เรื่อง “เงิน” ในศาสนา ลัทธิ ปรัชญา มนุษยวิทยา และสังคมวิทยา
บทนำ
เรื่องของ “เงิน”
เป็นประเด็นสากลที่ทุกคนในสังคมต้องเผชิญและให้ความสำคัญ
ไม่ว่าจะเป็นการหาเงินมาเลี้ยงชีพ การใช้จ่ายเพื่อตอบสนองความต้องการ
การเก็บออมเพื่ออนาคต หรือการลงทุนเพิ่มพูนทรัพย์สิน แนวคิดเกี่ยวกับเงินจึงปรากฏอยู่ในคำสอนและทฤษฎีของหลายศาสตร์
ทั้งทางศาสนา คำสอนลัทธิหรืออุดมการณ์ต่างๆ ปรัชญา รวมถึงมนุษยวิทยาและสังคมวิทยา บทความนี้จะสำรวจมุมมองของศาสตร์เหล่านี้อย่างสมดุล ในทั้งสี่มิติหลัก
ได้แก่ (1) การหาเงิน (การแสวงหาหรือผลิตทรัพย์สิน) (2)
การใช้เงิน (การใช้จ่ายเพื่อตอบสนองความต้องการหรือคุณค่า) (3)
การเก็บเงิน (การออมและสะสมทรัพย์) และ (4) การลงทุน (การนำเงินไปเพิ่มมูลค่า) พร้อมทั้งเปรียบเทียบแนวคิดสำคัญระหว่างศาสตร์เหล่านี้
เช่น เปรียบเทียบคำสอนทางพุทธศาสนากับลัทธิมาร์กซ์
หรือปรัชญากรีกโบราณกับแนวคิดสังคมวิทยาสมัยใหม่ ทั้งนี้จะมุ่งเน้นหลักคิดสำคัญ
แนวปฏิบัติ และผลกระทบต่อสังคมในแต่ละมุมมอง โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายแต่ลึกซึ้ง
เหมาะสำหรับผู้อ่านทั่วไปที่สนใจสังคม วัฒนธรรม และจริยศาสตร์
มุมมองทางศาสนาต่อเงิน
หลักคำสอนทางศาสนามักเน้นเรื่องคุณธรรมและความพอดีในการครอบครองและใช้ทรัพย์สิน ตัวอย่างเด่นคือคำสอนในพระพุทธศาสนา
ซึ่งมองว่าเงินทองเป็นปัจจัยทางโลกที่แม้จะจำเป็นต่อการดำรงชีวิต
แต่หากยึดติดมากไปย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ การหาเงินในมุมมองของพุทธศาสนา ควรทำด้วยความเพียรพยายามและสุจริต
ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ตรงกับมรรคองค์ที่ห้า “สัมมาอาชีวะ” (การเลี้ยงชีพชอบ)
ซึ่งเน้นการประกอบอาชีพสุจริตไม่ผิดศีลธรรม พุทธศาสนายังสอนให้เข้าใจความไม่เที่ยงของทรัพย์สิน
ชี้ว่าทรัพย์สมบัติภายนอกไม่จีรังและไม่ใช่สิ่งนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง
เมื่อรับรู้ดังนี้จึงควรลดความโลภและเพิ่มความเมตตาแทน
การใช้เงินตามหลักศาสนาจะเน้นการใช้เพื่อประโยชน์ที่ถูกต้องและเพื่อผู้อื่น ในพุทธศาสนา มีหลักธรรมเรื่อง “ทาน” คือการให้ด้วยใจบริสุทธิ์
เป็นคุณธรรมสำคัญในการใช้ทรัพย์ ผู้ครองเรือนชาวพุทธได้รับแนะนำให้ใช้จ่ายเงินทองเพื่อยังชีพตนเองและครอบครัวอย่างพอประมาณ
และเผื่อแผ่ทำบุญทำทานช่วยเหลือผู้อื่น พระพุทธเจ้าทรงสอนแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์ที่หาได้อย่างเป็นระบบ
เรียกว่า “โภควิภาค ๔” หรือหลักการแบ่งทรัพย์ 4 ส่วน
คือแบ่งรายได้ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่
ส่วนแรก 1 ส่วน (25%) สำหรับใช้จ่ายเลี้ยงดูตนเอง
เลี้ยงดูบุพการีหรือผู้ที่ควรบำรุง และใช้ทำประโยชน์เช่นทำบุญให้ทาน ส่วนที่สองและสาม
2 ส่วน (50%) สำหรับลงทุนประกอบสัมมาอาชีพหรือเพิ่มพูนรายได้
และ ส่วนสุดท้าย 1 ส่วน (25%) เก็บสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินยามจำเป็น
หลักการนี้ชี้ให้เห็นว่าพุทธศาสนามิได้ปฏิเสธความสำคัญของเงิน
แต่สอนให้ใช้จ่ายอย่างมีสติ แบ่งส่วนทำทุนต่อยอดความก้าวหน้า
และต้องไม่ลืมเก็บออมเผื่ออนาคตเพื่อความมั่นคงของชีวิต กล่าวคือ การเก็บเงินในมุมมองนี้เป็นไปเพื่อความไม่ประมาท
เตรียมพร้อมรับมือความผันผวนในชีวิต โดยถือว่า “ปราชญ์ย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้
เหมือนทรัพย์ประเสริฐสุด” ดังที่มีการยกสุภาษิตบาลีมากล่าวไว้ในบริบทของหลักโภควิภาค
ส่วนการลงทุนก็ปรากฏอยู่ในคำสอนพุทธ เช่น
การแนะนำให้นำทรัพย์บางส่วนไปลงทุนให้เกิดดอกออกผล (เช่น
ค้าขายหรือเกษตรกรรมในสมัยพุทธกาล
หรือในปัจจุบันอาจเทียบได้กับการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ)
รวมถึงลงทุนในการศึกษาหาความรู้เพิ่มพูนปัญญาเพื่ออนาคตของตนเอง แนวปฏิบัติเหล่านี้อยู่ภายใต้กรอบความคิดเรื่อง ทางสายกลาง ที่เน้นความพอประมาณและความสมดุล กล่าวคือไม่ฝักใฝ่ความโลภจนขาดคุณธรรม
แต่ก็มิได้ปฏิเสธบทบาทของเงินในการยังชีพและสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม
นอกจากพุทธศาสนา ศาสนาอื่น ๆ
ก็มีมุมมองต่อเงินในทำนองใกล้เคียงกันในเรื่องศีลธรรม ศาสนาคริสต์สอนว่า “ความรักในเงินทองเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวง” เตือนมิให้ยึดถือเงินเป็นพระเจ้า
และมีคำกล่าวของพระเยซูว่าคนร่ำรวยย่อมเข้าถึงอาณาจักรของพระเจ้าได้ยาก
(“อูฐลอดรูเข็มยังง่ายกว่าคนรวยเข้าสู่แดนสวรรค์”)
เพื่อชี้ให้เห็นอันตรายของความหลงในทรัพย์สิน คริสต์ศาสนาสนับสนุนการทำงานหนัก
(Protestant work ethic ในฝ่ายโปรเตสแตนต์)
แต่ก็ส่งเสริมความเรียบง่ายและการแบ่งปัน
ชี้ว่ามนุษย์ไม่อาจรับใช้พระเจ้าและรับใช้เงินทองไปพร้อมกันได้ ศาสนาอิสลามเองก็ส่งเสริมให้ผู้ศรัทธาหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริตและพอเพียง
สั่งสอนเรื่องการใช้จ่ายในหนทางของพระเจ้า
(เช่นการบริจาคซะกาตเพื่อสงเคราะห์คนยากจน)
และห้ามการแสวงหากำไรเกินควรอย่างการคิดดอกเบี้ย (ริบา)
ซึ่งคล้ายกับแนวคิดในศาสนาคริสต์ยุคกลางที่มองว่าการปล่อยดอกเบี้ยเป็นบาป โดยสรุป มุมมองทางศาสนาเน้น ความพอดีและความเมตตาในการจัดการเรื่องเงิน การหาเงินต้องไม่ผิดศีลธรรม การใช้เงินควรเพื่อยังชีพที่เรียบง่ายและช่วยเหลือผู้อื่น การเก็บออมเพื่อความมั่นคงเป็นสิ่งพึงทำแต่ไม่ใช่เพื่อสะสมความมั่งคั่งเกินจำเป็น และการลงทุนหากจะทำก็ควรทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ประโยชน์โดยไม่โลภหรือฉ้อฉล
หลักการแบ่งทรัพย์ 4 ส่วนตามคำสอนพระพุทธเจ้า
แนะนำให้แบ่งรายได้เป็นส่วนใช้สอยจำเป็น ส่วนลงทุน และส่วนเก็บออมอย่างสมดุล
มุมมองของลัทธิหรืออุดมการณ์ทางสังคม
(กรณีลัทธิมาร์กซิสม์)
นอกเหนือจากศาสนา
มุมมองเรื่องเงินยังถูกกล่าวถึงอย่างเข้มข้นในลัทธิหรืออุดมการณ์ทางสังคมการเมือง ตัวอย่างสำคัญได้แก่ ลัทธิมาร์กซิสม์ (Marxism) ซึ่งวิเคราะห์บทบาทของเงินในระบบทุนนิยมและมีจุดยืนวิพากษ์ทุนอย่างเด่นชัด คาร์ล มาร์กซ์ นักคิดผู้ก่อตั้งลัทธินี้มองว่าในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม
เงินกลายเป็นเสมือน “พระเจ้า” องค์ใหม่ที่ผู้คนหมุนเวียนบูชา
โดยที่ความสัมพันธ์ทางสังคมและคุณค่าต่างๆ
ถูกลดทอนให้กลายเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนด้วยเงินตรา เขากล่าวไว้ทำนองว่า
“เงินทองทำให้เทพเจ้าทั้งหลายของมนุษย์ต้องตกต่ำลงและแปรเปลี่ยนกลายเป็นเพียงสินค้า” ซึ่งสะท้อนมุมมองว่าคุณธรรม ศาสนา
และความสัมพันธ์ที่มนุษย์เคยนับถือหรือให้คุณค่า
ถูกอำนาจของทุนกลืนกลายเป็นเรื่องของมูลค่าเงินตราไปเสียสิ้น มาร์กซ์ยังเสียดสีชนชั้นนายทุนด้วยว่า “คนรวยยอมทำทุกอย่างเพื่อคนจน
ยกเว้นอย่างเดียวคือหยุดขี่หลังคนจน” ชี้ให้เห็นการเอารัดเอาเปรียบที่ฝังอยู่ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน
ในทรรศนะของมาร์กซิสม์ การหาเงินหรือการแสวงหากำไรส่วนตัวถูกมองว่าเป็นผลผลิตของระบบชนชั้น
นายทุนต้องแสวงหากำไรสูงสุดโดยกดค่าแรงคนงานให้ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของแรงงานจนเกิดเป็น*“มูลค่าส่วนเกิน”* ชนชั้นกรรมาชีพจึงถูกบีบให้ขายแรงงานเพื่อแลกเงินเดือนประทังชีวิต
ในขณะที่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกแก่ชนชั้นนายทุน มาร์กซ์มองว่าการหาเงินเช่นนี้ไม่ใช่ความผิดส่วนตัวของใครคนใด
แต่เป็นโครงสร้างของระบบทุนนิยมที่ส่งเสริมการแข่งขันและความโลภ ดังนั้นในสังคมคอมมิวนิสต์ที่อุดมคติตามแนวคิดของมาร์กซิสม์
การผลิตจะทำเพื่อสนองความต้องการของส่วนรวม หาใช่เพื่อกำไรส่วนตัว
และแรงงานทุกคนจะมีงานทำเพื่อประโยชน์สังคมโดยรวม
การใช้เงินในสายตาของมาร์กซ์และมาร์กซิสต์เกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่อง
“ฟติชนิยมสินค้า” (commodity fetishism) คือในระบบทุน ผู้คนเกิดความหลงใหลในสินค้าและการบริโภค
เสมือนว่าสินค้ามีคุณค่าในตัวเอง ทั้งที่จริงคุณค่ามาจากแรงงานมนุษย์ การบริโภคจึงกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่รองรับวงจรการผลิตเพื่อกำไร
นายทุนต้องส่งเสริมให้คนงานนำค่าจ้างที่ได้กลับมาใช้ซื้อสินค้า
(รวมถึงสินค้าฟุ่มเฟือย) เพื่อสร้างกำไรต่อเนื่อง แนวคิดมาร์กซิสต์มองการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของชนชั้นนายทุนว่าเป็นการใช้เพื่อโอ้อวดสถานะบนหยาดเหงื่อแรงงานผู้อื่น
และมองการบริโภคของชนชั้นแรงงานว่าเป็นการปลอบประโลมตนชั่วคราวจากชีวิตที่ถูกแปลกแยก ดังนั้นสังคมอุดมคติของมาร์กซ์จึงไม่ส่งเสริมบริโภคนิยมเกินจำเป็น
แต่เน้นให้ทุกคนบริโภคตามความต้องการที่เหมาะสม (แนวคิด “จากแต่ละคนตามความสามารถ สู่แต่ละคนตามความต้องการ”)
สำหรับการเก็บเงินหรือสะสมทุน
ลัทธิมาร์กซ์มองว่านี่คือหัวใจของระบบทุน ชนชั้นนายทุนสะสมทุน
(ผ่านรูปของเงิน เครื่องจักร ที่ดิน ฯลฯ)
เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและสร้างกำไรมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในขณะที่ชนชั้นแรงงานส่วนใหญ่ไม่อาจเก็บออมได้มากเพราะมีรายได้เพื่อยังชีพอย่างจำกัด การสะสมทุนในมือคนส่วนน้อยนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและอำนาจผูกขาดทางเศรษฐกิจ มาร์กซ์วิจารณ์การกักตุนเงิน (hoarding) ไว้ไม่เข้าสู่การลงทุนว่าเป็นการตัดวงจรการหมุนเวียนของทุนด้วย อย่างไรก็ดี
เป้าหมายระยะยาวของลัทธิคอมมิวนิสต์คือการสร้างสังคมที่ไร้ชนชั้น
ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัวแบบทุน เมื่อถึง“ระยะขั้นสูง”ของสังคมคอมมิวนิสต์
เงินตราแบบที่รู้จักในระบบทุนนิยมจะหมดความจำเป็นไป มาร์กซ์กล่าวถึงสังคมอนาคตนี้ไว้ว่าหลังผ่านช่วงเปลี่ยนผ่าน
(สังคมนิยม) ไปแล้ว มนุษย์อาจจัดสรรผลผลิตโดยไม่ต้องใช้เงินตราเลยก็ได้
หรือใช้เพียงบัตรแรงงานแทนเงินที่ไม่อาจสะสมหรือซื้อขายเก็งกำไร นั่นหมายความว่าในอุดมคติแบบมาร์กซิสต์
บทบาทของเงินในการกำหนดชีวิตผู้คนจะเลือนหายไป การลงทุนส่วนตัวเพื่อผลกำไรจะไม่มี
เพราะปัจจัยการผลิตจะอยู่ในมือส่วนรวม การลงทุนในสังคมใหม่จะอยู่ในรูปการวางแผนโดยส่วนกลาง
มุ่งเพิ่มสวัสดิการและคุณภาพชีวิตให้สมาชิกทุกคน
แทนที่จะเป็นการลงทุนเพื่อตอบสนองทุนส่วนบุคคล
จะเห็นได้ว่าแม้ทั้งพุทธศาสนาและลัทธิมาร์กซ์ต่างก็วิจารณ์ความโลภและการยึดติดในทรัพย์สิน
แต่แนวทางแก้ปัญหานั้นต่างกัน พุทธศาสนาเน้นการขัดเกลาจิตใจ
ลดละกิเลสเป็นสำคัญ
ในขณะที่มาร์กซิสม์เน้นการปฏิรูปโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจให้เท่าเทียม อย่างไรก็ดี
ทั้งสองมุมมองต่างก็ชี้ให้เห็นว่าการหมกมุ่นสะสมเงินทองโดยลืมคุณธรรมและความยุติธรรมย่อมนำมาซึ่งความทุกข์และความไม่เป็นธรรมในสังคม
มุมมองทางปรัชญาต่อเงิน
นักปรัชญาตลอดประวัติศาสตร์ได้ตั้งคำถามถึงคุณค่าและบทบาทของเงินในชีวิตมนุษย์ ตั้งแต่ยุคกรีกโบราณเป็นต้นมา
มีทั้งผู้ที่เห็นประโยชน์ของเงินในฐานะสื่อกลางแลกเปลี่ยนและผู้ที่ตระหนักถึงโทษภัยของการหลงใหลเงินทอง การหาเงินและความมั่งคั่งถูกวิเคราะห์ในแง่จริยธรรมในงานเขียนของนักปรัชญากรีกหลายคน ตัวอย่างเช่น อริสโตเติล (Aristotle) นักปราชญ์ชาวกรีก
เห็นว่าการแสวงหาทรัพย์มีสองรูปแบบ รูปแบบแรกคือ
“ธรรมชาติ” (Natural wealth-getting) ได้แก่การหารายได้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและตอบสนองชีวิตที่ดีตามสมควร
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการครัวเรือนที่ดี (oikonomia ต้นเค้าของคำว่า
economy) แต่อีกรูปแบบหนึ่งคือการแสวงหาทรัพย์อย่างไม่รู้จบ
(“chrematistikon” หรือแนวพาณิชย์เพื่อกำไร)
ซึ่งอริสโตเติลมองว่าเป็นสิ่งไม่เป็นธรรมชาติและขัดกับคุณธรรม เขาเขียนไว้ว่า “วิธีหาเงินที่น่าเกลียดที่สุดและถูกเกลียดชังมากที่สุดก็คือการปล่อยดอกเบี้ยกินกำไร
เพราะมันเป็นการทำให้เงินคลอดดอกออกลูกจากตัวเงินเอง
ทั้งที่เงินนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้แลกเปลี่ยน มิใช่เพื่อเพิ่มพูนผ่านดอกเบี้ย” นี่เป็นการประณามการลงทุนหวังผลทางดอกเบี้ยหรือการทำเงินจากเงิน
(เช่น การปล่อยกู้กินดอก) ว่าเป็นเรื่องผิดธรรมชาติในทรรศนะของอริสโตเติล
การใช้เงินในสายตาของอริสโตเติลและนักปรัชญากรีกเกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่อง
“ทางสายกลาง” และความดีพร้อม อริสโตเติลสอนเรื่อง เมโซเตส (ความพอดี)
ว่าคุณธรรมทั้งหลายอยู่ระหว่างสุดโต่งสองด้าน การใช้ทรัพย์สินก็เช่นกัน เขากล่าวว่าความมั่งคั่งเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการมีชีวิตที่ดี (a
tool for the good life) มิใช่เป้าหมายในตัวมันเอง ดังนั้นการครอบครองหรือใช้จ่ายทรัพย์สินควรอยู่ในขอบเขตที่ช่วยส่งเสริมชีวิตที่มีคุณธรรม ผู้ที่ร่ำรวยควรฝึกคุณธรรมแห่งความเอื้อเฟื้อ (เช่น generosity
หรือ liberality) คือรู้จักบริจาคและใช้ทรัพย์เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ขณะที่ผู้ปกครองนครรัฐก็ควรมีคุณธรรมแห่งความโอ่อ่าในการใช้จ่ายเพื่อสาธารณประโยชน์
(เรียกว่า magnificence) นักคิดสำนักสโตอิก (Stoics)
ในยุคหลังต่อมาก็ถือว่า “ทรัพย์สมบัติ”
เป็นเพียงสิ่งภายนอกที่ไม่ใช่คุณธรรม (indifferent) คือมีหรือไม่มีก็ไม่กระทบต่อความดีของคนโดยตรง แต่หากมีทรัพย์ก็สามารถใช้ไปในทางดีได้
หรือหากสูญเสียทรัพย์ก็ไม่ควรเสียใจเพราะมันไม่ใช่แก่นแท้ของชีวิต ส่วนการเก็บออมทรัพย์นั้น
ปรัชญากรีกเน้นให้เก็บไว้เพียงเพื่อความมั่นคงจำเป็น
ไม่สนับสนุนการกักตุนสะสมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อริสโตเติลเตือนว่าความโลภไม่มีขอบเขตจำกัด
คนที่หมกมุ่นกับการสะสมเงินจะไม่มีวันพอเพียง
ซึ่งนำไปสู่ความเสื่อมเสียทางจริยธรรม สำหรับการลงทุนหรือพอกพูนทรัพย์สินให้มากขึ้น
นักปราชญ์กรีกยุคโบราณส่วนใหญ่มีท่าทีระมัดระวังหรือไม่เห็นด้วยหากทำเกินขอบเขตความจำเป็น ดังที่กล่าวถึงกรณีดอกเบี้ยข้างต้น อย่างไรก็ตาม
พวกเขายอมรับการค้าและการแลกเปลี่ยนที่ตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติ อริสโตเติลเองก็เข้าใจว่าการมีเงินตราช่วยให้การแลกเปลี่ยนสินค้าราบรื่นเป็นธรรมขึ้นแทนระบบแลกเปลี่ยนของต่อของ เขากล่าวว่าเงินเป็นสิ่งสมมติที่สังคมสร้างขึ้นมา (“เงินเป็นสิ่งที่มีขึ้นตามกฎหมู่ (nomos) ไม่ใช่โดยธรรมชาติ
(physis)”) เพื่อเป็นสื่อกลางวัดมูลค่าของสิ่งต่าง ๆ แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อผู้คนหลงลืมว่าเงินมีไว้เพื่อการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรม
แล้วกลับเอาเงินมาเป็นเป้าหมายชีวิต ซึ่งในทรรศนะปรัชญากรีกถือว่าเป็นการดำเนินชีวิตที่พลั้งผิดไปจากคุณธรรมความดี
อนึ่ง
ในประวัติศาสตร์ปรัชญายังมีนักคิดบางคนที่วิพากษ์วิจารณ์เงินทองอย่างรุนแรง ไดโอจีเนส (Diogenes) แห่งสำนักซินิก (Cynic)
ในกรีกโบราณถึงกับปฏิเสธความสำคัญของเงินและทรัพย์สินทางวัตถุโดยสิ้นเชิง เขาใช้ชีวิตอย่างสมถะยิ่ง (ว่ากันว่าอาศัยในถังน้ำหรือไหใบใหญ่)
เพื่อแสดงความเป็นอิสระจากความหรูหราใด ๆ
และเคยแสดงท่าทียโสต่อหน้าอเล็กซานเดอร์มหาราชด้วยการบอกให้ราชายืนหลบเพราะบังแดดเขา แนวคิดของสำนักซินิกเน้นการใช้ชีวิตตามธรรมชาติและคุณธรรมภายใน
โดยเห็นว่าเงินทองยศศักดิ์ล้วนเป็นสิ่งปรุงแต่งที่ไม่จำเป็น แม้แนวทางสุดโต่งเช่นนี้จะมีผู้น้อยที่ปฏิบัติตามได้จริง
แต่มันก็ชี้ให้เห็นมุมมองหนึ่งของปรัชญาที่ท้าทายอำนาจของเงินอย่างถึงที่สุด โดยสรุป มุมมองทางปรัชญา (โดยเฉพาะปรัชญาตะวันตกคลาสสิก)
เกี่ยวกับเงินเน้นที่การตั้งคำถามถึงเป้าหมายชีวิต เงินควรเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับชีวิตที่ดีตามคุณธรรม
มิใช่สิ่งให้มนุษย์ใฝ่หาอย่างไร้ขอบเขต การหาเงินต้องอยู่ในกรอบคุณธรรม การใช้จ่ายต้องมีความพอดี การออมต้องไม่กลายเป็นความตระหนี่ถี่เหนียว
และการลงทุนเพื่อหวังผลกำไรเกินควร (เช่นการเก็งกำไรหรือการกินดอกเบี้ย)
นั้นถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับความดีงามตามธรรมชาติของมนุษย์
มุมมองทางมานุษยวิทยาต่อเงิน
มนุษยวิทยา (Anthropology) ในฐานะวิชาที่ศึกษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคมต่าง ๆ
ให้ภาพมุมมองที่กว้างและหลากหลายเกี่ยวกับ “เงิน” นักมานุษยวิทยาพบว่า
เงินตราในความหมายแบบสากล (ที่เป็นเหรียญกษาปณ์หรือธนบัตรใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย)
มิใช่สิ่งที่มีอยู่ในทุกสังคมมาตลอดประวัติศาสตร์ ในหลายสังคมดั้งเดิมไม่มีเงินตราแต่เดิม การหาอยู่หากินเป็นไปเพื่อยังชีพของกลุ่มก้อนครอบครัวหรือชนเผ่า
มากกว่าจะเพื่อสะสมมูลค่าเชิงนามธรรม ระบบ เศรษฐกิจของขวัญ
(gift economy) พบได้มากในสังคมเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ
ซึ่งมีลักษณะคือผู้คนแลกเปลี่ยนให้สิ่งของกันโดยไม่คิดราคา
แต่คาดหมายว่าผู้รับจะตอบแทนคืนในอนาคตตามมารยาทและความสัมพันธ์ มูลค่าของการให้ในระบบนี้จึงอยู่ที่การสร้างสัมพันธ์และเครือญาติ
มากกว่าอยู่ที่ตัวสิ่งของที่ให้ มีคำกล่าวในทางมานุษยวิทยาว่า
“สกุลเงินในระบบของขวัญคือความสัมพันธ์” กล่าวคือการให้และรับของขวัญสร้างสายใยทางสังคมที่ผูกคนเข้าไว้ด้วยกัน
มากกว่าการแลกเปลี่ยนซื้อขายที่จบลงเป็นครั้งคราวเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ในหลายวัฒนธรรม การใช้เงินในเชิงใช้ทรัพย์แลกสินค้าโดยตรงอาจไม่ใช่รูปแบบหลักของการแลกเปลี่ยน หลายชุมชนใช้ระบบแลกเปลี่ยนสิ่งของ (barter) หรือระบบให้เปล่าอย่างมีเงื่อนไขทางสังคม
(เช่นการเลี้ยงฉลอง การช่วยแรงงานซึ่งกันและกัน) แทนการใช้เงินตรา ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงคือ พิธี กูลา (Kula
exchange) ในหมู่เกาะโทรเบรียนด์แห่งเมลาเนเซีย ซึ่งเผ่าต่าง ๆ
แลกเปลี่ยนเปลือกหอยที่มีคุณค่าทางพิธีกรรมระหว่างกันเป็นวงจร วัตถุที่แลกเปลี่ยนไม่ใช่ “เงิน” ในแง่ใช้ซื้อของทั่วไป แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งสายสัมพันธ์และเกียรติยศ คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่มูลค่าซื้อขาย
แต่คือการเสริมสร้างพันธไมตรีระหว่างหัวหน้าเผ่าและชุมชนต่าง ๆ อีกตัวอย่างหนึ่งคือธรรมเนียม
“โพทแลตช์” (Potlatch) ของชนพื้นเมืองบางกลุ่มในอเมริกาเหนือ
ที่หัวหน้าเผ่าหรือครอบครัวที่มีหน้ามีตาจะจัดงานเลี้ยงใหญ่และแจกจ่ายสิ่งของจำนวนมากให้แขกเหรื่อชนเผ่าอื่น
ๆ อย่างเอิกเกริก การให้ทานอย่างมโหฬารนี้เป็นทั้งการแข่งขันแสดงความมั่งคั่งและเป็นการกระจายทรัพยากรไปสู่เครือข่ายสังคม ผู้ที่ยิ่ง “ให้” มากกลับยิ่งได้รับการยกย่องว่ามีบารมีสูง ระบบโพทแลตช์นี้แสดงให้เห็นว่าบางวัฒนธรรมวัดสถานะทางสังคมด้วยความเอื้อเฟื้อในการจ่ายแจก
มากกว่าการสั่งสมทรัพย์ไว้กับตัว ตรงข้ามกับค่านิยมของสังคมทุนนิยมที่มักวัดคนที่ความมั่งคั่งส่วนบุคคลที่สะสมได้
ในเชิงของการเก็บออมและสะสมทรัพย์ มานุษยวิทยาพบความแตกต่างข้ามวัฒนธรรมอย่างน่าสนใจ สังคมล่าสัตว์และเก็บของป่าหลายแห่ง (เช่นชุมชนป่าแอมะซอนบางกลุ่ม
หรือชาวเก็บหาของป่าในแอฟริกา) มักไม่มีการสะสมเสบียงเกินจำเป็นยาวนาน เนื่องจากวิถีชีวิตเร่ร่อนไม่เอื้อให้เก็บของมากและการแบ่งปันในกลุ่มมีความสำคัญ ขณะที่สังคมเกษตรกรรมแบบประเพณีมีการเก็บออมผลผลิตส่วนเกินไว้ใช้ในยามขาดแคลน
แต่ก็ยังมีธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ “ระบาย” ทรัพย์ส่วนเกินออกสู่ส่วนรวม ตัวอย่างเช่นพิธีกรรมแต่งงานในบางเผ่าแอฟริกาที่ครอบครัวเจ้าบ่าวต้องจ่าย
“ค่าสินสอด” (bridal wealth) เป็นวัวควายหรือสิ่งมีค่าจำนวนมากแก่ครอบครัวเจ้าสาว วัวควายเหล่านี้ใช่ว่าจะถูกนำไปขายแลกเงิน
แต่กลายเป็นฐานสร้างเครือญาติระหว่างสองตระกูล หรือธรรมเนียมในบางสังคมที่หัวหน้าจะต้องสังสรรค์จัดงานเลี้ยงให้คนในหมู่บ้านอยู่เนือง
ๆ หากละเลยไม่ทำจะเสียหน้าหรือถูกมองว่าตระหนี่ สิ่งเหล่านี้ทำให้การสะสมทรัพย์ส่วนตัวในหลายสังคมถูกจำกัดโดยกลไกทางวัฒนธรรม
มุมมองทางมานุษยวิทยายังช่วยเปิดเผยว่าแนวคิดเรื่อง
“การลงทุนเพิ่มมูลค่าเงิน” เป็นผลผลิตของวัฒนธรรมบางแบบเท่านั้น สังคมดั้งเดิมจำนวนมากไม่มีแนวคิดเรื่องการนำเงินไปงอกเงยเพื่อกำไร
(เช่นการคิดดอกเบี้ยหรือการลงทุนหวังผลตอบแทน) ตัวอย่างเช่นในชุมชนมุสลิมโบราณหรือสังคมยุโรปยุคกลาง
การปล่อยดอกเบี้ยถูกห้ามด้วยเหตุผลทางศีลธรรม ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ส่วนในชุมชนที่ไม่มีเงินตรา การ “ลงทุน” อาจอยู่ในรูปของการลงทุนทางสังคม เช่น การลงทุนกับผู้คน (“wealth-in-people”)
กล่าวคือสร้างเครือข่ายผู้ติดตาม ลูกหลาน หรือผู้เป็นหนี้บุญคุณเรา
เพื่อที่ในอนาคตเขาเหล่านั้นจะช่วยสร้างความมั่งคั่งหรือชื่อเสียงให้เรา งานวิจัยในแอฟริกาพบแนวคิด “มีทรัพย์ในคน”
เช่นชายผู้นี้มั่งคั่งเพราะมีภรรยาและลูกหลานมาก (แรงงานมาก)
หรือมีลูกน้องบริวารมาก ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดตะวันตกที่วัดความมั่งคั่งจากตัวเงินในบัญชีธนาคารเป็นหลัก
โดยสรุป มุมมองทางมานุษยวิทยาเน้นย้ำว่า เงินและเศรษฐกิจเป็นเรื่องของวัฒนธรรม รูปแบบการหาเลี้ยงชีพ วิธีใช้จ่าย การออม และการเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจ
ถูกกำหนดโดยบรรทัดฐานและค่านิยมของสังคมนั้น ๆ สิ่งที่สังคมทุนนิยมสมัยใหม่มองว่าเป็นเหตุผล
(“rational”) เช่นการแสวงหากำไรสูงสุดหรือการประหยัดอดออมเพื่อลงทุน
อาจไม่เป็นเหตุผลหรือไม่จำเป็นเลยในสายตาของสังคมดั้งเดิมบางแห่ง ดังคำกล่าวของนักมานุษยวิทยาการเงินร่วมสมัยที่ว่า เงินเป็นกระบวนการทางสังคม
(“inextricably social, inherently dynamic”) และไม่ได้มีความหมายหรือหน้าที่ตายตัวหากแยกจากบริบทสังคมที่ให้ค่าแก่มัน
สิ่งนี้เตือนใจเราว่าแนวทางจัดการเงินทองของมนุษย์นั้นมิใช่สากลเดียวกัน
แต่ผันแปรไปตามวัฒนธรรมและโครงสร้างสังคม
มุมมองทางสังคมวิทยาต่อเงิน
สังคมวิทยา (Sociology) สนใจศึกษาบทบาทของเงินต่อโครงสร้างสังคม
ค่านิยม และพฤติกรรมของผู้คนในภาพรวมของสังคมสมัยใหม่ นักสังคมวิทยามองว่าเงินมิใช่เพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ
หากแต่เป็น สถาบันทางสังคม อย่างหนึ่งที่มีผลต่อวิถีชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์อย่างลึกซึ้ง การหาเงินในยุคสมัยใหม่ถูกทำให้เป็นมาตรฐานของความขยันหมั่นเพียรและความสำเร็จส่วนบุคคล มีแนวคิดเรื่อง “จริยธรรมแห่งการทำงาน” (work
ethic) ที่หยั่งรากในวัฒนธรรมตะวันตก
โดยเฉพาะในสังคมโปรเตสแตนต์ที่มักเชื่อมโยงคุณค่าทางศาสนากับความสำเร็จทางโลก ตัวอย่างงานคลาสสิกคือผลงานของแม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันเรื่อง “จริยธรรมโปรเตสแตนต์กับจิตวิญญาณของทุนนิยม” เวเบอร์พบว่ากลุ่มโปรเตสแตนต์ยุคปฏิรูปศาสนา (Reformation) โดยเฉพาะคาลวินนิสต์
มีแนวคิดเคร่งครัดเรื่องการทำงานหนักและมัธยัสถ์ออมเงินเป็นเครื่องแสดงถึงพรจากพระเจ้า พวกเขาหาเงินด้วยความขยันขันแข็ง แต่การใช้เงินส่วนตัวกลับถูกจำกัดด้วยชีวิตความเป็นอยู่แบบสมถะ
(ascetic lifestyle) ตามหลักศาสนา ผลคือเกิด**“แรงผลักดันให้ต้องออมทรัพย์”** (ascetic compulsion to
save) อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน คนเหล่านี้จะไม่นำกำไรที่หาได้ไปสุรุ่ยสุร่าย
หากแต่เก็บสะสมแล้วนำกลับไปลงทุนต่อในกิจการของตน เวเบอร์เห็นว่าวิถีคิดเช่นนี้มีส่วนสำคัญในการก่อกำเนิดระบบทุนนิยมสมัยใหม่
เพราะทำให้เกิดการสะสมทุนอย่างต่อเนื่องและมีวินัย
ซึ่งต่างจากยุคก่อนหน้าที่เมื่อคนมั่งคั่งมากถึงจุดหนึ่งก็มักหยุดทำงานหรือใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อไปเลย ดังนั้น
ในแง่นี้สังคมวิทยาชี้ว่าค่านิยมทางศาสนาและวัฒนธรรมมีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ
เช่นการทำงานหาเงินและการออมลงทุน
สังคมวิทยายังศึกษาพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินในบริบทของสถานภาพทางสังคม ธอร์สเทน เวเบลน (Thorstein Veblen) นักทฤษฎีสังคมอเมริกัน
ได้บัญญัติคำว่า “การบริโภคอวดฐานะ” (conspicuous
consumption) เพื่ออธิบายพฤติกรรมของชนชั้นสูงในยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ชอบจับจ่ายใช้สอยสินค้าฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น
เพียงเพื่อแสดงความร่ำรวยและประกาศฐานะตนเองต่อสายตาสังคม ตัวอย่างเช่นการซื้อเครื่องเพชรราคาแพงหรือรถยนต์หรูเกินความต้องการใช้งานจริง
โดยจุดประสงค์เพื่อโอ้อวด “เงินเหลือ” ของตน
ซึ่งเวเบลนมองว่าเป็นกลไกทางสังคมในการช่วงชิงสถานะ เขาชี้ว่าการบริโภคเช่นนี้มิใช่เรื่องส่วนตัว
หากแต่เกี่ยวโยงกับค่านิยมและแรงกดดันทางสังคมที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าต้องใช้เงินเพื่อรักษาหรือยกระดับภาพลักษณ์ตนในสายตาผู้อื่น
ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงพบในกลุ่มชนชั้นสูง
แต่ยังแทรกซึมถึงชนชั้นกลางและล่างที่พยายามเลียนแบบเพื่อแสดงสถานะเช่นกัน
(เรียกว่า “ผลกระทบเอฟเฟกต์เลียนแบบ” (demonstration
effect) ในทางสังคมวิทยาเศรษฐกิจ) ดังนั้น
ในมุมมองสังคมวิทยา การใช้เงินจึงไม่ใช่แค่เพื่อสนองความต้องการส่วนตัวเท่านั้น
แต่ยังเป็นภาษาทางสังคมอย่างหนึ่งที่คนใช้สื่อสารตัวตนและความสัมพันธ์ทางชนชั้นของตน
ในด้านการเก็บออมและการลงทุน สังคมวิทยาพิจารณาว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบค่านิยมทุนนิยมที่สังคมปลูกฝัง เช่นเดียวกับกรณีเวเบอร์ที่ได้กล่าวว่าแนวคิดทางศาสนาช่วยส่งเสริมวินัยการออม สังคมปัจจุบันก็กำหนดภาพลักษณ์ของคนที่ประสบความสำเร็จว่าไม่เพียงหาเงินเก่ง
แต่ยังรู้จักออมและลงทุนงอกเงยทรัพย์สิน (notion of “making money work
for you”) อย่างไรก็ตาม
นักสังคมวิทยาอย่างเวเบลนเองก็ตั้งข้อสังเกตเชิงเหน็บแนมว่าเมื่อคนเราออมทรัพย์จนเกินความพอดี
ก็มักเกิดพฤติกรรมการใช้เงินในทางที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตที่แท้จริง
(เช่นการบริโภคอวดฐานะหรือการเก็งกำไร) ซึ่งในแง่สังคมแล้วถือเป็น “ความสูญเปล่า”
(waste) ทางเศรษฐกิจ
แต่กลับมีบทบาทในการจัดลำดับทางสังคมอย่างสำคัญ
อีกประเด็นที่สังคมวิทยาให้ความสนใจคือ ผลกระทบของเงินที่มีต่อความสัมพันธ์ทางสังคมและค่านิยม จอร์จ ซิมเมล (Georg Simmel) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันเขียนไว้ในหนังสือ
“ปรัชญาของเงิน” (The Philosophy of Money) ว่าเมื่อสังคมมนุษย์นำเงินตรามาเป็นตัวกลางสากล
มันได้เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนอย่างมาก ในยุคก่อน
เงินตราจะใช้ในบางกรณีเท่านั้น หลายเรื่องพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนบุคคล (เช่น
แรงงานบรรณาการ ศักดินา ฯลฯ) แต่เมื่อเงินกลายเป็นเครื่องวัดมูลค่าทุกสิ่ง
สิ่งของหลากหลายที่เคยเทียบกันไม่ได้ (ที่ดิน อาหาร เกียรติยศ ความรัก ฯลฯ)
ก็ถูกแปรมาอยู่ในหน่วยวัดเดียวคือราคาเงิน นี่นำมาซึ่งข้อดีคือความมีเสรีของปัจเจก ซิมเมลชี้ว่าเงินช่วยให้เกิดเสรีภาพส่วนบุคคลมากขึ้น
เพราะแทนที่เราจะต้องพึ่งพาบุญคุณหรือข้อผูกมัดต่อเจ้าขุนมูลนาย
(เช่นชาวนาต้องส่งข้าวให้เจ้าที่ดิน) เราสามารถจ่ายเป็นเงินซึ่งเป็นนามธรรม
แล้วตนก็มีอิสระจากพันธะส่วนตัวนั้นๆ แต่ขณะเดียวกัน
การครอบงำของเงินตราก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เห็นหน้าค่าตา
(impersonal) และเย็นชาเป็นธุรกิจมากขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ เช่น นายจ้างกับลูกจ้างสัมพันธ์กันด้วยเงินเดือน
ไม่จำเป็นต้องผูกพันกันเชิงจิตใจ หรือคนซื้อของจากร้านสะดวกซื้อก็จ่ายเงินแล้วจบโดยไม่ต้องรู้จักกัน สังคมวิทยาจึงสนใจว่าเงินทำให้สังคมขนาดใหญ่ดำเนินไปได้อย่างเป็นระบบก็จริง
แต่ก็อาจกัดเซาะสายสัมพันธ์เชิงคุณค่าแบบดั้งเดิมไปพร้อมกัน ดังที่ซิมเมลตั้งข้อสังเกตว่าการใช้เหตุผลเชิงเงินตราทำให้สังคมมีลักษณะเป็นระบบแบบเครื่องจักร
มากกว่าความสัมพันธ์แบบพี่น้องเกื้อกูลในชุมชนดั้งเดิม
อีกด้านหนึ่ง
นักสังคมวิทยาสนใจผลกระทบของเงินต่อความเหลื่อมล้ำและอำนาจในสังคม เงินเป็นสื่อกลางที่สามารถสะสมได้ง่ายและถ่ายทอดข้ามรุ่นได้
ทำให้เกิดชนชั้นทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ผู้ที่ครอบครองความมั่งคั่งย่อมเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา
การงาน และอำนาจทางการเมืองมากกว่า สังคมวิทยาเศรษฐกิจจึงวิเคราะห์โครงสร้างชนชั้นทางรายได้
ทุนทางสังคม และทุนวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับเงิน แน่นอนว่านักคิดสายมาร์กซิสต์ในทางสังคมวิทยาจะให้ความสำคัญกับการวิจารณ์ระบบทุนนิยมว่าก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในแง่นี้ ส่วนสายเวเบอร์เน้นวิเคราะห์ว่าไม่ใช่ปัจจัยเศรษฐกิจอย่างเดียว
แต่ปัจจัยทางสถานะทางสังคมและพรรคพวกการเมืองก็มีผลร่วมในการสร้างความเหลื่อมล้ำ อย่างไรก็ตาม
ทั้งสองสายต่างก็เห็นตรงกันว่าเงินเป็นทั้งดัชนีและกลไกของความไม่เท่าเทียมในสังคมที่ต้องทำความเข้าใจ
การเปรียบเทียบมุมมองและบทสรุป
จากที่ได้สำรวจมุมมองของศาสตร์ต่าง ๆ
จะเห็นว่าทุกศาสตร์ต่างให้ความสำคัญกับ บทบาทของเงินต่อชีวิตมนุษย์ แต่เข้าถึงประเด็นนี้คนละด้านและมีข้อเสนอแตกต่างกันไป มุมมองทางศาสนา (เช่น พุทธศาสนา)
เน้นการขัดเกลาจิตใจบุคคล ลดความโลภและใช้ทรัพย์ด้วยคุณธรรม เมตตา และทางสายกลาง เงินถูกมองเป็นสิ่งกลาง ๆ ที่อาจใช้สร้างบุญกุศลหรือก่อกิเลสก็ได้
ขึ้นอยู่กับท่าทีของผู้ครอบครอง มุมมองทางลัทธิอุดมการณ์
(เช่น ลัทธิมาร์กซิสม์)
มองเงินเป็นเครื่องมือและสัญลักษณ์ของระบบเศรษฐกิจการเมืองที่มีชนชั้น เงินในระบบทุนถูกวิจารณ์ว่าเป็นรากของการกดขี่และความแปลกแยก
หากจะแก้ต้องเปลี่ยนโครงสร้างระบบทรัพย์สินและการผลิตของทั้งสังคม เมื่อเปรียบเทียบกันจะพบว่าพุทธศาสนากับมาร์กซ์แม้ต่างก็วิจารณ์ความโลภ
แต่พุทธศาสนาเน้นการเปลี่ยน “ใจคน” ให้สละกิเลส ส่วนมาร์กซ์เน้นการเปลี่ยน “ระบบ”
ให้ไร้การเอาเปรียบ พุทธศาสนาไม่ถึงกับปฏิเสธกลไกตลาดหรือเงินตรา
หากใช้ด้วยปัญญาก็ไม่ขัดอะไร
แต่ทางมาร์กซิสต์กลับมีเป้าหมายสุดท้ายคือทำให้เงินตราแบบทุนกลายเป็นสิ่งล้าสมัยไปเลยในสังคมไร้ชนชั้น
เมื่อมาดูมุมมองทางปรัชญา (โดยเฉพาะปรัชญาตะวันตกแบบกรีก) เทียบกับมุมมองทางสังคมวิทยาสมัยใหม่ จะพบภาพสะท้อนที่น่าสนใจ นักปราชญ์กรีกอย่างอริสโตเติลย้ำเรื่องการใช้เงินภายใต้ขอบเขตคุณธรรม
ความพอดี และประณามการหาเงินแบบปล่อยดอกเบี้ยว่าเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ ในทางหนึ่ง
เสียงสะท้อนนี้คล้ายกับคำสอนของศาสนาและจารีตเก่าแก่ที่ไม่ไว้วางใจการแสวงหากำไรเกินควร แต่ในสังคมยุคใหม่
แนวคิดเหล่านี้ถูกท้าทายจากระบบทุนนิยมที่มุ่งสะสมทุนและสร้างกำไรต่อเนื่อง สังคมวิทยาชี้ว่าแม้แต่หลักจริยธรรมทางศาสนาเอง (เช่นจริยธรรมโปรเตสแตนต์)
ยังถูกหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณทุนนิยม กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้คน “หาเงินเพื่อเก็บออมและลงทุน” อย่างไม่หยุดยั้ง จนอาจเรียกว่าเป็น
“ความกลับหัวกลับหางของอริสโตเติล” กล่าวคือ สิ่งที่อริสโตเติลเตือนว่าเป็นความโลภไร้ขอบเขต
(การทำเงินต่อเงิน)
กลับกลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของยุคใหม่ ถึงกระนั้น แนวคิดกรีกโบราณก็สะท้อนมาในบางส่วนของสังคมสมัยใหม่ เช่น
การรังเกียจดอกเบี้ยในศาสนาอิสลามหรือแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่สอนให้ยึดความพอดี ขณะเดียวกัน
สังคมวิทยาสมัยใหม่ก็ตั้งคำถามต่อความรุดหน้าทางวัตถุที่ไร้ขีดจำกัดว่าก่อผลกระทบเชิงลบเช่นไรบ้างต่อสังคม
เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การบริโภคนิยมเกินเหตุ หรือภาวะผู้คนเป็นทุกข์จาก “กรงเหล็ก” แห่งระบบเศรษฐกิจที่ต้องดิ้นรนหาเงินไม่รู้จบ
(Weber กล่าวถึง Iron Cage ของระบบทุนนิยม)
มุมมองทางมานุษยวิทยา ช่วยเตือนให้เห็นว่าเงินไม่ใช่แก่นแท้ตามธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์อยู่รอดและสร้างสังคมมานับหมื่นปีโดยส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยเงินตราแบบที่เราคุ้นเคย ความไว้วางใจ ความเอื้ออาทร และความสัมพันธ์เชิงเครือญาติคือ ทุนสังคม
ที่มีค่ามาก่อนเงินตรา มานุษยวิทยาชี้ให้เห็นว่าวัฒนธรรมบางแห่งวัดคุณค่าคนที่ความสามารถในการให้และแบ่งปัน
มากกว่าความสามารถในการสะสมทรัพย์ มุมมองนี้สามารถวิพากษ์สังคมทุนนิยมได้ในตัว เช่น ในขณะที่ระบบทุนนิยมยกย่องผู้ที่รวยล้นฟ้า
แม้เขาอาจมิได้แบ่งปันให้ส่วนรวมมากนัก
แต่สังคมดั้งเดิมบางแห่งกลับมองคนรวยที่ไม่แบ่งปันว่าไม่น่านับถือเอาเสียเลย นี่ทำให้เราตระหนักว่าคุณค่าของเงินนั้นขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานสังคม มุมมองทางสังคมวิทยาก็สอดคล้องในแง่นี้
โดยพิจารณาเงินเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้น (social construct) และต้องอาศัยความเชื่อถือร่วมกัน ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์เงินสกุลต่าง
ๆ ในโลกหรือเงินดิจิทัลในปัจจุบัน หากวันหนึ่งผู้คนหมดศรัทธา
เงินก็อาจกลายเป็นเพียงกระดาษหรือบิตข้อมูลที่ไร้ค่า ฉะนั้น
ความมั่นคงที่แท้จริงของชีวิตและสังคมจึงไม่อาจวางอยู่บนเงินเพียงอย่างเดียว ศาสตร์ต่าง ๆ ที่กล่าวมาล้วนสรุปตรงกันในจุดนี้
เพียงแต่นำเสนอวิธีจัดการต่างกันไป
บทสรุป: เงินเป็นทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจและปรากฏการณ์ทางสังคมวัฒนธรรมที่ซับซ้อน การเข้าใจมุมมองหลากหลายจากศาสนา ลัทธิ ปรัชญา มนุษยวิทยา
และสังคมวิทยาช่วยให้เราเห็นภาพรวมที่ครบถ้วนยิ่งขึ้น ในระดับปัจเจก
ศาสนาและปรัชญาจริยธรรมเตือนสติไม่ให้เราตกเป็นทาสของเงิน
ส่งเสริมให้หาเงินด้วยความสุจริต ใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่า แบ่งปันช่วยเหลือกัน
และรู้จักพอเพียง ในระดับสังคม อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจการเมือง
เช่น มาร์กซิสม์
ทำให้เราเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เงินไปพัวพันกับอำนาจและความไม่เป็นธรรม
และกระตุ้นให้คิดถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบเพื่อความเสมอภาค มานุษยวิทยาเปิดโลกทัศน์ให้เห็นว่าวิธีจัดการทรัพยากรของมนุษย์มีได้หลายรูปแบบ
ไม่จำกัดแค่ตลาดและเงินตรา ส่วนสังคมวิทยาก็ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมและค่านิยมร่วมสมัยเกี่ยวกับเงิน
ทั้งการทำงานเก็บออม การบริโภคเพื่อสถานะ
และผลของเงินต่อความสัมพันธ์และความเหลื่อมล้ำในสังคม เมื่อพิจารณาทั้งหมดนี้ควบคู่กัน
เราจะเข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า เงินควรเป็นนายหรือบ่าวของมนุษย์ เงินเองนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเพราะเราใส่ค่าให้มัน
มันสามารถใช้สร้างสรรค์ชีวิตและสังคมให้ดีขึ้นได้หากมีสติปัญญากำกับ แต่หากปล่อยให้ความโลภครอบงำหรือระบบที่ไม่เป็นธรรมดำรงอยู่
เงินก็อาจกลายเป็นรากเหง้าของปัญหามากมาย ดังนั้น
ไม่ว่าในระดับบุคคลหรือระดับสังคม การเข้าใจและสมดุลมุมมองเรื่องเงินทั้ง 4
มิติ – การหา การใช้ การเก็บ และการลงทุน – ด้วยปัญญาและคุณธรรม
จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถอยู่ร่วมกับ “เงิน”
ได้อย่างร่มเย็นและยั่งยืนต่อไป
แหล่งอ้างอิง
- หลักคำสอนการแบ่งทรัพย์ 4 ส่วนในพระพุทธศาสนา
แสดงแนวทางการใช้จ่าย 25% เพื่อเลี้ยงชีพและทำบุญ 50%
เพื่อการลงทุน และอีก 25% เพื่อเก็บออมยามจำเป็น
- ปรัชญากรีกโดยอริสโตเติล
วิจารณ์การแสวงหากำไรเกินขอบเขตว่าเป็นสิ่งไม่เป็นธรรมชาติ
โดยเฉพาะการทำเงินจากเงินอย่างการคิดดอกเบี้ย
ซึ่งขัดกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเงิน
- ข้อเขียนเชิงมาร์กซิสต์ของคาร์ล มาร์กซ์
กล่าวถึงอำนาจของเงินที่เปลี่ยนคุณค่าทุกอย่างเป็นสินค้า
และวิจารณ์ชนชั้นนายทุนที่เอารัดเอาเปรียบแรงงานว่า “คนรวยยอมทำทุกอย่างเพื่อคนจน แต่จะไม่ยอมเลิกขี่หลังคนจน”
- งานของ Max Weber ชี้ให้เห็นว่าจริยธรรมโปรเตสแตนต์ส่งเสริมให้เกิด
“แรงขับดันในการออมทุน” อย่างเข้มงวด
คือทำงานหนักและใช้ชีวิตมัธยัสถ์
ส่งผลให้เกิดการสะสมทุนและการลงทุนที่เป็นรากฐานให้ระบบทุนนิยมเติบโต
- แนวคิด Conspicuous Consumption ของ Thorstein
Veblen อธิบายพฤติกรรมการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อโอ้อวดฐานะทางสังคม
โดยผู้คนซื้อหาสินค้าราคาแพงเกินความจำเป็นเพื่อแสดงถึงอำนาจทางเศรษฐกิจและสถานะของตน
- กรณีศึกษาทางมานุษยวิทยาเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจของขวัญ เช่น
พิธีกูลาในเมลาเนเซียและงานเลี้ยงโพทแลตช์ของชนพื้นเมืองอเมริกาเหนือ
แสดงให้เห็นว่าสถานะและความสัมพันธ์ทางสังคมในบางวัฒนธรรมถูกกำหนดด้วยการให้และแบ่งปันทรัพยากร
มากกว่าการสะสมทรัพย์สินส่วนตัว
- งานเขียนของ Georg Simmel ว่าด้วย ปรัชญาของเงิน
ชี้ว่าเงินกลายเป็นหน่วยวัดสากลที่ทำให้ทุกสิ่งมีค่ารวมลงในตัวเลขเดียว
แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นไปอย่างไม่เป็นส่วนตัวมากขึ้น
และสร้างเสรีภาพปัจเจกโดยแลกกับสายสัมพันธ์แบบดั้งเดิม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น