เพศสัมพันธ์และการถือพรหมจรรย์
บทนำ
เพศสัมพันธ์และการถือพรหมจรรย์เป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนทั้งทางชีววิทยา
สังคม วัฒนธรรม และศาสนา
การทำความเข้าใจเรื่องนี้จำเป็นต้องพิจารณาความหมายดั้งเดิม
ตลอดจนบทบาทและทัศนคติที่สังคมและระบบความเชื่อต่าง ๆ
มีต่อพฤติกรรมทางเพศและพรหมจรรย์ บทความนี้มุ่งอภิปรายความหมายและที่มาของแนวคิดเรื่องเพศสัมพันธ์และพรหมจรรย์
จากนั้นจะสำรวจทัศนคติของศาสนาหลัก ๆ ต่อเรื่องดังกล่าว
รวมถึงมุมมองของลัทธิและปรัชญาสำคัญ การวิเคราะห์ในมิติทางสังคมศาสตร์ มนุษยวิทยา
และประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ตลอดจนมุมมองทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลกระทบทางกาย–ใจของการมีหรือไม่มีเพศสัมพันธ์
สุดท้ายจะพิจารณาประเด็นร่วมสมัยที่เกี่ยวข้อง เช่น การท้าทายค่านิยมดั้งเดิม
ความหลากหลายทางเพศ และสิทธิในการเลือกของแต่ละบุคคล
ความหมายและที่มาของแนวคิดเพศสัมพันธ์และพรหมจรรย์
เพศสัมพันธ์ (sexual intercourse)
โดยทั่วไปหมายถึงการประกอบกิจกรรมทางเพศระหว่างบุคคล
ซึ่งมักหมายถึงการสอดใส่อวัยวะเพศชายเข้าช่องคลอดของเพศหญิง แต่ในความเป็นจริง
“การมีเพศสัมพันธ์”
สามารถครอบคลุมกิจกรรมทางเพศหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม
ทั้งนี้ในสังคมตะวันตกดั้งเดิม คำว่า “มีเพศสัมพันธ์”
มักจำกัดความที่การร่วมเพศแบบสอดใส่
ขณะที่บางกลุ่มถือว่าการร่วมรักทางปากหรือทางทวารหนักไม่ถือเป็นการเสียพรหมจรรย์
เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “technical virginity” หรือการรักษาพรหมจรรย์ทางเทคนิค
อย่างไรก็ดี แนวคิดเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ได้วิวัฒน์และขยายความหมายตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและความหลากหลายทางเพศในยุคปัจจุบัน
พรหมจรรย์ (virginity) หมายถึงสภาวะที่บุคคลไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน
คำนี้มีที่มาจากรากศัพท์ภาษาละติน virgo ที่แปลว่า หญิงสาว
หรือ หญิงพรหมจรรย์ ซึ่งในบริบทเดิมสื่อถึงหญิงที่ยังไม่สมรสและดำรงความบริสุทธิ์ทางเพศ
ในสมัยโบราณ แนวคิดเรื่องพรหมจรรย์ไม่ได้สัมพันธ์กับ “ความเปราะบาง” หรือ
“ความไร้เดียงสา” ดังเช่นที่หลายคนเข้าใจในปัจจุบัน กลับกัน พรหมจรรย์ในหลายอารยธรรมโบราณเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและความเป็นอิสระของสตรี
หญิงพรหมจรรย์ในยุคนั้นถือเป็น “หญิงอิสระ” ที่ไม่ตกอยู่ใต้เจตจำนงของบุรุษ
ตัวอย่างเช่น ในตำนานกรีก-โรมัน
เทพีอาธีนาและอาร์เทมิสได้รับสมญาว่าเป็นเทพีพรหมจรรย์ (parthenos ในภาษากรีกแปลว่า หญิงพรหมจรรย์) ซึ่งสะท้อนค่านิยมว่าสตรีสามารถทรงพลังและมีเกียรติได้แม้มิได้เข้าสู่ชีวิตสมรส
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เวสตัลเวอร์จินส์ (Vestal Virgins) ในสังคมโรมันโบราณ
ซึ่งเป็นนักบวชหญิงพรหมจรรย์ผู้ดูแลไฟศักดิ์สิทธิ์ประจำวิหารเทพีเวสต้า
หญิงเหล่านี้ได้รับสิทธิและสถานะทางสังคมสูงกว่าหญิงทั่วไป เช่น
มีสิทธิครอบครองที่ดินและออกเสียงลงคะแนน
รวมถึงได้รับการยกเว้นโทษหากนักโทษพบพวกนางระหว่างทาง แสดงให้เห็นว่าพรหมจรรย์เคยถูกผูกโยงกับบทบาททางศาสนาและสิทธิพิเศษในบางสังคมโบราณ
เมื่อกาลเวลาผ่านไป
ค่านิยมเรื่องพรหมจรรย์มีความเชื่อมโยงกับศีลธรรมและความบริสุทธิ์ทางเพศมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้อิทธิพลของศาสนาในกลุ่มอับราฮัม (เช่น ยิว คริสต์ อิสลาม)
ในคัมภีร์ไบเบิล ตัวอย่างของ พระนางมารีย์ ผู้ให้กำเนิดพระเยซูในสภาพพรหมจรรย์
ได้กลายเป็น “ต้นแบบ” ของความบริสุทธิ์ในอุดมคติของคริสตศาสนา
และส่งผลต่อวัฒนธรรมตะวันตกอย่างลึกซึ้ง
ผู้หญิงในสังคมตะวันตกช่วงหลายศตวรรษถูกคาดหวังให้รักษาความบริสุทธิ์จนถึงวันสมรส
เช่นเดียวกับที่พระนางมารีย์อุทิศตนแด่พระผู้เป็นเจ้าโดยปราศจากความต้องการทางโลกีย์
วัฒนธรรมนี้ทำให้เกิดภาพของสตรีในอุดมคติว่า “บริสุทธิ์ผุดผ่อง” และมีหน้าที่หลักคือถวายตนแก่สามีและครอบครัวหลังสมรส ในขณะเดียวกัน
เหตุผลทางปฏิบัติทางสังคมก็มีส่วนให้พรหมจรรย์ถูกให้ความสำคัญอย่างมาก เช่น กฎหมายมรดกและระบบสายเลือดในอดีตบังคับให้ผู้ชายต้องมั่นใจว่าทายาทที่ภรรยาคลอดเป็นสายเลือดที่แท้จริงของตน
การรักษาความพรหมจรรย์ของหญิงก่อนแต่งงานจึงมีความสำคัญเพื่อรับประกันความบริสุทธิ์ของสายโลหิต
สิ่งนี้นำไปสู่การคาดหวังให้สตรี “รักษาพรหมจรรย์”
จนถึงการสมรสและคงความซื่อสัตย์ต่อสามีหลังสมรส ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมในหลายวัฒนธรรมอดีต
ทัศนคติของศาสนาต่าง ๆ
ต่อเพศสัมพันธ์และการถือพรหมจรรย์
แนวทางปฏิบัติและทัศนคติต่อเรื่องเพศสัมพันธ์และพรหมจรรย์แตกต่างกันไปในแต่ละศาสนา
ศาสนาส่วนใหญ่มีกฎศีลธรรมควบคุมพฤติกรรมทางเพศของสานุศิษย์
แต่เหตุผลและความเคร่งครัดอาจไม่เหมือนกัน
- พุทธศาสนา (Buddhism): พุทธศาสนาถือว่ากามคุณเป็นส่วนหนึ่งของโลกียวิสัยที่อาจเป็นอุปสรรคต่อความสงบทางจิตใจและการหลุดพ้น
ดังนั้นสำหรับผู้ประพฤติพรตเช่นพระภิกษุและภิกษุณี พุทธศาสนากำหนดให้ถือพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด
เพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสตัณหา
พระพุทธเจ้าได้วางหลักวินัยให้สงฆ์ละเว้นกิจกรรมทางเพศโดยสิ้นเชิงซึ่งถือปฏิบัติมาอย่างยาวนานในคณะสงฆ์ทั้งเถรวาทและมหายาน
(ยกเว้นบางกรณีทางประวัติศาสตร์ เช่น
คณะสงฆ์ญี่ปุ่นในยุคเมจิที่ยกเลิกพรหมจรรย์พระ)。สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป มิได้กำหนดให้ต้องถือพรหมจรรย์ตลอดชีวิต
แต่มุ่งเน้นการประพฤติพรหมจรรย์ชั่วคราวและการสำรวมในกาม คือถือศีลข้อ
3 “กาเมสุมิจฉาจาร” ไม่ประพฤติผิดทางเพศ เช่น
ไม่ล่วงละเมิดคู่ครองผู้อื่น ไม่นอกใจคู่ครองของตน ตลอดจนส่งเสริม สทารสันโดษ
หรือความยินดีพอใจในคู่ครองของตนแต่ผู้เดียว ซึ่งหลักธรรมนี้ถือเป็น
“ทางสายกลาง” สำหรับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนที่ยังมีความต้องการทางโลกอยู่
การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและอยู่ในขอบเขตของศีลธรรมดังกล่าวถือว่าไม่ขัดกับหลักพุทธธรรม
นอกจากนี้ ในสาขาปรัชญาพุทธมหายานนิกายตันตระ (วัชรยาน)
ยังมีมุมมองที่แตกต่างออกไป
โดยบางแนวทางใช้พลังงานทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรม (กามสูตรตันตระ)
แต่กรณีนี้เป็นข้อยกเว้นเฉพาะกลุ่ม มิใช่แนวปฏิบัติทั่วไปของชาวพุทธส่วนใหญ่
- ศาสนาคริสต์ (Christianity): ศาสนาคริสต์มีจุดยืนที่ชัดเจนเรื่องการสงวนกิจกรรมทางเพศไว้ภายในกรอบของการสมรส
การมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรสหรือผิดต่อคู่สมรสถือเป็นบาป ตามคำสอนในพระคัมภีร์ใหม่
อัครสาวกเปาโลกล่าวว่าร่างกายมนุษย์เป็นวิหารของพระเจ้าและเตือนให้
“หลีกหนีจากการผิดประเวณี” (premarital or extramarital sex) โดยจัดว่าเป็นบาปร้ายแรงเสมอภาคกับการล่วงประเวณีหรือบาปอื่น ๆ
คริสต์ศาสนายกย่องการครองพรหมจรรย์ว่าเป็นคุณธรรมสูง – ในคาทอลิกและออร์ทอดอกซ์มีธรรมเนียมให้บาทหลวง
นักบวชชายหญิงต้องถือพรหมจรรย์ตลอดชีวิต เพื่ออุทิศตนรับใช้พระเจ้า
(ที่เรียกว่า clerical celibacy) นอกจากนี้ยังมีพิธีถวายตัวเป็น
นักพรตพรหมจารี (consecrated virgins) สำหรับสตรีผู้ปวารณาตนจะไม่สมรสหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศตลอดชีวิต
ถือเป็นการอุทิศพรหมจรรย์แด่ศรัทธาในพระคริสต์
หลักความเชื่อสำคัญประการหนึ่งของคริสตชนคือ พระแม่มารีย์ ผู้เป็นมารดาของพระเยซูทรงเป็นพรหมจารีตลอดชีวิต
(ever-virgin ทั้งก่อนและหลังให้กำเนิดพระเยซู)
โดยถือเป็น แบบอย่างของความบริสุทธิ์ ที่คริสตชนจำนวนมากเคารพนับถือและนำมาเป็นอุดมคติในการดำเนินชีวิต
ความเชื่อนี้เสริมสร้างค่านิยมในสังคมคริสเตียนดั้งเดิมว่าสตรีควรรักษาพรหมจรรย์จนเข้าพิธีสมรสและมีเพศสัมพันธ์กับสามีผู้เดียวเท่านั้นตลอดชีวิต
มุมมองเช่นนี้ฝังรากลึกในวัฒนธรรมตะวันตกยาวนาน
แม้ว่าปัจจุบันนิกายโปรเตสแตนท์ส่วนใหญ่จะมิได้บังคับนักบวชให้ถือพรหมจรรย์
แต่ก็ยังยึดหลักศีลธรรมเรื่องการงดเว้นเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานอยู่มาก
ในภาพรวม
คริสต์ศาสนาถือว่าการถือพรหมจรรย์หรือความพรหมจรรย์ทางเพศก่อนสมรสเป็นสิ่งพึงปรารถนา
และการมีเพศสัมพันธ์ควรเกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ภายในพันธะการสมรสเท่านั้น
- ศาสนาอิสลาม (Islam): อิสลามมีท่าทีที่เคร่งครัดต่อพฤติกรรมทางเพศนอกการสมรส
การมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรสหรือกับผู้ที่มิใช่คู่สมรสที่ชอบธรรมถือเป็นบาปใหญ่
(อัล-ซินา) ตามบทบัญญัติในคัมภีร์อัลกุรอานและฮะดีษ การผิดประเวณีถูกประณามอย่างชัดเจนและกฎหมายชารีอะห์ระบุโทษทางศาสนาสำหรับผู้ละเมิด
(แม้ในทางปฏิบัติของแต่ละประเทศมุสลิมอาจแตกต่างกัน)
ในหลายสังคมมุสลิมดั้งเดิม ความพรหมจรรย์ของผู้หญิงถูกผูกโยงกับเกียรติยศของครอบครัว
การที่หญิงไม่ได้เป็นพรหมจารีก่อนแต่งงานอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียงต่อวงศ์ตระกูล
และมีกรณีที่รุนแรงถึงขั้น “การฆ่าเพื่อเกียรติยศ” (honor killing) ในบางชุมชน หากหญิงถูกพบว่าเสียพรหมจรรย์โดยมิได้สมรส
(ไม่ว่าด้วยความยินยอมหรือถูกข่มขืน)
ถึงแม้การลงโทษเช่นนี้เป็นการปฏิบัติที่ผิดกฎหมายและขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน
แต่ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่าค่านิยมแบบ shame society ที่เชื่อมโยงพรหมจรรย์สตรีกับศักดิ์ศรีครอบครัวยังคงมีอยู่ในบางชุมชนมุสลิม
นอกจากนี้ในบางประเทศมุสลิม
การตรวจสอบพรหมจรรย์ของเจ้าสาวก่อนแต่งงานยังปรากฏเป็นข่าวอยู่เป็นระยะ เช่น
กรณีในตุรกีที่เคยมีการตรวจภายในหญิงสาวเพื่อยืนยันความพรหมจรรย์ตามคำสั่งศาลหรือคำขอครอบครัว
(ปัจจุบันกฎหมายตุรกีกำหนดว่าต้องได้รับความยินยอมจากผู้หญิงก่อน)
อย่างไรก็ตาม ในหลักการอิสลามโดยแท้จริง
มุสลิมทุกคนทั้งชายและหญิงถูกสอนให้รักนวลสงวนตัวและซื่อสัตย์ต่อคู่สมรส
การถือพรหมจรรย์ก่อนสมรสจึงเป็นทั้งบทบัญญัติทางศาสนาและบรรทัดฐานทางสังคมในประเทศมุสลิม
- ศาสนาฮินดู (Hinduism): ในศาสนาฮินดู
แนวคิดเรื่องเพศสัมพันธ์และพรหมจรรย์มีความยืดหยุ่นและหลากหลายตามคติชนและนิกายต่าง
ๆ โดยทั่วไป ฮินดูให้คุณค่ากับความพรหมจรรย์ของสตรีก่อนสมรสว่าเป็นอุดมคติที่พึงปรารถนา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเจ้าสาวในพิธีแต่งงานตามขนบพราหมณ์มีพิธี กัณยาทาน
(Kanyadan) ซึ่งหมายถึง “การมอบหญิงพรหมจารี” ให้แก่เจ้าบ่าว
พิธีนี้ถือกันว่าจะก่อให้เกิดบุญกุศลแก่บิดามารดาของฝ่ายหญิงอย่างยิ่ง
ค่านิยมดังกล่าวสะท้อนว่า ความบริสุทธิ์ของสตรี เป็นเรื่องสำคัญในสังคมฮินดูแบบดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม คัมภีร์วรรธนะโบราณและวรรณกรรมฮินดูเองก็มิได้ปฏิเสธหรือมองเรื่องเพศอย่างเป็นบาปโดยสิ้นเชิง
ตำนานปรัชญาอินเดียโบราณ (เช่น กามสูตร์)
แสดงให้เห็นว่าเรื่องเพศเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่สามารถศึกษาค้นคว้าได้
ในอินเดียโบราณ เซ็กส์มิใช่เรื่องต้องห้าม และการคงอยู่หรือขาดหายไปของเยื่อพรหมจรรย์มิใช่สิ่งกำหนดสถานะพรหมจรรย์ของหญิงสาวเสมอไป
ในเชิงสังคม วัฒนธรรมอินเดียและเอเชียใต้มีการให้ค่ากับ “ความบริสุทธิ์”
ของหญิงสูง แต่ก็มีประเพณีบางอย่างที่ยืดหยุ่น เช่น การสมรสของเทพเจ้า
(พิธีสมรสในศาสนพิธีเพื่อบูชาเทพ) ที่อาจอนุโลมบทบาททางเพศเฉพาะกาล ฉะนั้น
ศาสนาฮินดูมีทั้งด้านที่ส่งเสริมพรหมจรรย์ (ในบริบทการสมรส)
และด้านที่ยอมรับธรรมชาติของกามารมณ์ (ในบริบทศาสนาและวัฒนธรรม) อย่างผสมผสาน
- ศาสนาเชน (Jainism): ศาสนาเชนมีความเคร่งครัดในหลักพรหมจรรย์ยิ่งยวดโดยเฉพาะสำหรับนักบวช
เชนถือว่าการไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต (อหิงสา)
และการละเว้นจากกิเลสตัณหาทั้งปวงเป็นหนทางสู่โมกษะ (ความหลุดพ้น) นักบวชเชนทั้งชายและหญิงจึงต้องถือพรหมจรรย์อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ออกบวช
(แม้เป็นหนุ่มสาวก็ต้องปฏิญาณตนละทิ้งเพศสัมพันธ์)
การประพฤติพรหมจรรย์ถูกมองว่าเป็นองค์ธรรมสำคัญในการขัดเกลากิเลสและเร่งวิถีสู่นิรวาณ
ยิ่งไปกว่านั้น ในวิถีปฏิบัติของคฤหัสถ์ชาวเชนก็มักเคร่งครัดเรื่องศีลธรรมทางเพศ
โดยนิยมสมรสแบบผัวเดียวเมียเดียวและรักษาความซื่อสัตย์ต่อกันอย่างเข้มงวด
สรุปคือในศาสนาเชน พรหมจรรย์เป็นคุณธรรมพื้นฐาน และการมีเพศสัมพันธ์ถูกจำกัดไว้สำหรับชีวิตสมรสโดยมีจุดประสงค์เพื่อสืบเผ่าพันธุ์เท่านั้น
นอกจากศาสนาข้างต้น ยังมีศาสนาอื่น ๆ
ที่มีท่าทีเฉพาะต่อเรื่องนี้ เช่น ศาสนายูดาย (ยิว) ซึ่งบัญญัติห้ามเพศสัมพันธ์นอกสมรสไว้อย่างชัดเจนเช่นกัน
(บทบัญญัติ “เจ้าอย่าผิดประเวณี” ในพระบัญญัติสิบประการ) แต่ศาสนายูดายโดยทั่วไป ไม่สนับสนุนการถือพรหมจรรย์ตลอดชีวิต
— ชาวยิวถือว่าการแต่งงานและมีบุตรคือพันธกิจศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องปฏิบัติ
การครองโสดตลอดชีวิตจึงไม่ใช่อุดมคติของชาวยิวทั่วไป
หากชายใดยังไม่แต่งงานจะไม่สามารถดำรงสถานะผู้นำพิธีทางศาสนาบางตำแหน่งได้ด้วย
ยกเว้นกลุ่มเซ็กท์โบราณอย่าง เอสเซนส์ ในยุคพระวิหารที่สองที่มีแนวปฏิบัติแตกต่างออกไปเท่านั้น
กล่าวโดยสรุป
แม้ศาสนาส่วนใหญ่จะยอมรับว่าความใคร่ทางเพศเป็นธรรมชาติของมนุษย์
แต่ก็ล้วนสถาปนากฎเกณฑ์หรืออุดมคติเพื่อกำกับควบคุมพฤติกรรมทางเพศให้สอดคล้องกับศีลธรรมตามความเชื่อของตนเอง
โดยทั่วไปมักสนับสนุนให้มีเพศสัมพันธ์ในกรอบการสมรสที่ถูกต้อง และนิยมถือพรหมจรรย์ก่อนสมรสเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ตามที่แต่ละศาสนาถือคุณค่า
มุมมองของลัทธิหรือระบบคิดทางปรัชญา
ประเด็นเรื่องเพศสัมพันธ์และพรหมจรรย์ไม่เพียงได้รับความสนใจในมิติศาสนา
แต่ยังถูกวิเคราะห์วิพากษ์ในเชิงปรัชญาและจิตวิทยาด้วย
แนวคิดของนักปรัชญาหรือนักคิดสายต่าง ๆ
มีท่าทีหลากหลายต่อบทบาทของกามารมณ์และการควบคุมตนเอง ดังตัวอย่างต่อไปนี้:
- ลัทธิสโตอิก (Stoicism): ลัทธิสโตอิกแห่งกรีก-โรมันเน้นย้ำคุณธรรมความมีเหตุผลและการควบคุมตนเอง
(self-control) โดยมองว่ากิเลสตัณหาทั้งหลายรวมถึงตัณหาทางเพศควรถูกกำกับด้วยปัญญาและคุณธรรม
นักปรัชญาสโตอิกหลายท่าน เช่น มูโซนิอุส รูฟัส (Musonius Rufus) แสดงทรรศนะคัดค้านการหมกมุ่นในกามารมณ์อย่างมาก และวางมาตรฐานทางเพศที่เข้มงวดว่า
“ชายหรือหญิงพึงมีเพศสัมพันธ์เมื่อครองคู่ในสมรสและเพื่อให้เกิดบุตรเท่านั้น
การเสพสุขทางเพศเพียงเพื่อความสำราญ (แม้กับคู่สมรส)
โดยไม่มีเป้าหมายสร้างบุตรถือว่าไม่สอดคล้องกับธรรมชาติและผิดคุณธรรม”
พร้อมกันนั้น
การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสหรือการนอกใจถือเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาดในทัศนะของนักปรัชญาสโตอิกสายเคร่ง
หลักฐานจากงานเขียนของรูฟัสสะท้อนว่าลัทธิสโตอิกสายโรมันได้รับอิทธิพลจากคติตามแบบแผนอนุรักษนิยมของสังคมโรมัน
ที่เน้นเรื่องเกียรติยศและความถูกต้องทางเพศเป็นหลัก อย่างไรก็ดี มุมมองของนักสโตอิกก็ไม่เป็นเอกภาพตลอดเวลา
นักปรัชญาสโตอิกยุคกรีกตอนต้น เช่น เซโนแห่งซีทิอุม (Zeno of Citium) ผู้ก่อตั้งลัทธิสโตอิก มีทัศนะเสรีกว่า เขามองว่าเพศสัมพันธ์เป็น “การแสดงออกของมิตรภาพและความรักตามธรรมชาติ” มิใช่เรื่องหน้าที่หรือบาปแต่อย่างใด
และสามารถเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับคุณธรรมได้หากเกิดจากความรัก
ไม่จำกัดว่าจะต้องเกิดในกรอบสมรสหรือระหว่างชายหญิงเท่านั้น
(มีหลักฐานว่าเซโนและลูกศิษย์ใกล้ชิดของเขาก็มีความสัมพันธ์รักร่วมเพศซึ่งเซโนไม่ได้ถือว่าผิดธรรม)
ดังนั้น
ภายในแนวคำสอนสโตอิกเองก็มีวิวาทะภายในระหว่างสายที่ถือเรื่องเพศอย่างเข้มงวด
(มองเพศสัมพันธ์เพื่อความสุขเป็นสิ่งฟุ้งเฟ้อ)
กับสายที่มองว่าสามารถสนองอารมณ์รักใคร่ตามธรรมชาติได้ตราบเท่าที่ไม่ทำให้ตนตกเป็นทาสของกิเลส
สุดท้ายแล้ว ลัทธิสโตอิกโดยภาพรวมสนับสนุน “ทางสายกลาง” ในการใช้ชีวิต — คือไม่ปล่อยตนให้หมกมุ่นในตัณหา
แต่ก็ไม่จำเป็นต้องละเว้นชีวิตทางโลกโดยสิ้นเชิงหากไม่ขัดกับคุณธรรม นั่นเอง
- พุทธปรัชญา: แม้พุทธศาสนาจะเป็นศาสนา
แต่ก็มีมิติปรัชญาที่น่าสนใจในเรื่องความใคร่และพรหมจรรย์เช่นกัน ในทัศนะของพุทธปรัชญา
ความใคร่ (กามตัณหา) ถูกจัดเป็นหนึ่งในตัณหาสามประการที่ก่อให้เกิดทุกข์ การปล่อยใจกำหนัดย่อมผูกมัดจิตให้อยู่ในวัฏสงสาร
ฉะนั้นการฝึกจิตตามคำสอนพุทธจึงมุ่งลดละความหมกมุ่นในกาม
ปฏิบัติสมาธิเพื่อชำระกิเลสตัณหา อย่างไรก็ตาม
พุทธปรัชญาย่อมตระหนักว่าความใคร่เป็นธรรมชาติของปุถุชน การแสวงหา “มัชฌิมาปฏิปทา” คือความพอดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ
เช่นในชีวิตคฤหัสถ์ พึงมีคู่ครองที่ตนพึงพอใจและซื่อสัตย์ต่อกัน
ลดโอกาสก่ออกุศลกรรม (ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น) อันจะนำมาซึ่งความเดือดร้อนตามมา
อีกทั้งพุทธปรัชญายังมองว่าการควบคุมตนเองในทางเพศเป็นการฝึกขัดเกลากิเลสอย่างหนึ่ง
(ขันติ หรือความอดทนอดกลั้น)
ผู้ใดสามารถอยู่เป็นโสดถือพรหมจรรย์เพื่ออุทิศตนทำสมณธรรมก็จะมีโอกาสก้าวหน้าในธรรมยิ่งขึ้น
ดังจะเห็นได้จากคำสอนสำหรับบรรพชิตที่ต้องออกจากเรือนและทรัพย์สินโลกีย์
รวมถึงละทิ้งกิจกรรมทางเพศโดยสิ้นเชิงเพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้น ในเชิงปรัชญา พุทธศาสนาจึงส่งเสริม
“การปล่อยวาง” จากกามคุณ
เห็นว่าความสุขทางเพศเป็นสุขชั่วคราวและอาจนำมาซึ่งทุกข์โทษ ดังพุทธพจน์เปรียบเทียบสุขจากกามดั่ง
“หยดน้ำผึ้งบนปลายดาบ” ซึ่งมีรสหวานแต่ปนคมมีด
ผู้เสพโดยไม่ระวังอาจเกิดบาดแผล ฉะนั้น
ทางสายกลางในเชิงพุทธปรัชญาคือไม่ติดในสุขทางเพศจนเสียหลัก
แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่การบังคับทรมานตนเองอย่างสุดขั้วด้วยการกดข่มอย่างไม่มีปัญญา
หากแต่ให้ใช้ปัญญากำกับเพื่อไม่ตกเป็นทาสของราคะและไม่ทำผิดศีลธรรม
- ปรัชญาขงจื๊อ (Confucianism): ระบบจริยศาสตร์ขงจื๊อในจีนให้ความสำคัญกับความเป็นระเบียบเรียบร้อยของครอบครัวและสังคม
หน้าที่ทางเพศถูกกำหนดโดยบทบาททางสังคมและครอบครัว แนวคิดขงจื๊อเน้น ความกตัญญูและความจงรักภักดีต่อครอบครัว
(孝
เซี่ยว) โดยถือว่าการมีบุตรสืบสกุลคือหน้าที่สำคัญของลูกหลานเพื่อดำรงวงศ์ตระกูลและบูชาบรรพบุรุษ
หากชายใดไม่มีทายาทถือเป็นการผิดกตัญญูอย่างยิ่ง ดังคำของเม่งจื๊อ
(ศิษย์สำคัญสายขงจื๊อ) ที่ว่า “ในบรรดาการอกตัญญูสามประการ
การไม่มีทายาทสืบสกุลนั้นใหญ่หลวงที่สุด” จากหลักคิดนี้
ปรัชญาขงจื๊อตำหนิการถือพรหมจรรย์ตลอดชีวิต (โดยเฉพาะสำหรับผู้ชาย)
ว่าเป็นการละเลยหน้าที่สืบทอดตระกูล
ทำให้สังคมจีนโบราณคาดหวังให้ทุกคนแต่งงานมีครอบครัว
การครองตัวเป็นโสดหรือไร้บุตรจึงไม่ใช่เรื่องพึงประสงค์ นอกจากนี้
ขงจื๊อยังจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางเพศผ่าน สามีธรรม (三纲 ซานกัง) ซึ่งกำหนดลำดับอาวุโสและอำนาจในครอบครัวอย่างชัดเจน
คือสามีเป็นผู้นำภรรยา บิดาเป็นผู้นำบุตร เป็นต้น ผลจากระบบคิดนี้ ความบริสุทธิ์และความซื่อสัตย์ทางเพศของสตรีย่อมถูกเน้นหนักเพื่อสะท้อนคุณธรรมภายในของครอบครัว
โดยเฉพาะในช่วงราชวงศ์ซ่ง (ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา)
มีการเชิดชู ความอดทนในความเป็นหม้ายผู้จงรักภักดี คือนิยมให้สตรีที่สามีตายแล้วไม่แต่งงานใหม่
เปรียบเสมือนความจงรักภักดีของ臣 (ขุนนาง) ที่มีต่อ君
(เจ้านาย) มีสำนวนว่า “หญิงพรหมจรรย์ถือความซื่อสัตย์ต่อสามีดุจขุนนางซื่อสัตย์ต่อพระราชา” ซึ่งสะท้อนการสร้างความสัมพันธ์คู่ขนานระหว่าง “พรหมจรรย์ของสตรี = ความจงรักภักดีของบุรุษ” คุณค่าดังกล่าวทำให้เกิดปรากฏการณ์สังคมในจีน เช่น
การก่อเจดีย์หรือป้ายเกียรติยศให้หญิงหม้ายพรหมจรรย์ (ป้ายจิ๊เอี๊ยะ)
เพื่อสดุดีคุณธรรม เป็นต้น อย่างไรก็ดี
ปรัชญาขงจื๊อไม่ได้ห้ามการมีเพศสัมพันธ์ภายในสมรส ตรงกันข้าม
มันกลับยอมรับการมีภรรยาหลายคนหรือภรรยารอง (นางสนม)
สำหรับชายชนชั้นสูงในประวัติศาสตร์จีน
เพียงแต่ต้องทำไปเพื่อเป้าหมายการผลิตทายาทและดำรงสายตระกูลเป็นหลัก
มุมมองขงจื๊อจึงเรียกว่า “ปิตุลาธิปไตย”
(patriarchal) อย่างเด่นชัด –
คือเน้นอำนาจของชายและการควบคุมพฤติกรรมทางเพศของหญิงเพื่อรักษาระเบียบสังคม
ดังนั้น พรหมจรรย์และความบริสุทธิ์ในสังคมขงจื๊อจึงถูกทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองและศีลธรรม
ซึ่งหลอมรวมเข้ากับค่านิยมความจงรักภักดีและเกียรติยศของครอบครัวนั่นเอง
- ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud): ฟรอยด์
นักจิตวิเคราะห์ผู้ทรงอิทธิพลในคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีมุมมองเรื่องเพศที่พลิกโฉมความเข้าใจดั้งเดิม
เขาเชื่อว่าแรงขับทางเพศ (libido) เป็นแรงขับพื้นฐานที่ทรงพลังยิ่งของจิตมนุษย์ และการพยายามกดข่มหรือ “เก็บกด” พลังขับนี้มากเกินไปจะนำไปสู่ปัญหาทางจิตใจ ฟรอยด์ระบุว่า “การเก็บกดทางเพศเป็นปัญหาทางจิตวิทยาหลักของมวลมนุษยชาติ” และเป็นสาเหตุพื้นฐานของอาการผิดปกติทางจิตหลายประการ
ในยุควิกตอเรียนที่สังคมตะวันตกเคร่งครัดศีลธรรมทางเพศ (เช่น
ถือว่าการพูดถึงเพศเป็นเรื่องน่าอาย) ฟรอยด์ได้ท้าทายค่านิยมเหล่านั้นโดยชี้ให้เห็นว่าการปิดกั้นและลงโทษความต้องการทางเพศอย่างไม่มีช่องทางระบายส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของปัจเจกและสังคมโดยรวม
เขารักษาผู้ป่วยที่มีอาการทางประสาท (neurosis) โดยใช้วิธีวิเคราะห์จิตใต้สำนึก
พบว่าหลายกรณีมีรากมาจากความขัดแย้งหรือความรู้สึกผิดเกี่ยวกับแรงขับทางเพศที่ถูกเก็บกด
(เช่น
ความต้องการทางเพศในวัยเด็กที่ไม่ได้รับการแก้ไขหรือปมปัญหาในครอบครัว)
จากมุมมองของฟรอยด์ พรหมจรรย์หรือความบริสุทธิ์ทางเพศมิใช่คุณธรรมที่ต้องรักษาไว้เพื่อศีลธรรมของสังคม
แต่เป็น “ข้อห้ามทางวัฒนธรรม” ที่อาจส่งผลให้เกิดความอัดอั้นตันใจในจิตใจ
เขาอธิบายปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมเช่น “ปมมาดอนนา-โสเภณี”
(Madonna–whore complex) ว่าผู้ชายบางคนถูกเงื่อนไขทางสังคมสอนให้แบ่งแยกผู้หญิงออกเป็นสองพวกคือ
“หญิงบริสุทธิ์ผุดผ่องที่ต้องยกย่อง (มาดอนนา)” กับ
“หญิงใจแตกที่เป็นวัตถุทางเพศ (โสเภณี)”
ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งทางเพศสัมพันธ์ในชีวิตคู่ของผู้ชายเหล่านั้น
(พวกเขาอาจเคารพรักภรรยาแต่ไม่รู้สึกปรารถนา
ในขณะที่รู้สึกใคร่ผู้หญิงอื่นแต่ไม่เคารพ)
ฟรอยด์ชี้ว่าทัศนคติแบบนี้เป็นผลจากการปลูกฝังคติเรื่องพรหมจรรย์และความบริสุทธิ์ที่ผิดธรรมชาติ
และถือเป็นปัญหาทางจิตอย่างหนึ่งที่ต้องแก้ไขโดยการทำให้ผู้ป่วยตระหนักรู้ถึงแรงขับและความคิดที่เก็บกดอยู่ภายใน
นอกจากนี้ ฟรอยด์ยังเสนอแนวคิดว่ามนุษย์เรามีกลไกทางจิตที่เรียกว่า “การเลื่อนระดับ” (sublimation) ซึ่งคือการเปลี่ยนพลังงานทางเพศไปสู่งานสร้างสรรค์หรือกิจกรรมทางสังคมได้
หากสังคมมีช่องทางให้คนแสดงออกอย่างเหมาะสม
การถือพรหมจรรย์หรือการละเว้นทางเพศจึงอาจไม่เป็นปัญหา
แต่ในกรณีที่สังคมเข้มงวดจนเกินไปโดยไม่ให้ความรู้ความเข้าใจหรือระบายแรงขับตามธรรมชาติ
ย่อมอาจเกิดความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตได้ ในแง่นี้ ฟรอยด์ถือเป็นผู้วิพากษ์ค่านิยมดั้งเดิมเรื่องพรหมจรรย์
โดยเขาชี้ว่าสังคมที่หมกมุ่นกับ “ความบริสุทธิ์”
นั้นส่งผลให้เกิดความรู้สึกผิดและความกลัวต่อเรื่องเพศโดยไม่จำเป็น
ฟรอยด์เชื่อว่าการปลดปล่อยและทำความเข้าใจแรงขับทางเพศอย่างเปิดเผยจะช่วยให้คนมีสุขภาวะทางใจกว่า
ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ได้วางรากฐานให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในศตวรรษที่ 20
เช่น การปฏิวัติทางเพศ (sexual revolution) ที่ลดทอนบรรทัดฐานการกดขี่ทางเพศลงไปอย่างมาก
มุมมองจากสังคมศาสตร์ มนุษยวิทยา
และประวัติศาสตร์วัฒนธรรม
เมื่อมองในเชิงสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา
แนวคิดเรื่องเพศสัมพันธ์และพรหมจรรย์เป็นผลผลิตของบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย
บทบาททางสังคมของพรหมจรรย์ ส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับการควบคุมพฤติกรรมและสถานะของสตรีในสังคมชายเป็นใหญ่
(patriarchy) ที่พบเห็นในหลายอารยธรรม ในแทบทุกสังคมโบราณ
สถานภาพ “พรหมจารี” ของหญิงสาวก่อนแต่งงานถูกให้คุณค่าอย่างสูงเพราะเชื่อมโยงกับ
“เกียรติยศ” ของครอบครัวฝ่ายหญิงและ
“ความชอบธรรม” ของการสืบสายโลหิตฝ่ายชาย
ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ผู้หญิงที่ไม่บริสุทธิ์ก่อนสมรสมักถูกมองว่าเป็น “ของมือสอง” ที่คุณค่าลดลง โอกาสแต่งงานน้อยลง
ในบางสังคมอดีตการเสียพรหมจรรย์ก่อนแต่งงานอาจทำให้หญิงนั้นไม่มีใครยอมรับแต่งงานด้วยเลยตลอดชีวิต
ขณะเดียวกัน ผู้ชายกลับไม่ถูกตัดสินด้วยมาตรฐานนี้เท่าผู้หญิง
กล่าวคือสังคมหลายแห่งมี “มาตรฐานสองทาง”
(double standard) ที่ยอมรับการที่ชายมีประสบการณ์ทางเพศก่อนแต่งงานหรือมีภรรยาหลายคนได้
ในขณะที่ผู้หญิงต้องรักษาความบริสุทธิ์และซื่อตรงต่อชายเพียงคนเดียว
วัฒนธรรมดังกล่าวพบได้ทั้งในตะวันตกและตะวันออก เช่น
ในยุโรปยุคกลางมีพิธีตรวจสอบผ้าปูที่นอนหลังคืนเข้าหอเพื่อดูคราบเลือดเป็นหลักฐานว่าภรรยาเป็นพรหมจารี
ในอินเดียโบราณมีพิธี “ทัณฑะ” สำหรับเจ้าสาวแสดงสัญลักษณ์ความบริสุทธิ์ เป็นต้น
แนวคิดเรื่อง “ความบริสุทธิ์”
(purity) ของสตรีจึงเป็น “ตำนานทางสังคม”
ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อควบคุมบทบาทผู้หญิงให้อยู่ในกรอบคุณธรรมและกฎเกณฑ์ที่ผู้ชายวางไว้
นักมานุษยวิทยาและนักสังคมวิทยาหลายคนมองว่า “พรหมจรรย์” เป็น “สังคมประกิต” (social
construct) – กล่าวคือไม่มีความจริงเชิงชีววิทยาที่ชัดเจนมารองรับ
แต่ถูกประกอบสร้างให้มีความหมายและคุณค่าโดยสังคม ตัวอย่างหนึ่งคือ เยื่อพรหมจรรย์
(hymen) ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเครื่องหมายทางกายภาพของความพรหมจรรย์ของผู้หญิง
ความเชื่อนี้แพร่หลายในหลายวัฒนธรรม มีการตรวจเยื่อพรหมจรรย์หรือ “การทดสอบพรหมจรรย์” (virginity test) ก่อนการสมรสเพื่อยืนยันว่าหญิงสาวยังไม่เคยผ่านการร่วมเพศ
อย่างไรก็ดี หลักฐานทางการแพทย์สรุปชัดเจนว่า
สภาพของเยื่อพรหมจรรย์ไม่สามารถบ่งชี้ได้อย่างแน่นอนว่าหญิงคนนั้นเคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือไม่
เยื่อพรหมจรรย์สามารถฉีกขาดหรือยืดขยายได้จากกิจกรรมอื่น (เช่น การออกกำลังกาย
การใช้ผ้าอนามัยแบบสอด) หรือในทางกลับกัน
แม้มีเพศสัมพันธ์เยื่อก็อาจไม่ฉีกขาดหรือไม่มีเลือดออก
เนื่องจากเยื่อพรหมจรรย์ของผู้หญิงหลังเข้าสู่วัยรุ่นมักมีความยืดหยุ่นสูง
รายงานทางการแพทย์ระบุว่าผู้หญิงจำนวนมากที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์แล้วยังมีเยื่อพรหมจรรย์ในสภาพปกติ
และในทางกลับกัน
หญิงสาวบางคนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์อาจพบรอยฉีกขาดของเยื่อพรหมจรรย์จากเหตุอื่น
ด้วยเหตุนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติได้ออกแถลงการณ์ร่วมในปี
2018 เรียกร้องให้ทั่วโลกยุติการทดสอบพรหมจรรย์ เพราะเป็นกระบวนการที่ไร้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และถือเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่งต่อสตรี
ปัจจุบันหลายประเทศสั่งห้ามแพทย์ออกใบรับรองพรหมจรรย์
โดยให้เหตุผลว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการหลอกลวงทางจริยธรรมและซ้ำเติมบรรทัดฐานที่กดขี่สตรี
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณียังมีแพทย์ที่ฝืนปฏิบัติเนื่องจากแรงกดดันทางสังคม
ซึ่งสะท้อนว่าความเชื่อเรื่องความบริสุทธิ์ยังฝังรากอยู่ลึกในจิตสำนึกของผู้คนและต้องการเวลาในการเปลี่ยนแปลง
จากมุมมองทางวัฒนธรรม พรหมจรรย์มักถูกเชื่อมโยงกับ
“เกียรติยศ” และ “ความบริสุทธิ์” ของทั้งปัจเจกบุคคลและตระกูล นักมานุษยวิทยาได้จำแนกสังคมบางแห่งว่าเป็น
“สังคมฐานเกียรติยศ-ความละอาย” (honor-shame
societies) ซึ่งให้ความสำคัญยิ่งกับภาพลักษณ์ทางศีลธรรมในสายตาผู้อื่น
ในสังคมเหล่านี้ (เช่น บางชุมชนในตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และแอฟริกา)
ความบริสุทธิ์ของหญิงก่อนแต่งงานกลายเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติครอบครัว
การสูญเสียพรหมจรรย์โดยไม่ถูกต้อง (ไม่ว่าด้วยความยินยอมหรือถูกล่วงละเมิด)
จะนำมาซึ่ง “ความอับอาย” แก่วงศ์ตระกูลและอาจถูกลงโทษร้ายแรง
ในทางตรงข้าม ในสังคมตะวันตกยุคใหม่ แนวคิดเรื่อง “ความบริสุทธิ์”
ก่อนสมรสได้เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ลงอย่างมาก การมีเพศสัมพันธ์กับคนรักก่อนแต่งงานกลายเป็นเรื่องปกติและได้รับการยอมรับ
ประเพณีเช่นการตรวจพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือการเรียกค่าสินไหมจากชายที่ทำหญิงเสียพรหมจรรย์แล้วไม่แต่งงาน
(breach of promise) ได้ยุติลงในช่วงปลายศตวรรษที่ 20
ปรากฏการณ์นี้มาพร้อมกับ การปฏิวัติทางเพศ ในทศวรรษ 1960-1970
ที่ขับเคลื่อนโดยกระแสเสรีนิยมและขบวนการสตรีนิยมที่เรียกร้องสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของผู้หญิง
ส่งผลให้ทัศนคติของคนรุ่นใหม่ต่อความบริสุทธิ์เปลี่ยนไปมาก
ในหลายประเทศตะวันตกปัจจุบัน การถือพรหมจรรย์จนถึงวัยผู้ใหญ่กลับถูกมองในแง่ลบ
บ้างก็ถูกล้อเลียนว่า “หัวโบราณ” หรือ “เด็กเนิร์ด” และเพื่อนฝูงหรือสื่ออาจกดดันให้เยาวชนเข้าสู่ชีวิตทางเพศก่อนตนพร้อมด้วยซ้ำ
ซึ่งนับเป็นพลวัตทางสังคมที่ตรงข้ามกับสมัยก่อน
นอกจากนี้ การศึกษาทางมานุษยวิทยาพบว่าความคาดหวังทางเพศในสังคมต่าง
ๆ มีหลากหลาย บางวัฒนธรรมมีพิธีกรรมเกี่ยวกับการก้าวผ่านความบริสุทธิ์ เช่น
เผ่าพันธุ์บางกลุ่มในแอฟริกามีความเชื่อผิด ๆ
ว่าการร่วมเพศกับหญิงพรหมจารีสามารถรักษาโรคเอดส์ได้
ซึ่งความเชื่อนี้ส่งผลร้ายและนำไปสู่การละเมิดทางเพศต่อเด็กหญิงในบางพื้นที่
ขณะเดียวกัน ในบางสังคมโบราณก็มีพิธีกรรม “ชำระพรหมจรรย์”
โดยให้หญิงสาวร่วมเพศก่อนแต่งงานกับผู้นำทางศาสนาหรือราชวงศ์ (เช่น พิธี deflowering
โดยหัวหน้าเผ่า)
เพื่อถือว่าได้สละความเป็นเด็กและเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว
กรณีเช่นนี้แสดงว่าสถานะพรหมจรรย์ถูกปฏิบัติต่างกันไป
มิใช่สังคมทุกแห่งจะให้ค่ากับการรักษาพรหมจรรย์เสมอไป อย่างไรก็ดี ในภาพรวม
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของมนุษย์ส่วนใหญ่ช่วงหลายพันปีที่ผ่านมามีแนวโน้มใช้ “พรหมจรรย์” เป็นเครื่องมือทางสังคมในการกำกับพฤติกรรมทางเพศ
(โดยเฉพาะของผู้หญิง) ทั้งในแง่การให้รางวัล (ยกย่องหญิงพรหมจารี) และการลงโทษ
(ประณามหญิงที่ไม่บริสุทธิ์)
จากมุมมองทางสังคมวิทยา
แนวคิดเรื่องพรหมจรรย์สัมพันธ์ใกล้ชิดกับ อำนาจและโครงสร้างทางสังคม กล่าวคือในสังคมปิตาธิปไตย
ผู้ชายในฐานะผู้ควบคุมทรัพยากรและกฎศีลธรรมมักสร้างมาตรฐานที่รักษาผลประโยชน์ของตนเอง
การกำหนดให้ผู้หญิงต้องบริสุทธิ์ก็เพื่อรับประกันว่าทรัพยากร (เช่น ทรัพย์สมบัติ
นามสกุล) จะส่งต่อไปยังทายาทที่ตนมั่นใจว่าเป็นลูกของตนโดยตรง นอกจากนี้ยังเป็นการรักษาระเบียบและลดความขัดแย้งระหว่างชายด้วยกัน
(เนื่องจากการผิดลูกผิดเมียกันจะนำมาซึ่งความรุนแรง) ดังนั้น
พรหมจรรย์ของผู้หญิงจึงกลายเป็น “สินค้า” ทางสังคมที่มีมูลค่าและถูกควบคุมโดยระบบคุณค่าชายเป็นใหญ่
นักสตรีนิยมให้ข้อสังเกตว่า วัฒนธรรมแบบนี้ ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงให้เหลือเป็นเพียง
“วัตถุทางเพศ” ที่มีหรือไม่มีรอยประทับของผู้ชายเท่านั้น ซึ่งเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง
ในสายตาของนักสตรีนิยม การแบ่งหญิงออกเป็น “ผู้หญิงดี”
(บริสุทธิ์ เรียบร้อย) กับ “ผู้หญิงเลว”
(มากชู้หลายชาย)
นั้นเป็นมายาคติที่กดขี่ผู้หญิงและสร้างความรู้สึกอับอายให้พวกเธอโดยไม่จำเป็น
สิ่งเหล่านี้เองกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคมสมัยใหม่ที่พยายามรื้อถอน “มายาคติพรหมจรรย์” และส่งเสริมความเข้าใจที่ว่า คุณค่าของบุคคลไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ทางเพศของเขาหรือเธอ
สตรีคนหนึ่งไม่ว่าจะเคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่
ล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน
ความคิดนี้ได้รับการเผยแพร่มากขึ้นในยุคหลัง โดยเฉพาะผ่านผลงานของนักเขียนสตรีนิยม
เช่น เจสสิก้า วาเลนติ ที่เขียนหนังสือ “The Purity Myth” วิพากษ์ “วัฒนธรรมบริสุทธิ์” ในสหรัฐอเมริกาว่าสร้างมาตรฐานจอมปลอมและบั่นทอนความมั่นใจของผู้หญิงอย่างไร
เป็นต้น
มุมมองทางวิทยาศาสตร์: สรีรวิทยา จิตวิทยา
และวิวัฒนาการ
วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ให้ข้อมูลและข้อค้นพบที่ช่วยอธิบายผลกระทบของการมีหรือไม่มีเพศสัมพันธ์ต่อสุขภาพกายใจของมนุษย์
อีกทั้งยังชี้ให้เห็นมิติทางชีววิทยาและวิวัฒนาการที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมทางเพศและค่านิยมเรื่องพรหมจรรย์
มุมมองด้านสรีรวิทยาและการแพทย์: การมีเพศสัมพันธ์ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีววิทยาการสืบพันธุ์ของมนุษย์
ซึ่งมีผลต่อร่างกายหลายประการ งานวิจัยจำนวนมากพบว่า กิจกรรมทางเพศส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ
เช่น ช่วยเผาผลาญพลังงานและลดความดันโลหิต เนื่องจากขณะมีเพศสัมพันธ์หัวใจจะสูบฉีดโลหิตแรงขึ้นเทียบเท่าการออกกำลังกายเบาๆ,
เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน โดยพบว่าคู่รักที่มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอสัปดาห์ละ
1-2 ครั้ง มีระดับภูมิต้านทาน (สาร IgA ในน้ำลาย) สูงกว่าคนที่ไม่ค่อยมีเพศสัมพันธ์, ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น เนื่องจากระหว่างถึงจุดสุดยอด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกซีโตซิน (oxytocin)
และเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งมีฤทธิ์ผ่อนคลายและทำให้ง่วง, บรรเทาความเจ็บปวด เช่น
งานวิจัยหนึ่งพบว่าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างมีอาการไมเกรนสามารถลดความปวดศีรษะลงได้อย่างมีนัยสำคัญในผู้ป่วยบางราย
นอกจากนี้ สำหรับเพศชาย การวิจัยยังระบุว่าการหลั่งอสุจิบ่อยครั้ง (เช่น มากกว่า 4-5
ครั้งต่อสัปดาห์) อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของมะเร็งต่อมลูกหมาก
ในวัยชรา เนื่องจากช่วยขับสารก่อมะเร็งหรืออนุมูลอิสระออกจากระบบสืบพันธุ์
ส่วนในเพศหญิง การถึงจุดสุดยอดระหว่างมีประจำเดือนสามารถช่วยลดอาการปวดประจำเดือน
เพราะการหดรัดตัวของมดลูกขณะถึงจุดสุดยอดช่วยขับเลือดคั่งและคลายกล้ามเนื้อมดลูกที่เกร็งตัว
จากข้อมูลข้างต้น การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยและเหมาะสมกับวัยจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพกายใจ
อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญคือต้องป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม
ซึ่งต้องอาศัยความรู้และการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพ
ในด้านกลับกัน การไม่มีเพศสัมพันธ์หรือการถือพรหมจรรย์ตลอดช่วงหนึ่งของชีวิตมิได้ก่ออันตรายต่อสุขภาพกายโดยตรง ร่างกายมนุษย์มีการปรับตัวรองรับการขาดกิจกรรมทางเพศได้ เช่น เพศชายอาจมีการหลั่งอสุจิโดยไม่รู้ตัวในรูป “ฝันเปียก” (nocturnal emission) เพื่อระบายออกตามธรรมชาติ เป็นต้น แต่ผลกระทบทางจิตใจของการอดกลั้นทางเพศนั้นขึ้นกับแต่ละบุคคลและเหตุผลของการอดกลั้น หากเป็นการงดเว้นโดยสมัครใจ (เช่น จากความเชื่อทางศาสนาหรือการตัดสินใจส่วนตัว) ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพจิต ตรงกันข้ามบางคนกลับรู้สึกสงบมั่นคงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากการอดกลั้นนั้นเกิดจากความกลัว ความกดดัน หรือความคาดหวังของสังคม อาจนำไปสู่ความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาวะคับข้องใจทางเพศได้ ในกรณีร้ายแรงอาจก่อปัญหาเช่น นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย หรือพฤติกรรมก้าวร้าวโดยไม่รู้ตัวได้ จากการศึกษาทางจิตวิทยาพบว่า คนที่มีชีวิตทางเพศที่น่าพึงพอใจมักรายงานระดับความสุขและคุณภาพชีวิตโดยรวมที่สูงกว่า คนที่ไม่มีชีวิตทางเพศหรือชีวิตทางเพศมีปัญหา ตัวอย่างเช่น การสำรวจในสหรัฐฯ กับกลุ่มตัวอย่างกว่า 16,000 คนพบว่า คนที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งรายงานระดับความสุขโดยรวมสูงกว่าคนที่มีเพศสัมพันธ์น้อย นอกจากนี้ การขาดกิจกรรมทางเพศสัมพันธ์กับอาการซึมเศร้าหรือความพึงพอใจในชีวิตคู่ที่ลดลงในบางการศึกษา ทั้งนี้ ผลการวิจัยเชิงสถิติเหล่านี้เป็นความสัมพันธ์ (correlation) ซึ่งไม่ได้บ่งชี้เหตุ-ผลโดยตรงเสมอไป กล่าวคือเป็นไปได้ว่าคนที่มีความสุขกว่ามีแนวโน้มมีเพศสัมพันธ์บ่อยกว่า หรือชีวิตแต่งงานที่ดีทำให้มีเพศสัมพันธ์บ่อย ไม่จำเป็นต้องตีความว่าการมีเพศสัมพันธ์เพิ่ม “ความสุข” โดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ดี นักวิจัยด้านสุขภาพทางเพศหลายคนเห็นพ้องว่า กิจกรรมทางเพศเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสุขภาวะ (well-being) ที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้บุคลากรสาธารณสุขให้ความสำคัญกับสุขภาพทางเพศของประชาชนในเชิงบวก นอกเหนือจากการป้องกันโรคและการเจริญพันธุ์ เช่น ให้ความรู้เรื่องประโยชน์ของความสัมพันธ์ทางเพศที่ดีต่อสุขภาพกายใจ เป็นต้น
มุมมองด้านวิวัฒนาการ: ในแง่วิวัฒนาการทางชีววิทยา
พฤติกรรมทางเพศของมนุษย์วิวัฒน์มาเพื่อประโยชน์ในการอยู่รอดและสืบพันธุ์ของเผ่าพันธุ์
มนุษย์มีแรงขับทางเพศเนื่องจากเป็นสิ่งจำเป็นในการแพร่ยีนสู่รุ่นถัดไป ทฤษฎีจิตวิทยาวิวัฒนาการ
อธิบายว่า เหตุใดผู้ชายในหลายวัฒนธรรมจึงให้ความสำคัญกับพรหมจรรย์ของผู้หญิง
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในสภาพแวดล้อมดั้งเดิม การแน่ใจว่าลูกที่เลี้ยงดูเป็นลูกแท้ๆ
ของตนมีความสำคัญทางวิวัฒนาการ เพศชายไม่เหมือนเพศหญิงตรงที่ไม่อาจแน่ใจได้ว่าทารกที่เกิดจากคู่สมรสเป็นลูกของตนจริง
(เนื่องจากไม่ได้อุ้มท้องเอง)
ดังนั้นจึงเกิดแรงกดดันให้เพศชายพัฒนาความหวงแหนทางเพศ
เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้หญิงของตนมีความสัมพันธ์กับชายอื่น
ค่านิยมที่ผู้หญิงควรเป็นพรหมจารีเมื่อแต่งงานและซื่อสัตย์ต่อสามีหลังแต่งงานจึงอาจวิวัฒนาการมาจากแรงขับชีววิทยานี้
บรรทัดฐานทางสังคมที่ลงโทษการนอกใจหรือความสัมพันธ์นอกสมรสก็มีอยู่ในหลายวัฒนธรรม
เนื่องจากช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ฝ่ายชายว่าจะไม่เลี้ยงลูกคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
อย่างไรก็ตาม
นักวิชาการบางส่วนแย้งว่าพฤติกรรมมนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดโดยชีววิทยาเพียงอย่างเดียว
แต่ถูกปรับแต่งอย่างมากโดยวัฒนธรรมและสติปัญญา มนุษย์สามารถตัดสินใจกระทำการต่าง ๆ
ขัดต่อสัญชาตญาณเพื่อเหตุผลทางศีลธรรมหรือสังคมได้ ดังนั้น
การอธิบายว่าค่านิยมพรหมจรรย์มีพื้นฐานจากวิวัฒนาการก็จริงเพียงบางส่วน
แต่ไม่ครอบคลุมความซับซ้อนทั้งหมดของพฤติกรรมมนุษย์
มุมมองด้านจิตวิทยา: วิทยาศาสตร์จิตวิทยาสนใจผลกระทบของประสบการณ์ทางเพศต่อสุขภาพจิตและพัฒนาการของบุคคล
การมีประสบการณ์ทางเพศครั้งแรกถือเป็น “พิธีผ่านช่วง”
(rite of passage) อย่างหนึ่งในชีวิต
ซึ่งอาจส่งผลต่อทัศนคติและบุคลิกภาพในระยะยาว
งานวิจัยพบว่าช่วงอายุที่สูญเสียพรหมจรรย์มีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านสังคมและจิตวิทยาหลายประการ
เช่น คนที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยมาก (ช่วงวัยรุ่นตอนต้น)
มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงบางอย่าง เช่น ใช้ถุงยางอนามัยไม่สม่ำเสมอ
มีเหตุผลในการร่วมเพศครั้งแรกที่ไม่เป็นการตัดสินใจด้วยตนเอง (เช่น
ถูกชักจูงหรือกดดัน) ส่งผลให้ความพึงพอใจต่ำกว่า
และมีโอกาสเผชิญปัญหาในชีวิตคู่หรือชีวิตครอบครัวมากกว่าคนที่เริ่มต้นอย่างเหมาะสมในวัยที่พร้อมกว่า
นอกจากนี้ การเริ่มมีเพศสัมพันธ์เร็วเกินไปยังสัมพันธ์กับสถิติด้านลบอื่น ๆ เช่น
อัตราการหย่าร้างสูงขึ้น รายได้เฉลี่ยต่ำลง
หรือสุขภาพกายโดยรวมแย่กว่ากลุ่มที่เริ่มช้ากว่า เป็นต้น ในทางกลับกัน
การรักษาพรหมจรรย์ไว้จนถึงวัยที่สายเกินไป (เช่น เข้าสู่วัย 30-40 แล้วยังไม่มีประสบการณ์ทางเพศ)
ก็อาจก่อความเครียดหรือความรู้สึกผิดปกติในบางคน โดยเฉพาะในสังคมที่เปิดกว้างเรื่องเพศ
เพราะอาจทำให้รู้สึกแปลกแยกหรือขาดความมั่นใจได้
นักจิตวิทยาเน้นว่าปัจจัยสำคัญที่สุดคือ ความสมัครใจและความพร้อมทางใจ หากคนเรามีเพศสัมพันธ์เมื่อรู้สึกพร้อมและทำด้วยความสมัครใจ
จะมีแนวโน้มได้รับประสบการณ์เชิงบวก รู้สึกดีกับตนเอง
และมีสุขภาพความสัมพันธ์ที่ดี ในทางตรงข้าม หากถูกบังคับหรือทำไปเพราะแรงกดดัน
(เช่น จากคู่รักหรือสังคม) อาจเกิดบาดแผลทางใจหรือทัศนคติเชิงลบต่อเรื่องเพศได้
ในภาพรวม จิตวิทยาสมัยใหม่สนับสนุน “การศึกษาเพศวิถีที่ครอบคลุม”
(comprehensive sex education) ที่ให้ข้อมูลทั้งด้านบวกและลบของเรื่องเพศ
โดยไม่เน้นแต่เพียงการห้ามปรามหรือการคุมกำเนิด
แต่รวมถึงการปลูกฝังให้เยาวชนเข้าใจว่าชีวิตทางเพศที่ดีคือส่วนหนึ่งของสุขภาวะและความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ
ในขณะเดียวกันก็สอนเรื่องความยินยอม (consent) และการเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกายของตนเองและผู้อื่น
ประเด็นร่วมสมัยและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ในโลกปัจจุบันที่ค่านิยมและองค์ความรู้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ประเด็นเรื่องเพศสัมพันธ์และการถือพรหมจรรย์ได้รับการหยิบยกมาถกเถียงใหม่ในหลายมิติ
เกิดการตั้งคำถามต่อค่านิยมดั้งเดิมและการเปิดกว้างต่อทางเลือกอันหลากหลายของปัจเจกบุคคล
ประเด็นร่วมสมัยที่สำคัญ ได้แก่:
1. การตั้งคำถามและวิพากษ์ค่านิยมดั้งเดิม: กระแสสตรีนิยม (feminism) และสิทธิมนุษยชนได้วิพากษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมที่ให้คุณค่ากับพรหมจรรย์ของผู้หญิงอย่างไม่สมเหตุสมผล
นักวิจารณ์เหล่านี้ชี้ว่า “พรหมจรรย์ไม่มีผลต่อคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนคนนั้น” การที่สังคมยึดติดกับแนวคิด “หญิงดีย่อมบริสุทธิ์ผุดผ่อง”
เป็นการตีกรอบที่ไม่ยุติธรรมและเป็นการลดทอนคุณค่าของผู้หญิง ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกามีสิ่งที่เรียกว่า
“วัฒนธรรมความบริสุทธิ์” (purity culture) ฝ่ายอนุรักษ์นิยมบางกลุ่มจัดงาน
“พริตี้บอล” (purity ball) ซึ่งให้เด็กหญิงแต่งชุดขาวไปร่วมงานกับบิดาและปฏิญาณว่าจะรักษาพรหมจรรย์จนถึงคืนวันแต่งงาน
การรณรงค์ลักษณะนี้ถูกวิพากษ์ว่าทำให้ผู้หญิงถูกมองเป็น “ทรัพย์สินทางเพศ”
ของพ่อและต่อมาของสามี
อีกทั้งยังสร้างความอับอายให้เหยื่อที่ถูกข่มขืนหรือตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศ
เนื่องจากวัฒนธรรมนี้สอนว่าหญิงที่ไม่บริสุทธิ์ (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด) นั้นด้อยค่าลง
ตัวอย่างอันโด่งดังคือกรณีของเอลิซาเบธ สมาร์ท (Elizabeth Smart) ผู้ซึ่งเคยถูกลักพาตัวและข่มขืนตอนอายุ 14 ปี
เธอกล่าวสุนทรพจน์ในภายหลังว่าการได้รับการสั่งสอนเรื่องพรหมจรรย์ก่อนแต่งงานอย่างเข้มงวดทำให้เธอรู้สึกสิ้นคุณค่าตนเองหลังถูกข่มขืน
เสมือนว่า “กลายเป็นหมากฝรั่งเคี้ยวแล้วที่ไม่มีใครอยากได้”
กรณีของสมาร์ทกลายเป็นอุทาหรณ์ให้สังคมตระหนักว่า วัฒนธรรมที่ยึดหญิงบริสุทธิ์=หญิงมีค่า
นั้นส่งผลเสียจริงต่อเหยื่อความรุนแรงทางเพศ และต่อสถานภาพของผู้หญิงในสังคมโดยรวม
คำกล่าวของนักเขียนสตรีนิยม Jill Filipovic สรุปประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า:
“พรหมจรรย์ไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับคุณค่าของคนคนหนึ่ง” การส่งเสริมความคิดว่าผู้หญิงจะหมดคุณค่าเมื่อสูญเสียพรหมจรรย์เท่ากับพาสังคมถอยหลังกลับไปยุคกลาง
นักสตรีนิยมเสนอให้แทนที่ค่านิยมนี้ด้วยการสอนเยาวชนทั้งชายหญิงให้เคารพตัวเอง
เคารพผู้อื่น
และมองเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติที่ควรเกิดจากความสมัครใจและความรับผิดชอบ
มากกว่าจะเป็น “บาป” หรือ “ตราบาป” ที่ต้องแบกไว้
2. ความหลากหลายทางเพศและการนิยามพรหมจรรย์ใหม่: โลกยุคใหม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) และรูปแบบความสัมพันธ์ที่มิใช่กรอบรักต่างเพศแบบเดิมมากขึ้น
ทำให้แนวคิดเรื่อง “การเสียพรหมจรรย์” ต้องถูกตีความใหม่ เช่น ในกรณีคู่รักเพศเดียวกัน
คำว่า “พรหมจรรย์” ที่เดิมผูกกับการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงอาจใช้นิยามไม่ตรง
กลุ่มคนหลากหลายทางเพศได้ตั้งคำถามว่า “อะไรคือการเสียพรหมจรรย์ของรักร่วมเพศ?”
งานวิจัยเชิงสังคมบ่งชี้ว่าคำนิยามนั้นแตกต่างหลากหลาย
บางคนมองว่าการร่วมเพศทางทวารหนักคือการเสียพรหมจรรย์ของชายรักชาย บ้างว่าเพศหญิงรักหญิงจะเสียพรหมจรรย์เมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางปากกับคู่หญิง
เป็นต้น บางคู่รัก LGBTQ+ อาจนิยามประสบการณ์ทางเพศครั้งแรกของตนว่าเป็นการเสียพรหมจรรย์
แม้จะมิใช่การสอดใส่อวัยวะเพศแบบชายหญิง เช่น การมีเพศสัมพันธ์ด้วยมือ ปาก
หรือใช้อุปกรณ์ สิ่งนี้สะท้อนว่าพรหมจรรย์ไม่ใช่แนวคิดสากลที่ใช้ได้กับทุกคนโดยตรง
แต่เป็นนิยามที่ขึ้นกับมุมมองของแต่ละบุคคล แต่ละวัฒนธรรม และแต่ละรสนิยมทางเพศ
ในทำนองเดียวกัน กลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศหรือความต้องการทางเพศเฉพาะ เช่น
กลุ่มผู้ไม่มีแรงดึงดูดทางเพศ (asexual) ก็ได้เข้ามามีเสียงในสังคม
พวกเขาชี้ว่าการเลือกจะไม่มีเพศสัมพันธ์เลยก็เป็นชีวิตที่มีความสุขสมบูรณ์รูปแบบหนึ่ง
ไม่ควรถูกมองว่า “ผิดปกติ” หรือ “น่าสงสาร”
สังคมสมัยใหม่จึงเริ่มเปิดพื้นที่ให้คนสามารถนิยามความสุขและความพึงพอใจของตนเองโดยไม่ต้องยึดติดกับบรรทัดฐานดั้งเดิมเรื่องการมีหรือไม่มีเพศสัมพันธ์
3. สิทธิในเนื้อตัวร่างกายและเสรีภาพในการเลือก: ปัจจุบันมีการยอมรับอย่างแพร่หลายว่า “เรื่องเพศเป็นสิทธิส่วนบุคคล” ประชาชนมีสิทธิจะตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายและชีวิตทางเพศของตนเอง
ตราบใดที่ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
หลักการนี้ได้รับการรับรองในปฏิญญาสิทธิทางเพศขององค์การอนามัยโลกและองค์กรสากลต่าง
ๆ ที่ระบุว่า “มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะบรรลุสุขภาวะทางเพศในระดับสูงสุด
ซึ่งรวมถึงโอกาสที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ทางเพศที่น่าพึงพอใจ ปลอดภัย
และก่อให้เกิดความสุข” การถือพรหมจรรย์หรือการมีเพศสัมพันธ์จึงควรเป็นทางเลือกที่บุคคลแต่ละคนสามารถตัดสินใจเองโดยปราศจากการบังคับหรือการตีตราจากสังคม
แนวคิดนี้ครอบคลุมทั้งสิทธิที่จะมีเพศสัมพันธ์ (sexual rights) และสิทธิที่จะงดเว้นเพศสัมพันธ์ (right to abstain) ตัวอย่างเช่น
ในบางประเทศมีการเคลื่อนไหวของเยาวชนที่เลือกถือพรหมจรรย์จนถึงแต่งงาน
(ผ่านการให้คำปฏิญาณตน virginity pledge) ซึ่งก็เป็นสิทธิของพวกเขาที่จะเลือกเส้นทางนั้น
ในขณะเดียวกัน
หากใครเลือกจะมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานก็ไม่ควรถูกประณามหรือลิดรอนสิทธิต่าง ๆ
เช่นกัน สังคมเสรีประชาธิปไตย สนับสนุนแนวคิดที่ว่ารัฐหรือศาสนาไม่ควรเข้ามาควบคุมกำกับชีวิตทางเพศของประชาชนเกินจำเป็น
กฎหมายหลายประเทศในปัจจุบันจึงปรับตัวไปในทางคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัว เช่น
ยกเลิกกฎหมายลงโทษผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรส
หรือยกเลิกกฎหมายบังคับตรวจพรหมจรรย์ เป็นต้น
4. การเปลี่ยนแปลงของสถาบันครอบครัวและรูปแบบความสัมพันธ์: ในยุคปัจจุบัน รูปแบบความสัมพันธ์มีความหลากหลายกว่าเดิม
ทั้งการอยู่เป็นโสดตลอดชีวิต การอยู่ร่วมกันโดยไม่แต่งงาน (อยู่กินแบบคู่ชีวิต)
คู่รักเพศเดียวกัน ตลอดจนความสัมพันธ์แบบเปิด (open relationship) หรือมีคู่หลายคนอย่างยินยอม (polyamory) รูปแบบเหล่านี้ท้าทายบรรทัดฐานเดิมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์แบบคู่สมรสคู่เดียวและพรหมจรรย์ก่อนแต่งงาน
หลายคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับคอนเซ็ปต์พรหมจรรย์อีกต่อไป
และมองว่าความซื่อสัตย์หรือคุณค่าของคนอยู่ที่ความเคารพและความรับผิดชอบในความสัมพันธ์
มากกว่าจะอยู่ที่ประสบการณ์ทางเพศในอดีต
ความเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดในทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่ว่า “เรื่องพรหมจรรย์เป็นเรื่องส่วนตัวและไม่ใช่สิ่งวัดคุณค่าของใคร” หากทั้งสองฝ่ายยินยอมและเคารพกัน
เพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังสมรส
5. การรับมือกับผลกระทบของวัฒนธรรมดั้งเดิม: ถึงแม้ว่าค่านิยมหลายอย่างเกี่ยวกับความบริสุทธิ์จะถูกวิพากษ์และค่อย ๆ
ลดบทบาทลง แต่ผลกระทบทางลบที่ตกค้างยังต้องการการเยียวยา ตัวอย่างเช่น
ผู้หญิงจำนวนมากที่เติบโตมาในวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับพรหมจรรย์มากอาจต้องรับมือกับ
“ความรู้สึกผิดหรือความกลัว” เกี่ยวกับเรื่องเพศในชีวิตคู่
แม้จะแต่งงานแล้วก็ตาม
นักบำบัดครอบครัวพบว่าหลายคู่สมรสที่มาจากครอบครัวเคร่งศาสนาประสบปัญหาในการปรับตัวเรื่องเพศสัมพันธ์หลังแต่งงาน
เนื่องจากฝ่ายหญิงอาจมีภาพจำว่าเซ็กส์เป็นสิ่งสกปรกหรือผิดบาปจนไม่สามารถรู้สึกผ่อนคลายหรือมีความสุขกับสามีได้
หรือฝ่ายชายอาจมีปมคิดว่าต้องการคู่บริสุทธิ์และเมื่อทราบว่าภรรยาเคยมีแฟนมาก่อนก็เกิดความระแวง
เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยการสื่อสารและการให้ความรู้เชิงบวกเรื่องเพศมาแก้ไข
ในขณะเดียวกัน สำหรับฝ่ายชาย แม้โดยทั่วไปจะไม่ได้รับแรงกดดันให้รักษาพรหมจรรย์เท่าฝ่ายหญิง
แต่ก็มักได้รับแรงกดดันในทางตรงกันข้าม เช่น คาดหวังให้มีประสบการณ์
(มิฉะนั้นจะถูกเย้ยว่า “ไร้สาวแล” เป็นต้น)
อีกทั้งสังคมชายเป็นใหญ่บางแห่งยังส่งเสริมภาพลักษณ์ชายชาตรีที่ต้องมีเพศสัมพันธ์กับหญิงหลายคนเพื่อพิสูจน์ความเก่ง
ทำให้ชายหนุ่มจำนวนหนึ่งมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือทัศนคติที่ไม่เคารพเพศตรงข้าม
กลายเป็นอีกด้านหนึ่งของปัญหาที่เกิดจากมาตรฐานสองทาง ด้วยเหตุนี้ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมยุคใหม่จึงเน้นสร้างความเข้าใจเรื่องเพศอย่างเท่าเทียมระหว่างเพศ
ส่งเสริมให้ทั้งชายและหญิงตระหนักถึงคุณค่าในตนเองและเคารพซึ่งกันและกัน
ไม่ว่าสถานะพรหมจรรย์หรือประสบการณ์ทางเพศของแต่ละคนจะเป็นเช่นไร
6. สื่อและอินเทอร์เน็ต: ในยุคดิจิทัล เรื่องเพศถูกนำเสนออย่างกว้างขวางบนอินเทอร์เน็ต
ทั้งด้านบวกและด้านลบ เยาวชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเรื่องเพศได้ง่ายขึ้น
แต่ก็เผชิญแรงกดดันจากโซเชียลมีเดียและสื่อกระแสหลักเกี่ยวกับภาพลักษณ์ทางเพศ
วัฒนธรรม “hookup” หรือการมีความสัมพันธ์ชั่วคราวกลายเป็นที่พูดถึง
เช่นเดียวกับการรณรงค์ #SexPositive ที่ส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อเรื่องเพศและสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย
สถานการณ์นี้ทำให้เกิดบทสนทนาสาธารณะว่า “เราควรสอนเยาวชนเรื่องเพศอย่างไร” หลายฝ่ายเห็นพ้องว่าการให้ความรู้ที่ถูกต้องและรอบด้านเป็นสิ่งจำเป็น
เยาวชนควรเรียนรู้ทั้งเรื่องวิธีป้องกันตัวเองและการเคารพผู้อื่น
ตลอดจนเรียนรู้ที่จะวิพากษ์สื่อที่มักนำเสนอภาพผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศหรือยกย่องผู้ชายเจ้าชู้
สุดท้ายแล้ว เป้าหมายคือสร้างสภาพแวดล้อมที่เยาวชนสามารถเติบโตมาโดย ไม่รู้สึกอับอายหรือถูกบีบคั้นเรื่องเพศ
แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถตัดสินใจได้อย่างมีความรับผิดชอบและเคารพคุณค่าของตนเอง
บทสรุป
เรื่อง “เพศสัมพันธ์และการถือพรหมจรรย์” เป็นหัวข้อที่เชื่อมโยงกับหลายมิติของการเป็นมนุษย์ ทั้งด้านชีววิทยา
จิตวิทยา สังคม วัฒนธรรม และศาสนา ในเชิงความหมาย
พรหมจรรย์เคยถูกมองต่างกันไปในประวัติศาสตร์ –
จากสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพและพลังของหญิงโบราณ
กลายมาเป็นคุณธรรมด้านศีลธรรมที่สังคมคาดหวัง โดยเฉพาะต่อผู้หญิง
แนวคิดนี้ได้รับการส่งต่อผ่านศาสนาต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นพุทธที่ส่งเสริมพรหมจรรย์ในหมู่บรรพชิต
คริสต์และอิสลามที่ถือว่าความบริสุทธิ์ก่อนสมรสเป็นข้อพึงปฏิบัติ
หรือฮินดูและขงจื๊อที่เชื่อมโยงพรหมจรรย์กับความสงบเรียบร้อยของครอบครัวและสังคม
ในเชิงปรัชญา นักคิดอย่างสโตอิกและขงจื๊อเน้นการควบคุมตนเองและความซื่อสัตย์ทางเพศ
ส่วนฟรอยด์และนักจิตวิทยาสมัยใหม่กลับชี้ให้เห็นความสำคัญของการเข้าใจและปลดปล่อยแรงขับทางเพศอย่างเหมาะสม
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการเก็บกดและความทุกข์ทางใจ มุมมองทางสังคมศาสตร์ช่วยให้เราเห็นว่าพรหมจรรย์เป็น
“สิ่งประกอบสร้างทางสังคม” ที่สังคมใช้กำกับบทบาททางเพศ
ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อค่านิยมและโครงสร้างอำนาจเปลี่ยน
ส่วนมุมมองวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยมีประโยชน์หลายประการต่อสุขภาพ
แต่การไม่มีเพศสัมพันธ์เลยก็ไม่ใช่สิ่งที่เสียหาย หากเป็นความประสงค์ของเจ้าตัวและไม่ก่อความเครียด
ในโลกปัจจุบัน การเคารพ สิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคล
เป็นหัวใจสำคัญ ประชาชนควรมีสิทธิเลือกวิถีชีวิตทางเพศของตนเอง –
จะถือพรหมจรรย์หรือไม่ – โดยปราศจากการตีตราหรือบังคับจากสังคม
การศึกษาและบทสนทนาสาธารณะที่เปิดกว้างจะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่สมดุล
ไม่สุดโต่งไปทาง “หมกมุ่นเรื่องบริสุทธิ์” จนกดดันคนหนุ่มสาว และไม่ไปทาง
“ส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์โดยขาดความรับผิดชอบ” จนเกิดปัญหาอื่น ๆ สุดท้ายแล้ว เพศสัมพันธ์ควรเป็นเรื่องของความรัก
ความยินยอม และความรับผิดชอบร่วมกัน
ขณะที่พรหมจรรย์ควรเป็นเรื่องของทางเลือกส่วนบุคคลมากกว่าจะเป็นมาตรวัดคุณค่าของใคร
ดังที่ Jill Filipovic กล่าวไว้ “พรหมจรรย์ไม่มีผลต่อคุณค่าของคนเรา
เราทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเองโดยเนื้อแท้” การตระหนักเช่นนี้จะช่วยให้สังคมก้าวข้ามกรอบเก่า
ๆ ที่ล้าสมัย
และสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่เคารพความหลากหลายทางเพศและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
เอกสารอ้างอิง
- Carpenter,
L. (2001). Virginity Lost: An Intimate Portrait of First Sexual
Experiences.
- All
That's Interesting. "The Untold Story Behind Humanity’s Obsession
With Virginity." (2016)
- Wikipedia.
"Virginity." สืบค้นวันที่ 10 สิงหาคม
2025
- Wikipedia.
"Celibacy." สืบค้นวันที่ 10 สิงหาคม
2025
- The
Matter. "เพศของพระ: การข่มอารมณ์ทางเพศของพระ." (2022)
- Yodthong,
A. (2020). "Theravada Buddhism and Ethical Perspectives on Sexual
Intercourse." Mahidol University.
- Practical
Stoicism. "Having Morally Appropriate Sex in Stoicism." (2023)
- Tian,
H. (2023). "Religion and Sexuality: Late Ming China." Religions
14(12): 1552.
- Vision.org.
"Sigmund Freud: Psychoanalysis and Sexual Repression."
- Filipovic,
J. (2013). "'Purity' culture: bad for women, worse for survivors of
sexual assault." The Guardian.
- Healthline.
"The Health Benefits of Sex." (2023)
- Brody,
S. et al. (2004). "Sexual Behavior and Happiness." Journal of
Economic Behavior & Organization.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น