกิจและค่านิยมทางสังคมที่กำหนดเช่นนั้น ส่วน สังคมวิทยา
เน้นย้ำว่างานคือรากฐานของโครงสร้างสังคมและอัตลักษณ์ส่วนบุคคล
การเข้าใจพลวัตของงานในสังคมช่วยให้เราตระหนักถึงปัญหาและทางออกในระดับนโยบาย
(เช่น การสร้างหลักประกันสังคมสำหรับผู้ตกงาน
หรือการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในการทำงาน) รวมถึงการปรับตัวในระดับปัจเจก (เช่น การให้คุณค่ากับงานบ้านและงานดูแลที่มองไม่เห็นค่าในระบบเศรษฐกิจ
เป็นต้น)
ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานกับความหมายชีวิต:
งานคือเครื่องมือหรือเป้าหมาย?
หลังจากพิจารณามุมมองต่าง ๆ
เกี่ยวกับการทำงานแล้ว คำถามสุดท้ายที่ควรใคร่ครวญคือ “งานสัมพันธ์อย่างไรกับความหมายของชีวิต?”
หลายคนสงสัยว่าเราควรมองงานเป็น “เครื่องมือ”
(means) เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งอื่นในชีวิต หรือมองงานเป็น “เป้าหมาย” (end in itself) ส่วนหนึ่งของความหมายชีวิตเสียเอง
คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัว
แต่การสำรวจแนวคิดและประสบการณ์ที่หลากหลายจะช่วยให้เราหาสมดุลของตัวเราเองได้
งานในฐานะเครื่องมือ: มุมมองนี้เห็นว่างานเป็น “องค์ประกอบภายนอก” ของชีวิต ความหมายของงานอยู่ที่การช่วยสนับสนุนชีวิตด้านอื่น เช่น
การทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและทำสิ่งที่รักยามว่าง
คนจำนวนมากเลือกมองงานเป็นเพียงวิธีการยังชีพและบรรลุเป้าหมายอื่นของชีวิต (เช่น
งานอดิเรก การเดินทางท่องเที่ยว การทำบุญ หรือการศึกษาหาความรู้)
แนวคิดนี้มีข้อดีคือทำให้เราไม่ยึดติดกับงานจนเกินไป
เห็นว่าการทำงานหนักก็เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ งานจึงไม่ได้ครอบงำอัตลักษณ์หรือคุณค่าของเราทั้งหมด
หากวันหนึ่งเราต้องเปลี่ยนงานหรือตกงาน
เราก็ยังมีแก่นชีวิตอยู่ที่ครอบครัวหรือความสนใจอื่นที่ให้ความหมายเราได้
อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือ หากเรามองว่างานไม่มีความหมายในตัวเองเลย
เราอาจตกอยู่ในสภาวะที่รู้สึกเบื่อหน่ายหรือห่างเหินกับงานง่าย
เพราะคิดเสียแต่ว่าทำไปเพื่อเงินเท่านั้น
ทัศนคติแบบนี้หากรุนแรงมากอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและประสิทธิภาพงาน
ดังที่มีคำกล่าวว่า “คนที่ทำงานเพียงเพื่อรอวันหยุด” มักไม่มีความสุขนักในชีวิตประจำวัน เพราะวันทำงานมีมากกว่าวันหยุดมากนัก
งานในฐานะเป้าหมาย:
มุมมองนี้เห็นว่างาน (โดยเฉพาะงานที่เรารักหรือเชื่อมั่น) เป็นส่วนหนึ่งของ “จุดหมายชีวิต” ของเราโดยตรง
ผู้ที่ยึดแนวคิดนี้มักเรียกงานของตนว่า “คอลลิง”
(calling) หรือ “งานแห่งชีวิต” (life’s work) หมายถึงงานที่หลอมรวมเข้ากับตัวตนและความหมายชีวิตของเขา
คนกลุ่มนี้จะทุ่มเทให้งานเกินกว่าที่จำเป็น
เพราะได้แรงขับจากความหลงใหลหรืออุดมคติภายใน งานมิใช่ภาระหน้าที่
หากแต่เป็นสิ่งที่ “ขาดไม่ได้” ในการทำให้ชีวิตมีคุณค่า
ตัวอย่างเช่น แพทย์อุทิศตนที่มองการรักษาคนไข้เป็นเป้าหมายชีวิตที่สูงส่ง, ศิลปินที่อาศัยงานศิลป์เป็นหนทางแสดงออกซึ่งความจริงความงามที่ตนยึดมั่น,
นักกิจกรรมสังคมที่ถือการทำงานช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเป็นความหมายของชีวิต
เป็นต้น สำหรับคนเหล่านี้ เส้นแบ่งระหว่าง “งาน” กับ “ชีวิต” จะพร่าเลือนไป
เพราะงานคืองานชีวิตของพวกเขาเลยทีเดียว
การมองงานเป็นเป้าหมายให้ความพึงพอใจและความหมายแก่ชีวิตอย่างมากตราบเท่าที่งานนั้นดำเนินไปได้ด้วยดี
แต่มุมมองนี้ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน กล่าวคือ
หากบุคคลผูกตัวตนและคุณค่าชีวิตทั้งหมดไว้กับงานเพียงอย่างเดียว เมื่อถึงเวลาที่งานนั้นสิ้นสุดลง
(เช่น เกษียณอายุ หรือเกิดอุบัติเหตุไม่สามารถทำงานต่อ)
บุคคลอาจรู้สึกสูญเสียความหมายชีวิตอย่างรุนแรง การไม่เหลือ “แหล่งความหมาย”
อื่นรองรับอาจนำไปสู่วิกฤตอัตลักษณ์และความทุกข์ได้ ดังนั้น
แม้แต่นักคิดผู้สนับสนุนการหาความหมายจากงานก็เตือนให้ระวังการยึดติดมากเกินไป
สมดุลระหว่างเครื่องมือกับเป้าหมาย: สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว
แนวทางที่เป็นไปได้คงอยู่ที่จุดสมดุลระหว่างสองสุดขั้วข้างต้น กล่าวคือ
มองงานเป็นทั้งเครื่องมือและเป็นทั้งส่วนหนึ่งของความหมายชีวิตในระดับที่เหมาะสม
เราสามารถยอมรับว่าเราทำงานส่วนหนึ่งเพื่อปัจจัยยังชีพ
แต่นั่นไม่จำเป็นต้องลดทอนคุณค่าภายในของงานลง
เราสามารถหาแง่มุมที่งานของเราสร้างสรรค์คุณค่าให้ผู้อื่นหรือสังคม
แล้วใช้สิ่งนั้นเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจควบคู่ไปกับรับผลตอบแทนมายังชีพ แนวคิด
“การทำงานเพื่อชีวิต และใช้ชีวิตเพื่อการทำงาน” อย่างสมดุลอาจฟังดูย้อนแย้ง
แต่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อเราจัดลำดับความสำคัญได้ดีและมีวินัยในตนเอง
นักจิตวิทยาอย่างวิคเตอร์ แฟรงเคิล (Viktor
Frankl) ผู้เขียน “Man’s Search for Meaning” กล่าวว่า มนุษย์ค้นหาความหมายชีวิตได้สามทาง ได้แก่ (1) การสร้างงานหรือสร้างผลงาน (2) การได้ประสบกับสิ่งดีงามหรือพบรักกับใครสักคน
(3) การมีทัศนคติที่ดียามเผชิญความทุกข์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จะเห็นว่า “การสร้างงาน” ถูกจัดเป็นวิถีหนึ่งในการค้นพบความหมายชีวิตโดยตรง
งานจึงเป็นส่วนสำคัญของชีวิตที่มีความหมายสำหรับมนุษย์
แฟรงเคิลย้ำว่ามนุษย์ไม่ได้ถามหาความหมายจากชีวิตเฉย ๆ หากแต่ *“ชีวิตต่างหากที่คอยตั้งคำถามกับมนุษย์อยู่ทุกวันว่า
*อะไรคือความหมายที่เจ้าจะสร้างให้ชีวิตของเจ้า?**” เราจึงควรตอบคำถามนั้นผ่านการกระทำและการทำงานของเราเอง
– ทำงานในสิ่งที่เราเชื่อว่าคุ้มค่าที่จะทุ่มเทและคุ้มค่าที่จะทุกข์ยากเพื่อมัน
ท้ายที่สุดแล้ว
ความสัมพันธ์ระหว่างงานกับความหมายชีวิตของแต่ละคนอาจแตกต่างหลากหลาย สำหรับบางคน
งานเป็นเพียงปัจจัยให้ได้มาซึ่งความสุขในด้านอื่น แต่สำหรับบางคน
งานคือความสุขและความหมายในตัวของมันเอง ทางสายกลางอาจอยู่ที่การเลือกงานที่สอดคล้องกับคุณค่าชีวิตของเรา
เพื่อที่ว่าเมื่อเราทำงานไป เราก็ได้สานต่อความหมายชีวิตไปด้วยในเวลาเดียวกัน
และขณะเดียวกันก็ไม่ลืมเติมเต็มมิติอื่น ๆ ของชีวิตควบคู่กันไป
นักคิดร่วมสมัยเสนอแนวคิดเรื่อง “งาน-อาชีพ-ความหมาย” ที่คนเราสามารถมองงานในสามระดับ: มองเป็นงานที่ทำเพื่อเงิน (job),
เป็นอาชีพที่ก้าวหน้า (career), หรือเป็นความหมายชีวิต
(calling) ซึ่งไม่มีคำตอบสำเร็จรูปว่าการมองแบบใดดีกว่า
เพราะขึ้นอยู่กับบริบทชีวิตของแต่ละคน อย่างไรก็ดี
การวิจัยพบว่าคนที่มองงานของตนเป็น “calling” จะมีความพึงพอใจและแรงจูงใจสูงกว่า
เพราะรู้สึกว่างานผสานอยู่กับตัวตนและคุณค่าชีวิตของเขา ดังนั้น
จึงอาจเป็นแนวทางที่ดีหากเราสามารถค้นหาแง่มุมที่สร้างความภาคภูมิใจหรือคุณค่าเชิงจิตใจในงานของเราเอง
ให้กลายเป็น “งานแห่งชีวิต” ของเราในแบบของเรา ไม่ว่างานนั้นจะดูเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม
ดังที่มหาตมา คานธี เคยกล่าวไว้ว่า “เกียรติยศของการงานไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่
หากแต่อยู่ที่ความดีงามที่เราทำในงานนั้น”
บทสรุป
“การทำงาน”
เป็นทั้งพันธกิจและสิทธิพึงมีของมนุษย์ที่ผูกโยงกับหลายมิติของชีวิต
บทความนี้ได้สำรวจตั้งแต่เหตุปัจจัยพื้นฐานที่มนุษย์ต้องทำงาน (เพื่อยังชีพ
เพื่อสังคม และเพื่อจิตวิญญาณ) คุณลักษณะของงานที่ดีต่อชีวิต
(ทั้งในด้านตอบสนองปัจจัยยังชีพและตอบสนองจิตใจ)
ตลอดจนการวางทัศนคติและหาจุดสมดุลในการทำงานเพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าและภาวะไร้ความหมาย
นอกจากนี้ เรายังพิจารณามุมมองจากศาสนา ปรัชญา มนุษยวิทยา และสังคมวิทยา
ซึ่งล้วนชี้ให้เห็นคุณค่าของงานในฐานะกลไกที่ขับเคลื่อนทั้งปัจเจกบุคคลและสังคม
ในขณะเดียวกันก็เตือนเราถึงอันตรายของการทำงานที่ปราศจากความสมดุลหรือตกอยู่ใต้โครงสร้างที่กดทับ
แก่นสารที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ คือ งานควรเป็นผู้รับใช้ชีวิต มิใช่ให้งานมาครอบงำเป็นนายเหนือชีวิต
เราสามารถเลือกและกำหนดความหมายให้แก่งานของเราเองได้
การทำงานหนักและการทำงานอย่างสมดุลไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน
หากเราทำงานอย่างเต็มที่เมื่อถึงเวลาทำ และรู้จักหยุดพักเมื่อถึงเวลาพัก
เราสามารถหาความสุขและความภูมิใจจากงานได้ พร้อม ๆ กับที่ชีวิตส่วนตัวก็ไม่ถูกละเลย
ยิ่งไปกว่านั้น การค้นหาความหมายในงานที่ทำ – ไม่ว่างานนั้นจะใหญ่หรือเล็ก –
จะช่วยยกระดับให้การทำงานในแต่ละวันไม่น่าเบื่อหน่าย
แต่กลายเป็นการต่อจิ๊กซอว์ความหมายชีวิตของเราทีละเล็กละน้อย
ในยุคที่ผู้คนมากมายตั้งคำถามถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนทำ
ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลงเร็วและความกดดันรอบด้าน
การใคร่ครวญเรื่องบทบาทของงานในชีวิตจึงยิ่งทวีความสำคัญ
ผลการวิเคราะห์นี้ชี้ว่ามนุษย์ไม่อาจละทิ้งการทำงานได้
แต่เราสามารถปรับมุมมองและเงื่อนไขของงานให้เกื้อกูลต่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ของเรามากที่สุด
งานที่ดีและสมดุลไม่เพียงก่อให้เกิดประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ
หากยังส่งเสริมสุขภาวะและคุณค่าชีวิตของผู้ทำงานเอง ตรงกันข้าม
งานที่ขาดความหมายหรือสมดุลอาจบั่นทอนทั้งชีวิตส่วนตัวและสังคมโดยรวม
เราจึงควรใส่ใจสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มนุษย์เป็นใหญ่กว่าผลกำไร (people
over profit) มีเมตตาธรรมและคุณธรรมกำกับ
แล้วความหมายและความสุขในการทำงานจะตามมาเอง
กล่าวอย่างเรียบง่าย
ชีวิตที่มีความหมายไม่ได้อยู่ที่ว่าเราทำงานอะไรที่ไหน หากแต่อยู่ที่ว่า เรามีท่าทีอย่างไรต่อสิ่งที่เราทำ
การทำงานจึงเปรียบเสมือนทั้งกระจกเงาสะท้อนความเป็นตัวเราขณะเดียวกันก็เป็นผืนดินสำหรับเพาะปลูกความเติบโตของเราด้วย
ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไร เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว
ผู้แสวงหาความหมายในชีวิตย่อมสามารถมองการทำงานด้วยดวงตาที่ต่างออกไป – ดวงตาที่เห็นงานเป็นทั้งครูผู้สอนบทเรียนชีวิต
เป็นทั้งเวทีให้แสดงศักยภาพเพื่อผู้อื่น และท้ายที่สุด
เป็นเครื่องมือให้เราได้สร้างความหมายและคุณค่าให้กับชีวิตของตนเองอย่างแท้จริง
อ้างอิง
- Barber,
N. Is money the main reason we go to work? – (2020)
- Bertazzi,
P.A. Work as a basic human need and health promoting factor. Med
Lav. 2010;101 Suppl 2:28-43
- Frankl,
V. Man’s Search for Meaning. (1946) – Logotherapy concept
- Schwartz,
B. Why We Work. (2015) – Excerpt via Quartz
- Thoreau,
H.D. Walden. (1854) – cited in
- “The
real business of life: Thoreau on work & life’s real business” – Oshan
Jarow
- Weber,
M. The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism. (1905)
- World
Health Organization & International Labour Organization. Joint
Report on Long Working Hours. (2021)
- อ้างอิงภาษาไทย: วิชิตา คะแนนสิน. “หากโลกนี้ไม่มีเงินตรา
แท้จริงแล้วมนุษย์ทำงานเพื่ออะไร?” (becommon.co, 2020)
- พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ). การทำงานคือการปฏิบัติธรรม.
ธรรมบรรยาย พ.ศ. 2529
- Understand
Al-Quran Academy. “3 Aspects of the Islamic Work Ethic.” (2025)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น