วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568

การทำงาน

การทำงานกับความหมายของชีวิต

บทนำ

การทำงานเป็นส่วนสำคัญของชีวิตมนุษย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้คนส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของชีวิตไปกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานหาเลี้ยงชีพหรือบทบาทหน้าที่ในสังคม การทำงานไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับคุณค่าทางจิตใจ สังคม และจิตวิญญาณของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง วิกฤตชีวิตหรือความสงสัยในความหมายของชีวิตมักเกี่ยวโยงกับคำถามเรื่องงานอยู่เสมอ ในบทความนี้ เราจะวิเคราะห์ประเด็นเรื่อง การทำงาน” สำหรับผู้ที่แสวงหาความหมายในชีวิต โดยพิจารณาในหลายมิติ ได้แก่ เหตุผลที่มนุษย์ต้องทำงาน เกณฑ์ในการเลือกงาน ทัศนคติในการทำงานและความสมดุลชีวิต-งาน มุมมองทางศาสนา ปรัชญา มนุษยวิทยาและสังคมวิทยา ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานกับความหมายของชีวิต สุดท้ายจะสรุปให้เห็นภาพรวมว่าเราควรวางบทบาทของงานไว้ที่ใดในการดำเนินชีวิตอย่างมีความหมาย

 

เหตุผลที่มนุษย์ต้องทำงาน

มนุษย์ต้องทำงานด้วยเหตุผลหลากหลายมิติ ทั้งทางชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม และจิตวิญญาณ สามารถแจกแจงได้ดังนี้:

  • เหตุผลทางชีวภาพ (Biological): การทำงานเป็นกลไกพื้นฐานในการดำรงชีวิตมาตั้งแต่อดีตทางวิวัฒนาการ มนุษย์ (เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น) จำเป็นต้องออกแรงทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อแสวงหาอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และปัจจัยยังชีพอื่น ๆ การล่าเก็บอาหารหรือทำเกษตรกรรมในยุคดั้งเดิมล้วนเป็น “งาน” ที่ตอบสนองความต้องการทางกายภาพของชีวิต กล่าวได้ว่าการทำงานคือเครื่องมือในการรักษาชีวิตและเผ่าพันธุ์ทางชีววิทยาของมนุษย์
  • เหตุผลทางเศรษฐกิจ (Economic): ในสังคมสมัยใหม่ การทำงานเป็นวิธีสำคัญในการสร้างรายได้และแลกเปลี่ยนทรัพยากร มนุษย์ทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่ง ปัจจัยสี่” และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัว เงินหรือผลตอบแทนจากการทำงานช่วยให้เราสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้และเป็นแรงจูงใจพื้นฐานที่ทำให้คนส่วนใหญ่ลุกขึ้นมาทำงานทุกวัน อย่างไรก็ตาม การทำงานไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อยังชีพเท่านั้น งานยังตอบสนองความต้องการทางจิตใจด้วย ซึ่งนำไปสู่เหตุผลทางสังคมและจิตวิญญาณดังต่อไปนี้
  • เหตุผลทางสังคมและจิตวิทยา (Social/Psychological): งานผูกพันกับคุณค่าของตัวบุคคลในสังคม มนุษย์เราทำงานเพื่อให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีตัวตนที่เป็นประโยชน์ การได้ทำงานและสร้างผลงานทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจในตนเองและได้รับการยอมรับจากผู้อื่น ในเชิงสังคมวิทยา งานเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสดงออกถึงตัวตนของมนุษย์ในสังคม” และเพิ่มคุณค่าศักดิ์ศรีของบุคคล การมีงานทำเปิดโอกาสให้เราได้พัฒนาตนเองและมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคม หากปราศจากงาน (เช่น ในภาวะว่างงาน) เงื่อนไขพื้นฐานในการพัฒนาตนเองและมีบทบาทในสังคมก็จะหายไป ผลการศึกษาพบว่าการว่างงานไม่เพียงส่งผลทางเศรษฐกิจเท่านั้นแต่ยังก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพกายและใจที่น่ากังวลด้วย นั่นคือ มนุษย์โดยทั่วไปต้องการทำงานเพื่อจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและมีสุขภาวะที่ดี
  • เหตุผลทางจิตวิญญาณ (Spiritual): นอกเหนือจากปัจจัยทางกายและใจ มนุษย์ยังแสวงหาความหมายและเป้าหมายของชีวิตผ่านการทำงาน นักคิดหลายท่านเห็นตรงกันว่า “งาน” สามารถเติมเต็มจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ เฮนรี เดวิด ธอโร (Henry D. Thoreau) นักปรัชญาธรรมชาติชาวอเมริกันเชื่อว่ามนุษย์จำเป็นต้องทำงานเพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของตนเองควบคู่ไปกับการยังชีพทางร่างกาย กล่าวอีกนัยหนึ่ง งานที่มีความหมายเปรียบเสมือนการตอบสนองเสียงเรียกภายใน (calling) ที่ทำให้ชีวิตรู้สึกสมบูรณ์ การทำงานในมิติทางจิตวิญญาณนี้อาจหมายรวมถึงการทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น การสร้างสรรค์สิ่งที่งดงามหรือมีคุณค่าทางจิตใจ และการทำตาม พรสวรรค์” หรือ พรเรียก” ที่ตนรู้สึกว่าถูกกำหนดมาให้ทำ ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย มีรายงานว่าพนักงานรัฐจำนวนมากยังคงไปทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างอยู่หลายเดือน เพียงเพราะการได้ทำงานทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าและความหมายท่ามกลางวิกฤตการณ์นั้น กรณีนี้สะท้อนว่ามิติทางจิตวิญญาณและคุณค่าภายในเป็นแรงผลักดันสำคัญในการทำงาน มิใช่เฉพาะเรื่องปากท้องเท่านั้น

กล่าวโดยสรุป มนุษย์ทำงานเพราะ จำเป็นต้องทำ” ทั้งในแง่การอยู่รอดและในแง่การเติมเต็มความต้องการทางจิตใจ การทำงานช่วยให้เรามีชีวิตรอด มีสถานะในสังคม และมีความหมายในตนเอง อย่างที่นักจิตวิทยา แบร์รี ชวาร์ตซ์ (Barry Schwartz) กล่าวไว้ว่า การหาเลี้ยงชีพเป็นเหตุผลพื้นฐานก็จริง แต่ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่เราตื่นขึ้นมาทำงานทุกวันคนที่รู้สึกเติมเต็มกับงานมักให้เหตุผลในการทำงานโดยไม่เอ่ยถึงเรื่องเงินเลย เหตุผลอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับตัวเงินนั้นทั้งยาวและน่าสนใจมากมายทีเดียว

 

งานที่ดีคืออะไร? – หลักคิดในการเลือกงาน

เมื่อการทำงานกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของชีวิต “งานที่ดี” ย่อมมีความสำคัญยิ่งต่อคุณภาพชีวิตและความหมายชีวิต คำถามคือ เราควรเลือกงานอย่างไร? หรือ งานแบบไหนที่ถือว่าเป็นงานที่ดี? เกณฑ์ต่อไปนี้คือหลักคิดเชิงคุณค่าที่ช่วยในการประเมินงานหรืออาชีพที่ทำ:

  • สอดคล้องกับความสนใจและคุณค่าในชีวิต: งานที่ดีควรเป็นงานที่ผู้ทำมีความรู้สึกสนใจ รักหรืออย่างน้อยเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ งานที่ตรงกับความถนัดหรือความหลงใหลของเรา จะทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจและความสุขในการทำงาน ยิ่งไปกว่านั้น ถ้างานนั้นสอดคล้องกับคุณค่าหรือเป้าหมายชีวิตส่วนตัวของเรา เราจะรู้สึกว่ากำลังทำสิ่งที่มีความหมายและเกิดความภูมิใจในงานนั้น
  • ท้าทายและส่งเสริมการเติบโต: งานที่ดีควรมีลักษณะที่ท้าทายความสามารถพอสมควร ไม่ซ้ำซากจนเกินไป การที่งานผลักดันให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่และพัฒนาทักษะอยู่เสมอ จะช่วยให้เรารู้สึกมีชีวิตชีวาและไม่หยุดนิ่ง งานที่มีความท้าทายพอดี (ไม่ยากหรือง่ายเกินไป) ยังสัมพันธ์กับภาวะ “flow” ในจิตวิทยา ที่ผู้ทำงานรู้สึกจดจ่อและสนุกกับการแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นประสบการณ์เชิงบวกอย่างยิ่งในงาน
  • อิสระและการควบคุมงานของตนเอง: งานที่ดีมักเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานมีความเป็นอิสระ (autonomy) ในการตัดสินใจและจัดการวิธีการทำงานในระดับหนึ่ง การมีดุลยพินิจและอิสระจะทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็น “เจ้าของ” งานที่ทำ และสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือความเชี่ยวชาญของตนได้เต็มที่ งานที่ให้อิสระนี้ยังนำไปสู่ความรู้สึกภาคภูมิใจเมื่อเราสามารถบรรลุความชำนาญ (mastery) ในงานของตนเอง
  • สภาพแวดล้อมที่ดีและปฏิสัมพันธ์ที่ดี: มิติทางสังคมของงานก็สำคัญ งานที่ดีควรอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เกื้อหนุนและปลอดภัย รวมถึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา คนเราทำงานไม่ใช่แค่เพื่องานเท่านั้น แต่ยังเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมย่อยในที่ทำงาน งานที่เปิดโอกาสให้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี เช่น การทำงานเป็นทีมอย่างราบรื่น การได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมงาน จะช่วยให้เรามีความสุขและผูกพันกับงานมากขึ้น
  • คุณค่าและประโยชน์ต่อผู้อื่น: งานที่ดีควรทำให้เรารู้สึกว่าผลงานของเรามีคุณค่าและส่งผลเชิงบวกต่อผู้อื่นหรือสังคม เมื่อเรารับรู้ว่า “งานของฉันสร้างความแตกต่างให้โลกนี้” ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เราจะรู้สึกความหมายและแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น นักจิตวิทยาพบว่า คนที่พึงพอใจในงานของตน มักกล่าวว่างานของพวกเขานั้นมีความหมาย ทำให้ชีวิตผู้อื่นดีขึ้น” ยิ่งกว่านั้น งานที่สอดคล้องกับจริยธรรมส่วนตัว (ไม่ขัดกับศีลธรรมหรือความเชื่อของเรา) ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกดีกับสิ่งที่ทำ และสามารถภาคภูมิใจในบทบาทหน้าที่นั้นได้
  • ค่าตอบแทนและความมั่นคงที่ยุติธรรม: แม้เหตุผลในการทำงานจะไม่ได้มีเรื่องเงินเป็นหลักเสมอไป แต่งานที่ดีไม่อาจละเลยปัจจัยพื้นฐานนี้ งานควรให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมเพียงพอกับการดำรงชีวิตและสอดคล้องกับระดับความรับผิดชอบ ตลอดจนมีความมั่นคงในตำแหน่งงานหรือเส้นทางความก้าวหน้า ทั้งนี้ ค่าตอบแทนถือเป็น “ปัจจัยจูงใจพื้นฐาน” ที่ทำให้งานนั้นสามารถทำเป็นอาชีพได้ในระยะยาว (ตามทฤษฎีสองปัจจัยของ Herzberg ที่มองว่าค่าตอบแทนและความมั่นคงคือปัจจัยพื้นฐานด้านความพึงพอใจในการทำงาน) ในขณะที่ปัจจัยคุณค่าด้านบน (ความสนุก ความหมาย ความท้าทาย ฯลฯ) เป็นตัวกำหนดว่าคนเราจะรู้สึกผูกพันและมีความสุขกับงานมากน้อยเพียงใด

โดยสรุป งานที่ดีอาจนิยามได้ว่าเป็นงานที่ตอบโจทย์ทั้งในด้าน “หัว” และ “ใจ” กล่าวคือ นอกจากจะตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจของชีวิตแล้ว ยังต้องตอบสนองความต้องการทางจิตใจของผู้ทำงานด้วย งานที่ดีควรทำให้ผู้ปฏิบัติงาน รู้สึกสนุกและลุ่มลึกกับสิ่งที่ทำ (engaged), รู้สึกได้พัฒนาตนเองและมีอิสระในการทำงาน (autonomy & mastery), รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนการทำงาน (social engagement) และ รู้สึกว่างานนั้นมีความหมายต่อผู้อื่น (meaning) เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้อยู่ในงานใด งานนั้นย่อมถือเป็นงานที่น่าเลือกทำ และเป็นงานที่ส่งเสริมทั้งความสุขและความสำเร็จของผู้ปฏิบัติงานอย่างแท้จริง

 

ทัศนคติในการทำงาน: ความเหนื่อยล้า สมดุลชีวิต-งาน และการทำงานเพื่ออะไร

แม้งานที่เราทำจะ “ดี” ตามหลักคิดข้างต้น แต่หากปราศจากทัศนคติที่ถูกต้องและการจัดสมดุลที่เหมาะสม งานก็อาจกลายเป็นภาระที่บั่นทอนชีวิตได้ ในส่วนนี้เราจะพิจารณาการวางจิตใจและแนวปฏิบัติในการทำงาน เพื่อรับมือกับความเหนื่อยล้าและรักษาสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน รวมถึงการทบทวนว่า เราทำงานไปเพื่ออะไร” เพื่อให้การทำงานของเราไม่หลงทิศทาง

ความเหนื่อยล้าและการป้องกันภาวะหมดไฟ: การทำงานอย่างต่อเนื่องยาวนานย่อมก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าทั้งทางกายและใจเป็นธรรมดา สิ่งสำคัญคือการตระหนักรู้สภาพของตนเองและพักผ่อนอย่างเพียงพอเมื่อถึงขีดจำกัด การฝืนทำงานเกินกำลังอย่างสม่ำเสมอโดยไม่สนใจสัญญาณความเหนื่อยล้า สามารถนำไปสู่ภาวะหมดไฟ (burnout) ซึ่งส่งผลเสียต่อทั้งประสิทธิภาพงานและสุขภาพจิต งานวิจัยระบุว่าการทำงานหนักเกินไปไม่ได้นำมาซึ่งผลงานที่มากขึ้นเสมอไป ตรงข้าม เมื่อคนเรามีความเครียดและอ่อนล้า ประสิทธิภาพการทำงานต่อชั่วโมงจะลดลง แม้จะทุ่มเทเวลาเพิ่มขึ้นก็ตาม ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรใส่ใจสัญญาณเตือนทางร่างกายและอารมณ์ เช่น อ่อนเพลียเรื้อรัง ขาดแรงจูงใจ หรือสมาธิลดลง และหาเวลาพักทั้งระยะสั้น (ระหว่างวัน) และระยะยาว (วันหยุดพักร้อน) เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นฟู ความสามารถในการฟื้นตัวจากความเหน็ดเหนื่อยเป็นทักษะสำคัญอย่างหนึ่งของการทำงานอย่างยั่งยืน

สมดุลระหว่างชีวิตกับงาน (Work-Life Balance): ในโลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีการสื่อสารทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวพร่าเลือนไป การจัดสมดุลชีวิต-งานกลายเป็นความท้าทายที่หลายคนเผชิญ การวางใจและวางแผนอย่างเหมาะสมสามารถช่วยป้องกันไม่ให้งานกลืนกินชีวิตส่วนตัวจนเกินไป เทคนิคเชิงปฏิบัติ เช่น การกำหนด “ขอบเขต” เวลางานชัดเจน (เช่น ไม่ตรวจอีเมลงานหลังเวลางาน) การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ และการให้ความสำคัญกับกิจกรรมส่วนตัว (ออกกำลังกาย งานอดิเรก เวลาครอบครัว) ล้วนช่วยรักษาสมดุลได้ นอกจากนี้ องค์กรที่ส่งเสริมวัฒนธรรมสมดุลชีวิต-งาน (เช่น มีนโยบายชั่วโมงการทำงานยืดหยุ่นหรือการลาหยุดที่เพียงพอ) มักจะมีพนักงานที่มีความสุขและทำงานได้ผลดียิ่งขึ้น งานวิจัยจำนวนมากแสดงว่าการมีสมดุลชีวิต-งานที่ดีช่วยลดความเครียดและความเสี่ยงการเจ็บป่วยของพนักงาน พร้อมทั้งเพิ่มความพึงพอใจและประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร ในทางกลับกัน หากสมดุลนี้เสียไป เช่น ทำงานมากเกินจนไม่มีเวลาพักผ่อนหรือติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนฝูง ย่อมส่งผลเสียทั้งต่อตัวบุคคลและความสัมพันธ์รอบข้าง

ทำงานไปเพื่ออะไร?: คำถามนี้เป็นหัวใจของการวางทัศนคติในการทำงานอย่างมีความหมาย การตระหนักถึง เป้าหมายหรือ “เหตุ” ที่เราทำงาน จะช่วยให้เรามีพลังใจก้าวข้ามความเหนื่อยยากได้ แท้จริงแล้วมนุษย์ไม่ได้ทำงานเพียงเพื่อเงินตราแต่ยังทำเพื่อเติมเต็มความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองดังที่กล่าวไปแล้ว การค้นหา “เหตุผลส่วนตัว” ของการทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่น บางคนทำงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว บางคนทำเพื่อสานฝันหรือพัฒนาศักยภาพของตน บางคนทำเพื่ออุดมการณ์ที่ต้องการรับใช้สังคม ฯลฯ การเชื่อมโยงงานที่ทำอยู่กับคุณค่าที่ตนเองเชื่อถือจะทำให้เรารู้สึกว่างานนั้นมีความหมายและเราทุ่มเทได้อย่างไม่เสียใจ ผลการศึกษาชี้ว่าการรับรู้ความหมายในงานอย่างชัดเจนช่วยให้งาน “น่าอยู่” ขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วย กล่าวคือ เมื่อเราตระหนักถึงความหมายของงานที่ทำ เราจะทำงานได้อย่างมีชีวิตชีวา ไม่ทุกข์ทรมาน และผลงานก็จะดีขึ้นเอง ตรงข้าม หากใครทำงานโดยไม่เห็นคุณค่าเลย มีเพียงแรงจูงใจภายนอกอย่างค่าตอบแทน ภาวะเช่นนั้นอาจนำไปสู่ความเบื่อหน่ายและความรู้สึกชีวิตกลวงเปล่าได้ในระยะยาว

นักปรัชญาและนักคิดหลายท่านเตือนเราว่าอย่าให้งาน “กลืนกิน” ชีวิตจนหมด เราควรเห็นว่างานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตที่ต้องเดินควบคู่ไปกับมิติอื่น ๆ เช่น ครอบครัว สุขภาพ การพัฒนาตนเอง และการพักผ่อนหย่อนใจ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 หลังยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ มีแนวโน้มที่ผู้คนแยกการทำงานออกจากชีวิตด้านจิตวิญญาณของตนเองมากขึ้น มุ่งทุ่มเวลาให้กับงานยาวนานขึ้นเพื่อตอบสนองเศรษฐกิจการบริโภคที่ขยายตัว สภาพเช่นนี้ทำให้ชีวิตขาดความสมดุลและละเลยมิติอื่น ๆ ที่ควรได้รับการเติมเต็ม เช่น เวลากับครอบครัว สุขภาวะส่วนตัว และการแสวงหาความหมายของสิ่งต่าง ๆ สำหรับบางคนแล้ว การทำงานหนักหาเงินทองตลอดวัยหนุ่มสาวจนหัวใจที่เคยกระตือรือร้นเหี่ยวแห้งลง อาจกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมายเมื่อมองย้อนกลับไปในบั้นปลายชีวิต ข้อเตือนใจนี้สะท้อนว่า เราควรวางจิตใจในการทำงานอย่างมีสติ รู้จักพัก และไม่หลงลืมเหตุผลที่เราทำงานตั้งแต่แรก ด้วยวิธีนี้ เราจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่สูญเสียตัวตนและความสุขของชีวิตไป

 

ควรทำงานให้หนักหรือทำงานให้สมดุล? – จุดสมดุลของการทุ่มเทงาน

ขยันขันแข็งทำงานหนัก” มักถูกปลูกฝังเป็นคุณธรรมในหลายวัฒนธรรม คำสอนดั้งเดิมจำนวนมากล้วนสรรเสริญการทำงานหนัก อาทิ สุภาษิตไทย อย่านอนตื่นสาย จะกลายเป็นผีขี้เกียจ” หรือสุภาษิตอังกฤษ “The early bird catches the worm” ซึ่งล้วนส่งเสริมความเชื่อว่าการทุ่มเทเวลาทำงานมากจะนำมาซึ่งความสำเร็จ อย่างไรก็ดี ในโลกยุคใหม่ที่เรามีข้อมูลเชิงประจักษ์มากขึ้น ประเด็นเรื่องการทำงานหนักเกินไปได้ถูกนำมาตรวจสอบใหม่ ผลปรากฏว่าการทำงานล่วงเวลายาวนานเกินมาตรฐาน (เช่น มากกว่า 50-60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) ส่งผลเสียทั้งต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าจะให้คุณ ผู้เชี่ยวชาญพบว่าหลังจากชั่วโมงการทำงานเกินประมาณ 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผลผลิตต่อชั่วโมงจะลดลงอย่างชัดเจน และหลังจาก 55 ชั่วโมงไปแล้ว การทำงานเพิ่มก็ไม่ได้เพิ่มผลงานแต่อย่างใด – คนที่ทำงาน 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์กลับได้ผลงานเท่ากับคนที่ทำ 55 ชั่วโมงเท่านั้น นอกจากนั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) ร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้เปิดเผยผลการศึกษาปี 2021 ว่าการทำงานเกิน 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองที่สูงขึ้นถึง 35% และความเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจขาดเลือดสูงขึ้น 17% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ทำงานมาตรฐาน 35-40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในปีเดียวกันนั้นเอง มีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจที่เกี่ยวข้องกับการทำงานล่วงเวลาเป็นจำนวนรวมกว่า 745,000 รายทั่วโลก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการทำงานหนักเกินขนาดได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของโรคจากการทำงานในปัจจุบัน จากข้อมูลเหล่านี้ จะเห็นว่าการทำงานหนักเกินไปไม่เพียงแต่ไม่ได้รับประกันความสำเร็จเพิ่มขึ้น หากยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ

แล้วเราควรยืนอยู่ตรงไหนระหว่างการทำงานหนักกับการทำงานแบบสมดุล? คำตอบคือ ความพอดี หรือ ทางสายกลาง” ในบริบทของการทำงาน เราควรทำงานอย่างเต็มความสามารถ มีวินัยและรับผิดชอบในหน้าที่ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพขีดจำกัดของตนเองและให้คุณค่ากับการพักผ่อนและชีวิตส่วนตัว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทำงานอย่างฉลาด” ควบคู่ไปกับ พักอย่างฉลาด” การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในเวลาที่เหมาะสมย่อมดีกว่าการทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่ประสิทธิภาพตกต่ำเพราะความอ่อนล้า ผู้บริหารองค์กรสมัยใหม่จำนวนมากเริ่มตระหนักว่า ชั่วโมงทำงานที่ยาวนานมิใช่ตัวชี้วัดคุณภาพของงาน การสนับสนุนให้พนักงานมีเวลาพัก และมีชีวิตส่วนตัวที่ดี จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า ตัวอย่างในบางประเทศพบว่าการลดวันทำงานเหลือสัปดาห์ละ 4 วันหรือกำหนดวันทำงาน 6 ชั่วโมง สามารถรักษาระดับผลผลิตได้เท่าเดิมหรือสูงขึ้น ในขณะที่คุณภาพชีวิตพนักงานดีขึ้นอย่างชัดเจน

แน่นอนว่าจุดสมดุลของการทำงานอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะงานและแต่ละบุคคล ช่วงวัยและความรับผิดชอบชีวิตก็มีผลต่อความหนักเบาที่คนเราทุ่มให้กับงาน แต่โดยหลักการแล้ว การทำงานที่ดีคือการทำงานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องได้ในระยะยาว (sustainable pace) มากกว่าจะเป็นการวิ่งระยะสั้นแล้วหมดแรง เราอาจเปรียบเทียบว่า ชีวิตการทำงานนั้นไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตร แต่คือการวิ่งมาราธอน การแบ่งพลังงานให้เหมาะสม รักษาสมดุล สุขภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างทาง ย่อมนำเราไปถึงเส้นชัยอย่างมีความสุขและภาคภูมิใจกว่าการหักโหมจนบาดเจ็บหรือหมดไฟไปเสียก่อน ดังที่ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกกล่าวเตือนว่า ไม่มีงานใดคุ้มที่จะแลกกับความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหัวใจ” เราจึงควรร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิผลและสุขภาวะของคนทำงาน มากกว่าจะยกย่องเพียงการทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำอย่างไร้ขีดจำกัด

 

มุมมองเรื่องการทำงานในศาสนาต่าง ๆ

ศาสนาหลักของโลกต่างมีมุมมองเกี่ยวกับการทำงานที่น่าสนใจและมีอิทธิพลต่อค่านิยมของผู้คนในสังคมมาแต่อดีต การเข้าใจทัศนะทางศาสนาเหล่านี้ช่วยเพิ่มพูนมิติทางจิตวิญญาณในการมองงาน และชี้ให้เห็นจุดร่วมบางประการเกี่ยวกับคุณค่าของการทำงาน

  • พุทธศาสนา: ในพระพุทธศาสนา การงาน” ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของมรรคมีองค์แปด คือ สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ) ซึ่งหมายถึงการประกอบอาชีพโดยสุจริต ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น (เช่น ห้ามประกอบอาชีพค้าสัตว์ ค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ ค้ายาพิษหรือของมึนเมา ตามที่พระไตรปิฎกกล่าวไว้) หลักสัมมาอาชีวะนี้สะท้อนว่า งานที่ดีในมุมมองของพุทธคือการงานที่ไม่สร้างอกุศลกรรม และเกื้อกูลต่อชีวิตที่มีคุณธรรม ยิ่งไปกว่านั้น พุทธศาสนายังสอนเรื่อง ฉันทะ” หรือความพอใจรักในสิ่งที่ทำ (จัดเป็นหนึ่งในอิทธิบาท 4 อันเป็นธรรมะแห่งความสำเร็จ) กล่าวคือ คนทำงานควรมีใจรักหรือพึงพอใจในงานของตน จึงจะทำงานได้สำเร็จผลและเป็นสุขควบคู่กัน แนวคิดที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งในพุทธศาสนาคือคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม”หากมองให้ลึก ทุกงานไม่ว่าจะระดับใด หากเป็นการงานที่บริสุทธิ์ (สุจริตและไม่เบียดเบียน) ก็ถือเป็นการปฏิบัติธรรมในตัวมันเอง หลักคิดนี้ชี้ว่าการทำงานและการปฏิบัติธรรมสามารถไปด้วยกันได้ ผู้ปฏิบัติงานควรทำงานอย่างมีสติ อยู่กับปัจจุบัน รักษาความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งนอกจากจะเกิดผลดีทางโลก (งานมีประสิทธิภาพ) แล้วยังเกิดผลดีทางธรรม คือการฝึกจิตใจตนเองไปพร้อมกัน ดังคำกล่าวที่ว่า ไม่มีงานใดต่ำถ้าทำด้วยใจที่สูง”
  • ศาสนาคริสต์: คริสต์ศาสนามีมุมมองเรื่องงานที่ผสานอยู่ในหลักคำสอนเรื่อง การทรงเรียก” (vocation) แต่โบราณ ข้อความในพระคัมภีร์ไบเบิลและคำสอนของผู้นำศาสนาเน้นย้ำว่า การทำงานอย่างสัตย์ซื่อเป็นหน้าที่ที่พระเจ้าประสงค์ให้มนุษย์พึงปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น ในพระธรรมปัญญาจารย์มีตอนที่ว่า จงระลึกถึงวันสะบาโตถือเป็นวันบริสุทธิ์ หกวันให้ทำงานทั้งหมดของเจ้า แต่วันที่เจ็ดเป็นวันหยุดถวายแด่พระเจ้า” ซึ่งหมายความว่าการทำงานนั้นเป็นกิจที่คาดหวังให้มนุษย์ทำถึงหกวันจากเจ็ดวัน (คือเป็นส่วนสำคัญของชีวิต) และมีอีกวันสำหรับพักผ่อน ในยุคใหม่ แนวคิดเรื่อง “จารีตพรอตเตสแตนต์” (Protestant work ethic) ที่วิเคราะห์โดยแม็กซ์ เวเบอร์ ได้ฉายภาพว่าความสำเร็จทางเศรษฐกิจของชาติตะวันตกส่วนหนึ่งมาจากจริยธรรมการทำงานแบบโปรเตสแตนต์ที่ปลูกฝังให้ศาสนิกชนขยันหมั่นเพียรและประหยัดมัธยัสถ์ เวเบอร์ชี้ว่าในทัศนะของคริสต์โปรเตสแตนต์ ทุกคนมี “ความเรียก” จากพระเจ้าให้ปฏิบัติงานของตนอย่างดีที่สุด มิใช่แค่พระหรือผู้สอนศาสนาที่มีงานศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แม้แต่งานสามัญของชาวบ้านก็ถือเป็นงานที่มีเกียรติสามารถอุทิศถวายแด่พระเจ้าได้ผ่านความวิริยะอุตสาหะและความซื่อสัตย์สุจริต นอกจากนี้ คริสต์ศาสนายังสอนเรื่องการทำงานเพื่อรับใช้ผู้อื่น เช่น นักบุญเปาโลกล่าวเตือนในพระธรรมเธสะโลนิกาว่า ถ้าใครไม่ยอมทำงาน ก็อย่าให้เขากิน” (สะท้อนว่าทุกคนพึงทำงานไม่อยู่นิ่งกินเปล่า) และ “จงทำทุกสิ่งประหนึ่งทำเพื่อพระผู้เป็นเจ้า” ซึ่งหมายถึงให้เราทำงานด้วยใจรับใช้และซื่อสัตย์สูงสุด ประเพณีคริสต์ยังให้คุณค่ากับความยุติธรรมในงาน (คนงานควรได้ค่าจ้างเป็นธรรม นายจ้างควรเอาใจใส่ลูกน้อง ฯลฯ) และสอนให้ผู้ทำงานไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากโดยฝากความวางใจไว้ในพระเจ้า กล่าวโดยสรุป มุมมองคริสต์ศาสนามองว่างานเป็นทั้งหน้าที่ที่พระเจ้ามอบหมาย และ เป็นช่องทางให้มนุษย์ได้ร่วมมือกับพระเจ้าในการดูแลโลกและเพื่อนมนุษย์ ผ่านการทำงานอย่างสุจริตและเมตตา
  • ศาสนาอิสลาม: อิสลามให้คุณค่ายิ่งกับความขยันหมั่นเพียรและการทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต ถือว่าการทำงานเพื่อตนเองและครอบครัวคือภารกิจที่ผู้ศรัทธาต้องปฏิบัติ โดยทัศนะของอิสลามมองว่าการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการนมัสการพระเจ้า (Ibadah) หากทำด้วยเจตนาที่ดี มีหลักธรรมคำสอนมากมายที่ส่งเสริมเรื่องนี้ เช่น มีฮะดิษบทหนึ่งกล่าวว่า ไม่มีผู้ใดกินอาหารใดได้ดีไปกว่าการกินจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง” แสดงว่าการลงแรงทำงานหาเลี้ยงชีพนั้นประเสริฐกว่าอยู่ว่างหรือขอทาน ในทางจริยธรรมของอิสลาม ผู้ทำงานควรตั้งใจทำงานให้ดี มีความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ ดังที่ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักเมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านทำสิ่งใดก็จงทำสิ่งนั้นให้ดี (ittqan)” นอกจากนั้นยังมีคำสอนว่า ผู้ศรัทธาควรตายลงโดยที่มีเหงื่อท่วมหน้าผาก” (บ่งบอกว่าควรทำงานหนักจนวาระสุดท้าย) ซึ่งตีความได้ว่า ความพากเพียรพยายามในการทำงานเป็นคุณลักษณะที่อัลลอฮ์ทรงสรรเสริญ และด้วยเหตุนี้เอง การทำงานด้วยความสุจริตและขยันหมั่นเพียรจึงถือเป็นการอิบาดะห์รูปแบบหนึ่ง (การงานที่กระทำเพื่อพระเจ้า) หลักคำสอนอิสลามยังรวมถึงความยุติธรรมในงาน (ไม่เอารัดเอาเปรียบลูกจ้าง, ลูกจ้างต้องซื่อสัตย์ต่อนายจ้าง) และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในที่ทำงาน ถือเป็นส่วนหนึ่งของจริยธรรมในการงาน ตัวอย่างฮะดิษหนึ่งระบุว่า พนักงานของท่านคือพี่น้องของท่าน” แนะให้ผู้จ้างงานปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเคารพและเมตตา (เช่น ไม่มอบงานที่เกินกำลังและควรช่วยเหลือเมื่อทำได้) สรุปได้ว่าอิสลามมองการทำงานเป็นทั้งหน้าที่ทางศาสนาและสังคม ผู้ทำงานหนักอย่างสุจริตถือว่ากระทำสิ่งที่มีเกียรติและจะได้รับพรจากพระผู้เป็นเจ้า

(นอกจากนี้ ศาสนาอื่น ๆ ก็มีมุมมองเรื่องการทำงานที่น่าสนใจเช่นกัน อาทิ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีแนวคิดเรื่อง “กรรมโยคะ” ที่สอนให้ปฏิบัติหน้าที่การงานโดยไม่ยึดติดในผล เป็นการบูชาพระเป็นเจ้าอย่างหนึ่ง และศาสนาซิกข์ส่งเสริมหลัก “กิรัต กะโร” ซึ่งหมายถึงการทำงานสุจริตและขยันหมั่นเพียรเพื่อแบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่น)

จะเห็นว่าศาสนาต่าง ๆ แม้มีรายละเอียดคำสอนแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมหลายประการ ได้แก่ การส่งเสริมความขยันและความซื่อสัตย์ในการทำงาน, การมองว่างานที่สุจริตเป็นกิจกรรมที่ทรงคุณค่าทั้งทางโลกและทางธรรม, และ การเน้นความรับผิดชอบต่อผู้อื่น (ทั้งครอบครัวและสังคม) ผ่านการทำงานของตน สำหรับผู้แสวงหาความหมายในชีวิต ทัศนะทางศาสนาเหล่านี้ช่วยชี้แนะว่า การทำงานเมื่อประกอบด้วยคุณธรรม จะไม่ใช่ภาระแห่งโลกียะที่แยกส่วนจากชีวิตจิตวิญญาณ หากแต่สามารถเป็นหนทางสู่การบรรลุความดีงามและความหมายแห่งชีวิตได้พร้อมกัน

 

มุมมองของปรัชญา (ตะวันตก–ตะวันออก), มนุษยวิทยา และสังคมวิทยา

แนวคิดเรื่องการทำงานไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในมิติศาสนาและจิตวิทยาเท่านั้น แต่นักปรัชญา นักมานุษยวิทยา และนักสังคมวิทยาต่างก็ให้ความสนใจและมีข้อเสนอเกี่ยวกับบทบาทและความหมายของงานในชีวิตมนุษย์ ดังนี้:

  • ปรัชญาตะวันตก: ในปรัชญาตะวันตกยุคโบราณ นักคิดอย่างอะริสโตเติลให้คุณค่ากับ การใช้ชีวิตอย่างใคร่ครวญ” (การแสวงหาปัญญา) มากกว่างานกรรมกรที่ต้องออกแรง ซึ่งสะท้อนมุมมองของสังคมกรีกโบราณที่มองงานใช้แรงงานเป็นภาระต่ำต้อยสำหรับทาสหรือชนชั้นล่าง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความคิดเรื่องงานก็พัฒนาไปมาก นักปรัชญายุคใหม่เช่น จอห์น ล็อก และเอมมานูเอล คันท์ เห็นพ้องกันว่าการใช้แรงงานและการประกอบอาชีพอย่างสุจริตเป็นพื้นฐานของคุณธรรมและสิทธิในทรัพย์สิน อย่างไรก็ดี แนวคิดที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งมาจาก คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ซึ่งมีมุมมองสองด้านเกี่ยวกับงาน: ด้านหนึ่งมาร์กซ์เชื่อว่า งานในอุดมคติคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์”งานเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้สร้างสรรค์ แสดงศักยภาพ และมีความภูมิใจในผลผลิตของตน (เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “species-being” หรือ สภาวะความเป็นมนุษย์โดยแท้”) แต่ในอีกด้านหนึ่ง มาร์กซ์วิจารณ์ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่ทำให้แรงงานถูกแยกจากงานของตนเองหรือเกิดภาวะห่างเหิน (alienation) เพราะคนงานกลายเป็นเพียงฟันเฟืองในระบบการผลิตที่ถูกบังคับให้ทำงานจำเจ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ และไม่ได้ครอบครองผลผลิตของตน มาร์กซ์กล่าวไว้อย่างเจ็บแสบว่าในระบบเช่นนั้น งานไม่ได้ทำให้ชีวิตคนงานสมบูรณ์ขึ้น แต่กลับทำลายคนงานเสียเอง” กล่าวคือ แรงงานยิ่งทำงานสร้างความมั่งคั่งให้นายทุน ตัวคนงานเองกลับยิ่งยากจนลงทั้งทางเศรษฐกิจและจิตวิญญาณ แนวคิดของมาร์กซ์จุดประกายให้เกิดคำถามทางปรัชญาและสังคมว่าเราจะทำให้งานกลับมาเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์และมีความหมายสำหรับมนุษย์ทุกคนได้อย่างไร ไม่ใช่มีความหมายเฉพาะสำหรับเจ้าของทุนหรือนายจ้างเท่านั้น นอกจากมาร์กซ์แล้ว นักปรัชญาในศตวรรษที่ 20 เช่น ซอเรน เคียร์เคการ์ด และฟรีดริช นีทเช่ ก็พูดถึงงานในแง่การแสวงหาตัวตนและคุณค่าในตนเอง เคียร์เคการ์ดชี้ว่ามนุษย์สามารถค้นพบ ความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง” ผ่านการเลือกเส้นทางชีวิต (ซึ่งรวมถึงอาชีพการงาน) ที่สอดคล้องกับความศรัทธาของตน ในขณะที่นีทเช่เสนอแนวคิด มนุษย์เหนือมนุษย์” (Übermensch) ซึ่งบางส่วนตีความได้ว่าคนเราควรสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตตนเองผ่านผลงานหรือการสร้างสิ่งใหม่ (เพราะพระเจ้าได้ตายจากโลกทัศน์ไปแล้ว) สำหรับนักปรัชญาอัตถิภาวนิยมอย่างอัลแบร์ กามูส์ ได้หยิบยกตำนานกรีกเรื่องไซซีฟัส (Sisyphus) ผู้ถูกลงโทษให้กลิ้งก้อนหินขึ้นภูเขาซ้ำไปมาไม่มีที่สิ้นสุดมาเปรียบกับชีวิตการทำงานของมนุษย์ยุคใหม่ – กามูส์กลับบอกว่า เราต้องจินตนาการว่าไซซีฟัสมีความสุข” นั่นคือ แม้งานอาจดูไร้ความหมายหรือซ้ำซาก แต่มนุษย์สามารถเลือกที่จะก่อร่างสร้างความหมายและความสุขขึ้นมาได้ด้วยทัศนคติที่ตนมีต่องานนั้น มุมมองแบบอัตถิภาวนิยมนี้สะท้อนแนวคิดว่าสุดท้ายแล้วความหมายของงาน (หรือชีวิต) ขึ้นอยู่กับการตีความและการเลือกของตัวเราเองเป็นสำคัญ
  • ปรัชญาตะวันออก: ฝ่ายปรัชญาตะวันออกก็มีข้อคิดเรื่องงานที่หลากหลายไม่แพ้กัน ในลัทธิขงจื๊อของจีน งาน” ถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่ต่อสังคมและครอบครัว ขงจื๊อสอนเรื่อง ความขยันและความจงรักภักดี” (勤勉ขยันหมั่นเพียร, จงรักภักดี) ซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานของพลเมืองที่ดี ขงจื๊อเชื่อว่าหากทุกคนตั้งใจทำงานตามฐานะบทบาทของตนอย่างดีที่สุด (แนวคิดเรื่อง เจี้ย” หรือลำดับชั้นหน้าที่) สังคมก็จะสงบเรียบร้อยและกลมเกลียว นอกจากนี้ยังมีคำกล่าวที่นิยมอ้างถึง (แม้ไม่ยืนยันว่าขงจื๊อกล่าวไว้จริงหรือไม่) คือ เลือกงานที่เรารัก แล้วเราจะไม่ต้องทำงานเลยตลอดชีวิต” ซึ่งสะท้อนปรัชญาที่ให้ค่ากับการค้นหางานที่สอดคล้องกับตัวตนและความสุขของเรา จึงจะไม่รู้สึกว่าการทำงานเป็นเรื่องหนักหนา ในขณะที่ลัทธิเต๋าของเหล่าจื๊อ มองโลกในเชิงธรรมชาติและความสมดุล หลัก อู๋เว่ย” (無為) หรือการไม่ฝืนธรรมชาติสามารถประยุกต์กับการทำงานได้เช่นกัน กล่าวคือ การทำงานอย่างเป็นธรรมชาติไม่ฝืนใจ จะทำให้เกิดความราบรื่นไร้การต่อต้าน เช่น น้ำไหลไปตามรูปร่างภาชนะโดยไม่ฝืนทิศทางแต่สามารถแทรกซึมไปได้ทุกที่ ในบริบทการทำงาน หลักเต๋าสอนให้คนทำงานรู้จักผ่อนปรน ยืดหยุ่น และอย่ายึดติดแข่งขันเอาชนะคะคานเกินไป แต่ให้ทำงานสอดประสานกับผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมอย่างกลมกลืน หลักนี้สอดคล้องกับวิธีคิดแบบเอเชียที่ให้ความสำคัญกับความสามัคคีและการประนีประนอมในที่ทำงาน
  • มุมมองทางมนุษยวิทยา: นักมานุษยวิทยาศึกษาการทำงานในบริบทของวัฒนธรรมต่าง ๆ พบว่า งาน” ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันทุกสังคม ในสังคมล่าสัตว์-เก็บของป่า (hunter-gatherers) ดั้งเดิม แนวคิดเรื่องชั่วโมงทำงานหรือการ “เป็นลูกจ้าง” แทบไม่มีอยู่ ผู้คนในสังคมเหล่านั้นทำกิจกรรมยังชีพเท่าที่จำเป็น แล้วใช้เวลาที่เหลือไปกับการพักผ่อนหรือกิจกรรมทางสังคม ผลการศึกษาคลาสสิกโดยนักมานุษยวิทยา มาร์แชล ซาห์ลินส์ (Marshall Sahlins) พบว่าชาวเผ่า Ju/’hoansi ในทะเลทรายคาลาฮารีใช้เวลาหาอาหารเฉลี่ยเพียงประมาณ 12–19 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าชั่วโมงทำงานของพนักงานออฟฟิศในสังคมอุตสาหกรรมเสียอีก ซาห์ลินส์จึงขนานนามสังคมนักล่าสัตว์-เก็บของป่าว่าเป็น สังคมมั่งคั่งดั้งเดิม” (original affluent society) เพราะแม้คนเหล่านี้จะไม่มีความมั่งคั่งทางวัตถุมาก แต่พวกเขาก็ มั่งคั่ง” ในแง่มีเวลาและการพักผ่อนเหลือเฟือ ไม่ต้องทำงานตรากตรำเกินความจำเป็น การค้นพบนี้ท้าทายแนวคิดแบบตะวันตกที่เชื่อว่ามนุษย์ต้องดิ้นรนทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อเอาชีวิตรอด จริง ๆ แล้ว วัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดว่าเรารู้สึกอย่างไรกับงานและทำงานมากน้อยแค่ไหนในบางวัฒนธรรม การทำงานมากถือเป็นเรื่องดี (เช่น ค่านิยมแบบทุนนิยมที่ยกย่องคนบ้างาน) แต่ในบางวัฒนธรรม การทำงานแค่พอเพียงก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว (เช่น สังคมชนพื้นเมืองหลายแห่ง) นักมานุษยวิทยาสมัยใหม่ เช่น เดวิด เกรเบอร์ (David Graeber) ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับ งานไร้สาระ” (bullshit jobs) ในระบบทุนนิยมยุคหลังสมัยใหม่ ซึ่งหมายถึงงานจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้สร้างคุณูปการแท้จริงต่อสังคม คนทำงานเองยังรู้สึกว่างานของตนไม่มีความหมาย แต่ก็จำต้องทำไปเพื่อเงินเดือน ผลงานเขาชี้ว่าการมีอยู่ของงานลักษณะนี้สะท้อนความย้อนแย้งของเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผู้คนกลับไม่ได้มีเวลาว่างมากขึ้นตามคำทำนายของ John M. Keynes (ที่เคยคาดว่าในศตวรรษที่ 21 มนุษย์จะทำงานเพียงวันละไม่กี่ชั่วโมง) ซ้ำร้ายบางส่วนยังจมอยู่กับงานที่ทำไปวัน ๆ เพื่อรักษาระบบเท่านั้น
  • มุมมองทางสังคมวิทยา: นักสังคมวิทยาสนใจบทบาทของงานในฐานะที่กำหนดโครงสร้างและคุณค่าของสังคม อีมีล เดอร์ไคม์ (Émile Durkheim) หนึ่งในผู้ก่อตั้งสังคมวิทยา ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง การแบ่งงานกันทำ” (division of labor) กับ ความเป็นปึกแผ่นของสังคม” เดอร์ไคม์เสนอว่าการแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญในสังคมอุตสาหกรรมทำให้คนแต่ละคนพึ่งพาอาศัยกันมากขึ้น เกิดเป็นความเป็นปึกแผ่นแบบอินทรีย์ (organic solidarity) ต่างจากสังคมดั้งเดิมที่ทุกคนทำสิ่งคล้ายกันและมีความเป็นปึกแผ่นแบบกลไก (mechanical solidarity) นั่นคือ งานคือปัจจัยยึดเหนี่ยวสังคมสมัยใหม่เข้าด้วยกันผ่านความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการพึ่งพา ในอีกด้านหนึ่ง Max Weber ได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างค่านิยมทางศาสนากับทัศนคติการทำงาน (ดังที่กล่าวแล้วในส่วนจารีตโปรเตสแตนต์) ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อทางศาสนาสามารถส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อจริยธรรมการทำงานและพัฒนาการทางเศรษฐกิจของสังคมได้ นอกจากนี้ สังคมวิทยายุคใหม่ยังศึกษาปัญหาเกี่ยวกับงานมากมาย เช่น ความแปลกแยกในงาน (ซึ่งแนวคิดมาจากมาร์กซ์) ที่คนงานในบริษัทยักษ์ใหญ่รู้สึกโดดเดี่ยวและไร้ความหมาย, งานนอกระบบ และ เศรษฐกิจแบบกิ๊ก ที่ความมั่นคงของงานลดลง, ความไม่เท่าเทียมกันของรายได้จากงาน และ บรรทัดฐานทางเพศในงาน เป็นต้น ประเด็นที่สังคมวิทยาพบซ้ำ ๆ คือ งานมีอิทธิพลต่อสถานภาพทางสังคม อัตลักษณ์ และสุขภาวะของมนุษย์อย่างใหญ่หลวง คนที่ตกงานนอกจากจะขาดรายได้แล้วยังเผชิญความเครียด ความรู้สึกไร้ค่า และถูกกีดกันออกจากเครือข่ายสังคม งานวิจัยชี้ว่าอัตราการฆ่าตัวตายและปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้ว่างงานในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน ความพึงพอใจหรือความผูกพันในงาน (job satisfaction / engagement) เป็นตัวทำนายที่สำคัญของสุขภาวะและคุณภาพชีวิตโดยรวม – Gallup เคยสำรวจพนักงานทั่วโลกและพบว่ามีเพียงประมาณ 13% เท่านั้นที่ รู้สึกผูกพันกับงาน” อย่างแท้จริง ในขณะที่ 63% ไม่ได้ผูกพัน” และอีกประมาณ 24% เกลียดงานตัวเองอย่างแข็งขัน” ตัวเลขนี้ชวนให้ขบคิดว่าสังคมเราจะปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของงานหรือปรับทัศนคติของคนทำงานอย่างไร ให้คนส่วนใหญ่สามารถหาความสุขและความหมายจากงานได้มากกว่าที่เป็นอยู่

โดยสรุป มุมมองจากศาสตร์ต่าง ๆ ข้างต้นช่วยเติมภาพการทำงานในฐานะปรากฏการณ์มนุษย์ที่ซับซ้อน ปรัชญา ช่วยตั้งคำถามเชิงคุณค่าพื้นฐานว่า “งาน” มีความหมายเชิงอุดมคติอย่างไรสำหรับการเป็นมนุษย์และชีวิตที่ดี ขณะเดียวกันก็เตือนเราถึงด้านมืดที่งานอาจมีภายใต้ระบบสังคมที่บิดเบี้ยว มานุษยวิทยา แสดงให้เห็นว่าประสบการณ์การทำงานถูกกำหนดโดยวัฒนธรรมและวิวัฒนาการของสังคม มนุษย์เราไม่ได้มีชะตากรรมต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำโดยธรรมชาติ หากแต่เป็นทางเลือกของระบบเศรษฐกิจและค่านิยมทางสังคมที่กำหนดเช่นนั้น ส่วน สังคมวิทยา เน้นย้ำว่างานคือรากฐานของโครงสร้างสังคมและอัตลักษณ์ส่วนบุคคล การเข้าใจพลวัตของงานในสังคมช่วยให้เราตระหนักถึงปัญหาและทางออกในระดับนโยบาย (เช่น การสร้างหลักประกันสังคมสำหรับผู้ตกงาน หรือการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในการทำงาน) รวมถึงการปรับตัวในระดับปัจเจก (เช่น การให้คุณค่ากับงานบ้านและงานดูแลที่มองไม่เห็นค่าในระบบเศรษฐกิจ เป็นต้น)

 

ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานกับความหมายชีวิต: งานคือเครื่องมือหรือเป้าหมาย?

หลังจากพิจารณามุมมองต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำงานแล้ว คำถามสุดท้ายที่ควรใคร่ครวญคือ งานสัมพันธ์อย่างไรกับความหมายของชีวิต?” หลายคนสงสัยว่าเราควรมองงานเป็น เครื่องมือ” (means) เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งอื่นในชีวิต หรือมองงานเป็น เป้าหมาย” (end in itself) ส่วนหนึ่งของความหมายชีวิตเสียเอง คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัว แต่การสำรวจแนวคิดและประสบการณ์ที่หลากหลายจะช่วยให้เราหาสมดุลของตัวเราเองได้

งานในฐานะเครื่องมือ: มุมมองนี้เห็นว่างานเป็น องค์ประกอบภายนอก” ของชีวิต ความหมายของงานอยู่ที่การช่วยสนับสนุนชีวิตด้านอื่น เช่น การทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและทำสิ่งที่รักยามว่าง คนจำนวนมากเลือกมองงานเป็นเพียงวิธีการยังชีพและบรรลุเป้าหมายอื่นของชีวิต (เช่น งานอดิเรก การเดินทางท่องเที่ยว การทำบุญ หรือการศึกษาหาความรู้) แนวคิดนี้มีข้อดีคือทำให้เราไม่ยึดติดกับงานจนเกินไป เห็นว่าการทำงานหนักก็เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ งานจึงไม่ได้ครอบงำอัตลักษณ์หรือคุณค่าของเราทั้งหมด หากวันหนึ่งเราต้องเปลี่ยนงานหรือตกงาน เราก็ยังมีแก่นชีวิตอยู่ที่ครอบครัวหรือความสนใจอื่นที่ให้ความหมายเราได้ อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือ หากเรามองว่างานไม่มีความหมายในตัวเองเลย เราอาจตกอยู่ในสภาวะที่รู้สึกเบื่อหน่ายหรือห่างเหินกับงานง่าย เพราะคิดเสียแต่ว่าทำไปเพื่อเงินเท่านั้น ทัศนคติแบบนี้หากรุนแรงมากอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและประสิทธิภาพงาน ดังที่มีคำกล่าวว่า คนที่ทำงานเพียงเพื่อรอวันหยุด” มักไม่มีความสุขนักในชีวิตประจำวัน เพราะวันทำงานมีมากกว่าวันหยุดมากนัก

งานในฐานะเป้าหมาย: มุมมองนี้เห็นว่างาน (โดยเฉพาะงานที่เรารักหรือเชื่อมั่น) เป็นส่วนหนึ่งของ จุดหมายชีวิต” ของเราโดยตรง ผู้ที่ยึดแนวคิดนี้มักเรียกงานของตนว่า คอลลิง” (calling) หรือ งานแห่งชีวิต” (life’s work) หมายถึงงานที่หลอมรวมเข้ากับตัวตนและความหมายชีวิตของเขา คนกลุ่มนี้จะทุ่มเทให้งานเกินกว่าที่จำเป็น เพราะได้แรงขับจากความหลงใหลหรืออุดมคติภายใน งานมิใช่ภาระหน้าที่ หากแต่เป็นสิ่งที่ ขาดไม่ได้” ในการทำให้ชีวิตมีคุณค่า ตัวอย่างเช่น แพทย์อุทิศตนที่มองการรักษาคนไข้เป็นเป้าหมายชีวิตที่สูงส่ง, ศิลปินที่อาศัยงานศิลป์เป็นหนทางแสดงออกซึ่งความจริงความงามที่ตนยึดมั่น, นักกิจกรรมสังคมที่ถือการทำงานช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเป็นความหมายของชีวิต เป็นต้น สำหรับคนเหล่านี้ เส้นแบ่งระหว่าง “งาน” กับ “ชีวิต” จะพร่าเลือนไป เพราะงานคืองานชีวิตของพวกเขาเลยทีเดียว การมองงานเป็นเป้าหมายให้ความพึงพอใจและความหมายแก่ชีวิตอย่างมากตราบเท่าที่งานนั้นดำเนินไปได้ด้วยดี แต่มุมมองนี้ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน กล่าวคือ หากบุคคลผูกตัวตนและคุณค่าชีวิตทั้งหมดไว้กับงานเพียงอย่างเดียว เมื่อถึงเวลาที่งานนั้นสิ้นสุดลง (เช่น เกษียณอายุ หรือเกิดอุบัติเหตุไม่สามารถทำงานต่อ) บุคคลอาจรู้สึกสูญเสียความหมายชีวิตอย่างรุนแรง การไม่เหลือ “แหล่งความหมาย” อื่นรองรับอาจนำไปสู่วิกฤตอัตลักษณ์และความทุกข์ได้ ดังนั้น แม้แต่นักคิดผู้สนับสนุนการหาความหมายจากงานก็เตือนให้ระวังการยึดติดมากเกินไป

สมดุลระหว่างเครื่องมือกับเป้าหมาย: สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว แนวทางที่เป็นไปได้คงอยู่ที่จุดสมดุลระหว่างสองสุดขั้วข้างต้น กล่าวคือ มองงานเป็นทั้งเครื่องมือและเป็นทั้งส่วนหนึ่งของความหมายชีวิตในระดับที่เหมาะสม เราสามารถยอมรับว่าเราทำงานส่วนหนึ่งเพื่อปัจจัยยังชีพ แต่นั่นไม่จำเป็นต้องลดทอนคุณค่าภายในของงานลง เราสามารถหาแง่มุมที่งานของเราสร้างสรรค์คุณค่าให้ผู้อื่นหรือสังคม แล้วใช้สิ่งนั้นเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจควบคู่ไปกับรับผลตอบแทนมายังชีพ แนวคิด “การทำงานเพื่อชีวิต และใช้ชีวิตเพื่อการทำงาน” อย่างสมดุลอาจฟังดูย้อนแย้ง แต่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อเราจัดลำดับความสำคัญได้ดีและมีวินัยในตนเอง

นักจิตวิทยาอย่างวิคเตอร์ แฟรงเคิล (Viktor Frankl) ผู้เขียน “Man’s Search for Meaning” กล่าวว่า มนุษย์ค้นหาความหมายชีวิตได้สามทาง ได้แก่ (1) การสร้างงานหรือสร้างผลงาน (2) การได้ประสบกับสิ่งดีงามหรือพบรักกับใครสักคน (3) การมีทัศนคติที่ดียามเผชิญความทุกข์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จะเห็นว่า “การสร้างงาน” ถูกจัดเป็นวิถีหนึ่งในการค้นพบความหมายชีวิตโดยตรง งานจึงเป็นส่วนสำคัญของชีวิตที่มีความหมายสำหรับมนุษย์ แฟรงเคิลย้ำว่ามนุษย์ไม่ได้ถามหาความหมายจากชีวิตเฉย ๆ หากแต่ *“ชีวิตต่างหากที่คอยตั้งคำถามกับมนุษย์อยู่ทุกวันว่า *อะไรคือความหมายที่เจ้าจะสร้างให้ชีวิตของเจ้า?**” เราจึงควรตอบคำถามนั้นผ่านการกระทำและการทำงานของเราเอง – ทำงานในสิ่งที่เราเชื่อว่าคุ้มค่าที่จะทุ่มเทและคุ้มค่าที่จะทุกข์ยากเพื่อมัน

ท้ายที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างงานกับความหมายชีวิตของแต่ละคนอาจแตกต่างหลากหลาย สำหรับบางคน งานเป็นเพียงปัจจัยให้ได้มาซึ่งความสุขในด้านอื่น แต่สำหรับบางคน งานคือความสุขและความหมายในตัวของมันเอง ทางสายกลางอาจอยู่ที่การเลือกงานที่สอดคล้องกับคุณค่าชีวิตของเรา เพื่อที่ว่าเมื่อเราทำงานไป เราก็ได้สานต่อความหมายชีวิตไปด้วยในเวลาเดียวกัน และขณะเดียวกันก็ไม่ลืมเติมเต็มมิติอื่น ๆ ของชีวิตควบคู่กันไป นักคิดร่วมสมัยเสนอแนวคิดเรื่อง งาน-อาชีพ-ความหมาย” ที่คนเราสามารถมองงานในสามระดับ: มองเป็นงานที่ทำเพื่อเงิน (job), เป็นอาชีพที่ก้าวหน้า (career), หรือเป็นความหมายชีวิต (calling) ซึ่งไม่มีคำตอบสำเร็จรูปว่าการมองแบบใดดีกว่า เพราะขึ้นอยู่กับบริบทชีวิตของแต่ละคน อย่างไรก็ดี การวิจัยพบว่าคนที่มองงานของตนเป็น “calling” จะมีความพึงพอใจและแรงจูงใจสูงกว่า เพราะรู้สึกว่างานผสานอยู่กับตัวตนและคุณค่าชีวิตของเขา ดังนั้น จึงอาจเป็นแนวทางที่ดีหากเราสามารถค้นหาแง่มุมที่สร้างความภาคภูมิใจหรือคุณค่าเชิงจิตใจในงานของเราเอง ให้กลายเป็น “งานแห่งชีวิต” ของเราในแบบของเรา ไม่ว่างานนั้นจะดูเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม ดังที่มหาตมา คานธี เคยกล่าวไว้ว่า เกียรติยศของการงานไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ หากแต่อยู่ที่ความดีงามที่เราทำในงานนั้น”

 

บทสรุป

การทำงาน” เป็นทั้งพันธกิจและสิทธิพึงมีของมนุษย์ที่ผูกโยงกับหลายมิติของชีวิต บทความนี้ได้สำรวจตั้งแต่เหตุปัจจัยพื้นฐานที่มนุษย์ต้องทำงาน (เพื่อยังชีพ เพื่อสังคม และเพื่อจิตวิญญาณ) คุณลักษณะของงานที่ดีต่อชีวิต (ทั้งในด้านตอบสนองปัจจัยยังชีพและตอบสนองจิตใจ) ตลอดจนการวางทัศนคติและหาจุดสมดุลในการทำงานเพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าและภาวะไร้ความหมาย นอกจากนี้ เรายังพิจารณามุมมองจากศาสนา ปรัชญา มนุษยวิทยา และสังคมวิทยา ซึ่งล้วนชี้ให้เห็นคุณค่าของงานในฐานะกลไกที่ขับเคลื่อนทั้งปัจเจกบุคคลและสังคม ในขณะเดียวกันก็เตือนเราถึงอันตรายของการทำงานที่ปราศจากความสมดุลหรือตกอยู่ใต้โครงสร้างที่กดทับ

แก่นสารที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ คือ งานควรเป็นผู้รับใช้ชีวิต มิใช่ให้งานมาครอบงำเป็นนายเหนือชีวิต เราสามารถเลือกและกำหนดความหมายให้แก่งานของเราเองได้ การทำงานหนักและการทำงานอย่างสมดุลไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน หากเราทำงานอย่างเต็มที่เมื่อถึงเวลาทำ และรู้จักหยุดพักเมื่อถึงเวลาพัก เราสามารถหาความสุขและความภูมิใจจากงานได้ พร้อม ๆ กับที่ชีวิตส่วนตัวก็ไม่ถูกละเลย ยิ่งไปกว่านั้น การค้นหาความหมายในงานที่ทำ – ไม่ว่างานนั้นจะใหญ่หรือเล็ก – จะช่วยยกระดับให้การทำงานในแต่ละวันไม่น่าเบื่อหน่าย แต่กลายเป็นการต่อจิ๊กซอว์ความหมายชีวิตของเราทีละเล็กละน้อย

ในยุคที่ผู้คนมากมายตั้งคำถามถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนทำ ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลงเร็วและความกดดันรอบด้าน การใคร่ครวญเรื่องบทบาทของงานในชีวิตจึงยิ่งทวีความสำคัญ ผลการวิเคราะห์นี้ชี้ว่ามนุษย์ไม่อาจละทิ้งการทำงานได้ แต่เราสามารถปรับมุมมองและเงื่อนไขของงานให้เกื้อกูลต่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ของเรามากที่สุด งานที่ดีและสมดุลไม่เพียงก่อให้เกิดประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ หากยังส่งเสริมสุขภาวะและคุณค่าชีวิตของผู้ทำงานเอง ตรงกันข้าม งานที่ขาดความหมายหรือสมดุลอาจบั่นทอนทั้งชีวิตส่วนตัวและสังคมโดยรวม เราจึงควรใส่ใจสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มนุษย์เป็นใหญ่กว่าผลกำไร (people over profit) มีเมตตาธรรมและคุณธรรมกำกับ แล้วความหมายและความสุขในการทำงานจะตามมาเอง

กล่าวอย่างเรียบง่าย ชีวิตที่มีความหมายไม่ได้อยู่ที่ว่าเราทำงานอะไรที่ไหน หากแต่อยู่ที่ว่า เรามีท่าทีอย่างไรต่อสิ่งที่เราทำ การทำงานจึงเปรียบเสมือนทั้งกระจกเงาสะท้อนความเป็นตัวเราขณะเดียวกันก็เป็นผืนดินสำหรับเพาะปลูกความเติบโตของเราด้วย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไร เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว ผู้แสวงหาความหมายในชีวิตย่อมสามารถมองการทำงานด้วยดวงตาที่ต่างออกไป – ดวงตาที่เห็นงานเป็นทั้งครูผู้สอนบทเรียนชีวิต เป็นทั้งเวทีให้แสดงศักยภาพเพื่อผู้อื่น และท้ายที่สุด เป็นเครื่องมือให้เราได้สร้างความหมายและคุณค่าให้กับชีวิตของตนเองอย่างแท้จริง

 

อ้างอิง

  • Barber, N. Is money the main reason we go to work? – (2020)
  • Bertazzi, P.A. Work as a basic human need and health promoting factor. Med Lav. 2010;101 Suppl 2:28-43
  • Frankl, V. Man’s Search for Meaning. (1946) – Logotherapy concept
  • Schwartz, B. Why We Work. (2015) – Excerpt via Quartz
  • Thoreau, H.D. Walden. (1854) – cited in
  • “The real business of life: Thoreau on work & life’s real business” – Oshan Jarow
  • Weber, M. The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism. (1905)
  • World Health Organization & International Labour Organization. Joint Report on Long Working Hours. (2021)
  • อ้างอิงภาษาไทย: วิชิตา คะแนนสิน. หากโลกนี้ไม่มีเงินตรา แท้จริงแล้วมนุษย์ทำงานเพื่ออะไร?” (becommon.co, 2020)
  • พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ). การทำงานคือการปฏิบัติธรรม. ธรรมบรรยาย พ.ศ. 2529
  • Understand Al-Quran Academy. “3 Aspects of the Islamic Work Ethic.” (2025)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น