วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568

การกิน

การกิน: ควรกินอะไร กินแค่ไหน และกินอย่างไร

การกินเป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ ทั้งยังเกี่ยวพันกับสุขภาพกายและใจของเราอย่างลึกซึ้ง นอกจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการแล้ว หลายศาสนา ลัทธิ และความเชื่อก็ได้ให้คำสอนเกี่ยวกับเรื่องอาหารไว้อย่างน่าสนใจ การทำความเข้าใจว่าเราควรกินอะไร ปริมาณเท่าใด และกินอย่างไรอย่างเหมาะสม จำเป็นต้องพิจารณาทั้งมุมมองทางจิตวิญญาณและข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์อย่างสมดุล บทความนี้จึงจะสำรวจคำสอนเรื่องการกินจากศาสนาและลัทธิต่างๆ พร้อมกับหลักฐานวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน และเชื่อมโยงแนวคิดทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน โดยสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติในการกินอาหารที่เรียบง่าย สมดุล และยั่งยืนในชีวิตประจำวัน

 

แนวคิดเรื่องการกินในศาสนาและลัทธิต่างๆ

พุทธศาสนา: พระพุทธศาสนาสอนเรื่องการบริโภคอาหารอย่างมีสติและประมาณตน หลักคำสอนหนึ่งที่สำคัญคือ โภชเนมัตตัญญุตา แปลว่า “ความรู้จักประมาณในการกิน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักธรรมสำหรับพระภิกษุและฆราวาส การกินอย่างพอประมาณถือเป็นคุณธรรมสำคัญ พระพุทธเจ้าได้ตรัสเตือนพระเจ้าปเสนทิโกศล (กษัตริย์ในสมัยพุทธกาล) ผู้ที่เคยเสวยอาหารมากเกินพอดี โดยตรัสเป็นพระคาถาว่า คนผู้มีสติทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้แล้วนั้น ย่อมมีโรคภัยไข้เจ็บน้อย แก่ช้า อายุยืน” นั่นคือเมื่อเรากินด้วยความรู้ตัวและไม่มากเกินไป ร่างกายจะเจ็บป่วยน้อยลงและแก่ช้าลง ซึ่งสอดคล้องกับหลักทางสายกลางในพุทธศาสนาที่หลีกเลี่ยงความสุดโต่งทั้งความอดอยากและความฟุ่มเฟือยในการกิน นอกจากนี้ พระภิกษุในพุทธศาสนายังถือวินัยไม่ฉันอาหารหลังเที่ยงวัน และฉันมื้อหลักเพียงมื้อเดียวต่อวัน เพื่อฝึกความสำรวมและสติในการบริโภค ทั้งนี้ การฉันอาหารในพระพุทธศาสนาถือหลักว่า ฉันเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อฉัน” โดยพิจารณาอาหารเปรียบเหมือนยาบำรุงร่างกาย มิใช่เพื่อสนองตัณหาลิ้น

ศาสนาคริสต์: ในคำสอนคริสต์ศาสนา การกินอย่างพอประมาณและการหลีกเลี่ยงความตะกละเป็นคุณธรรมที่ถูกเน้นย้ำ “ความตะกละ” (gluttony) ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในบาปเจ็ดประการที่ชาวคริสต์พึงระวัง การตามใจปากเกินขอบเขตถูกมองว่าเป็นการยึดติดในทางโลกและบั่นทอนจิตวิญญาณ นักบุญและนักบวชคริสต์หลายท่านสอนว่าเราควรกินเพื่อดำรงชีวิต มิใช่มีชีวิตอยู่เพื่อกิน ดังคำกล่าวที่ว่า เรากินเพื่ออยู่ มิใช่อยู่เพื่อกิน” และเตือนให้ระวังอย่าให้อาหารและเครื่องดื่มมาบงการชีวิตเรา (เพราะจะกลายเป็น “พระเจ้าคือกระเพาะ” ตามที่ระบุไว้ในคัมภีร์ไบเบิล) คำสอนของนักบุญยอห์น คาสเซียน (St. John Cassian) ชี้ว่า อาหารควรถูกบริโภคเพื่อยังชีพ แต่ไม่ใช่จนถึงขั้นตกเป็นทาสของความอยาก” นอกจากนี้ การถือศีลอดและการอดอาหารเป็นบางมื้อหรือบางช่วง (เช่น การถือศีลอดในเทศกาลมหาพรต/Lent หรือการอดอาหารของนักบุญและนักพรตคริสต์) ถูกใช้เป็นวิธีฝึกความเข้มแข็งทางจิตใจและความสำรวมทางกาย เป้าหมายคือควบคุมตนเอง ไม่ให้กิเลสตัณหาเรื่องอาหารมาครอบงำจิตใจ เพื่อให้มีสมาธิแน่วแน่ในการแสวงหาพระเจ้า

ศาสนาอิสลาม: อิสลามมีแนวทางด้านอาหารที่ชัดเจน ทั้งด้านชนิดอาหาร (ฮาลาล ซึ่งหมายถึงอาหารที่ถูกต้องตามหลักศาสนา เช่น หลีกเลี่ยงเนื้อหมูและสุรา) และด้านปริมาณที่พอเหมาะ มีคำสอนว่าอัลลอฮ์ทรงไม่ชอบผู้ที่ฟุ่มเฟือยหรือบริโภคเกินขอบเขต คัมภีร์อัลกุรอานกล่าวไว้ว่า จงกินและดื่ม แต่อย่าฟุ่มเฟือย สูเจ้าทั้งหลาย (เพราะพระองค์) มิทรงชอบผู้ฟุ่มเฟือย” (อัล-อะรอฟ 7:31) ซึ่งเตือนให้มุสลิมยับยั้งชั่งใจในการบริโภค ในหะดีษ (วจนะของศาสดามูฮัมหมัด) ก็มีคำแนะนำชัดเจนเรื่องการแบ่งกระเพาะเป็นสามส่วน คือ ไม่มีภาชนะใดที่มนุษย์จะบรรจุสิ่งใดลงได้เลวร้ายเท่ากระเพาะตนเอง จงกินเพียงเพื่อยังชีวิต และหากต้องกินให้อิ่ม ก็จงแบ่งกระเพาะออกเป็นสามส่วน: หนึ่งส่วนสำหรับอาหาร หนึ่งส่วนสำหรับน้ำดื่ม และอีกหนึ่งส่วนสำหรับเว้นไว้ให้อากาศ” คำแนะนำนี้ส่งเสริมการกินแต่พอควร ไม่ให้อิ่มแน่นจนเกินไป ซึ่งจะช่วยรักษาสุขภาพกายและให้มีแรงประกอบศาสนกิจได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งในอิสลามยังมีการถือศีลอดเดือนรอมฎอน ปีละหนึ่งเดือน ที่มุสลิมจะงดเว้นอาหารและเครื่องดื่มตั้งแต่เช้าจนตะวันตกดิน เพื่อฝึกความอดทน อดกลั้น และเห็นใจผู้ยากไร้ การถือศีลอดนี้นอกจากจะมีมิติทางจิตวิญญาณแล้วยังมีผลดีต่อสุขภาพตามงานวิจัยยุคใหม่ที่พบว่าการจำกัดเวลาการกินช่วยให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง (รายละเอียดจะกล่าวในส่วนวิทยาศาสตร์)

ศาสนาฮินดู: ในวัฒนธรรมฮินดู เรื่องอาหารโยงใยกับหลักจริยธรรมและจิตวิญญาณอย่างมาก หลัก อหิงสา (การไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต) ทำให้ชาวฮินดูจำนวนมากนิยมทานมังสวิรัติหรือลดการบริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อไม่ให้เป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อาหารในคติฮินดูและโยคะถูกแบ่งตามคุณสมบัติ 3 ประการ (สามกุณะ) คือ สัตตวะ (บริสุทธิ์และสงบเย็น), ราชัส (เร่าร้อนกระตุ้น) และ ตมัส (หมักดองหรือมัวหมอง) โดยอาหารที่ถือว่าดีที่สุดสำหรับการเจริญภาวนาคืออาหารแบบ สัตตวะ ได้แก่ อาหารที่สดสะอาดจากพืช ผัก ผลไม้ นม ธัญพืช ที่ปรุงอย่างเรียบง่าย ไม่จัดจ้านเกินไป อาหารสัตตวะเชื่อว่าจะเพิ่มพลังชีวิตที่ดีและทำจิตใจผ่องใส ในทางตรงข้าม อาหารรสจัด เผ็ด ร้อน อย่างอาหารประเภทหัวหอม กระเทียม เครื่องเทศจัดจ้าน จัดเป็น ราชัส เพราะกระตุ้นอารมณ์ และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ของหมักดอง ค้างคืน จัดเป็น ตมัส เพราะทำให้จิตใจเฉื่อยชาและหมองมัว ชาวโยคีหรือผู้ฝึกโยคะมักยึดหลักทานอาหารที่เป็นสัตตวะและเลี่ยงราชัส/ตมัส ด้วยเหตุนี้มังสวิรัติหรืออาหารที่ไม่เบียดเบียนจึงแพร่หลายในหมู่ผู้นับถือศาสนาฮินดูและโยคะ เพราะนอกจากสอดคล้องกับหลักเมตตาธรรมแล้ว ยังเชื่อว่าช่วยรักษาความสะอาดบริสุทธิ์ของกายและใจ อีกทั้งในคัมภีร์โยคะและอายุรเวทยังมีแนวคิดเรื่อง มิทธาระ (Mitahara) หรือ การกินแต่พอดี” ซึ่งสอนให้รู้จักประมาณในการกินอาหาร ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป เชื่อว่าการกินพอประมาณและเลือกอาหารที่บริสุทธิ์จะนำมาซึ่งสุขภาพที่ดีและความสงบแห่งจิต

ลัทธิเต๋า: ลัทธิเต๋าและแนวคิดแบบจีนดั้งเดิมมองการกินเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ หลัก หยิน-หยาง ถูกนำมาประยุกต์ในการเลือกอาหารเพื่อปรับสมดุลพลังภายในร่างกาย (เช่น อาหารที่มีฤทธิ์เย็น-ร้อน) หลักโภชนาการของลัทธิเต๋าเน้นความเรียบง่าย ธรรมชาติ และการกินอย่างรู้ประมาณ ในวัฒนธรรมจีนโบราณมีสุภาษิตเตือนใจเกี่ยวกับการกินพอประมาณ เช่น การเคี้ยวช้าๆ กินถ้อยที และการไม่กินจนแน่นท้องก็เป็นที่รู้จัก ในหมู่ชาวเต๋าเองมีแนวปฏิบัติที่คล้าย ฮารา ฮาจิ บุ (hara hachi bu) ของญี่ปุ่น คือการกินแค่ประมาณ 70-80% ของที่อิ่มก็พอ โดยเชื่อว่าการกินอิ่มเพียง ท้องอิ่มแปดส่วน” จะช่วยให้อวัยวะย่อยอาหารทำงานมีประสิทธิภาพ ไม่เป็นภาระเกินไป และรักษาการไหลเวียนพลังงานภายในร่างได้ดี งานเขียนยุคใหม่เกี่ยวกับโภชนาการแบบเต๋าชี้ว่า ความพอดีในทุกสิ่ง” เป็นหลักสำคัญของเต๋า ซึ่งรวมถึงการกินด้วย การกินมากเกินไปทำให้พลังงานเสียสมดุลและก่อโทษกับสุขภาพ ดังนั้นชาวเต๋าหลายคนจึงยึดถือการหยุดกินเมื่อรู้สึกอิ่มประมาณ 70-80% นอกจากนี้ อาหารการกินในคติเต๋ายังถือเป็นทั้งยารักษาโรคและการฝึกจิตวิญญาณในตัว การเลือกอาหารจึงต้องคำนึงถึงฤดูกาล ธาตุอาหาร และผลกระทบของอาหารต่อพลังชีวิต (ชี่) โดยนิยมอาหารตามธรรมชาติ สดใหม่ และผ่านการแปรรูปน้อยที่สุดเพื่อลดสารพิษและรักษาพลังชีวิตในอาหาร อีกทั้งให้ความสำคัญกับการกินอย่างมีสติ (mindful eating) ในทุกมื้อ ค่อยๆ ลิ้มรส รับรู้คุณภาพของอาหาร ไม่รีบเร่ง ซึ่งการกินอย่างรู้ตัวนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกสมาธิของลัทธิเต๋าเองด้วย

โยคะและลัทธิอื่นๆ: ในสายโยคะและศาสตร์อินเดียโบราณอื่นๆ เช่น ศาสนาเชน หรือศาสนาซิกข์ ก็มักมีแนวทางคล้ายฮินดูคือลดละเนื้อสัตว์ ยึดหลักอหิงสา และกินอาหารแบบสัตตวะเป็นหลัก ผู้ฝึกโยคะเชื่อว่าการทานอาหารที่เบาและบริสุทธิ์ช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่นและจิตใจผ่องใส เหมาะแก่การทำสมาธิ ในสายตันตระหรือวิถีโยคะบางแขนง อาจมีข้อปฏิบัติเฉพาะ เช่น การจำกัดอาหารบางชนิดช่วงฝึกปราณายามะ หรือเน้นผลไม้นมสดช่วงบำเพ็ญตบะ แต่ภาพรวมแล้วยังยืนบนหลักความเรียบง่ายและพอดี

ลัทธิสุฟี (Sufi): สุฟีเป็นสายปฏิบัติธรรมลึกซึ้งในอิสลามที่เน้นความสมถะและการฝึกจิต ในประวัติศาสตร์ของสุฟีมีเรื่องราวของชีคและนักบวชที่ฝึกควบคุมกิเลสผ่านการจำกัดอาหาร มีคำกล่าวจากครูทางสุฟีบางท่านว่า ความหิวคืออาหารของวิญญาณ” สื่อถึงการที่การจำกัดอาหารจะทำให้จิตใจเปิดรับแสงสว่างทางธรรมมากขึ้น หลักปฏิบัติของสุฟีจึงรวมถึงการอดอาหารหรือการลดชนิดอาหารบางอย่างเพื่อฝึกความอดทนและลดความหนาแน่นของกายหยาบ (ดังที่อาจารย์สุฟี Hazrat Inayat Khan กล่าวไว้ว่า การถือศีลอดเป็นวิธีหนึ่งในการทำให้ความหยาบของร่างกายลดลง”) ในบางสำนักสุฟี ลูกศิษย์อาจถูกกำหนดให้กินอาหารเรียบง่าย เช่น กินแต่ผักผลไม้ หรืองดอาหารที่ตนโปรดปรานชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพื่อฝึกการเอาชนะใจตนเองและละความยึดติด ในทางปฏิบัติ มีเรื่องเล่าว่าอาจารย์สุฟีบางท่านกำหนดให้ศิษย์กินมังสวิรัติ ขณะที่ตัวอาจารย์เองกินเนื้อสัตว์ แต่เมื่อศิษย์ทักท้วง อาจารย์ก็สำแดงอิทธิฤทธิ์ทำให้ไก่ที่ถูกปรุงลุกขึ้นมามีชีวิตใหม่ แล้วกล่าวว่า เมื่อใดที่เจ้าทำเช่นนี้ได้ เจ้าจึงจะกินเนื้อได้” เรื่องราวนี้ตอกย้ำว่าจุดประสงค์ของการจำกัดอาหารในสุฟีคือการฝึกวินัยในตน มิใช่เพียงกฎตายตัว นอกจากนี้ การฝึกสมาธิแบบสุฟีมักทำควบคู่กับการลดละกามสุขทางโลก ซึ่งรวมถึงการกินอยู่ด้วย เป้าหมายเพื่อให้จิตหลุดพ้นจากความหมกมุ่นในรสชาติและความสุขทางกาย เปิดทางให้เข้าถึงประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ความเชื่อดั้งเดิมและวัฒนธรรมพื้นบ้าน: นอกจากศาสนาหลักแล้ว หลายวัฒนธรรมมีภูมิปัญญาเกี่ยวกับการกินที่ส่งต่อกันมา เช่น ในไทยเองมีคำสอนของบรรพบุรุษเรื่องการกินแบบสมดุล กินเผื่อโรค” หรือกินให้หลากหลายตามฤดูกาล และมีสำนวนสอนใจว่า กินน้อยๆ เป็นยาระบาย กินมากไปเป็นยาพิษ” ซึ่งคล้ายคลึงกับแนวคิดสากลที่ว่าการกินเกินพอดีจะก่อโทษ ในญี่ปุ่นมีวัฒนธรรม “ฮารา ฮาจิ บุ” ที่กล่าวถึงไปแล้ว หมายถึงการกินให้อิ่มแค่ราว 80% และเว้นที่ว่างไว้ในกระเพาะ เชื่อมาจากคำสอนของขงจื๊อ เรื่องการรู้จักประมาณตน ในชุมชนคนอายุยืนอย่างชาวโอกินาวา การปฏิบัติตามหลักฮารา ฮาจิ บุนี้มีส่วนสัมพันธ์กับสุขภาพยืนยาวของพวกเขา โดยมีอัตราการเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง และโรคหลอดเลือดสมองต่ำมาก และมีอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ในหมู่คนจีนเชื้อสายไทยมีเทศกาลกินเจ (ถือศีลกินอาหารเจ) ปีละครั้ง ซึ่งผสมผสานความเชื่อพุทธมหายานและลัทธิเต๋าในการงดเว้นเนื้อสัตว์และผักฉุนบางชนิดเป็นเวลา 9 วัน เพื่อชำระกายใจให้บริสุทธิ์ วัฒนธรรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องการกินอย่างเหมาะสมฝังรากลึกอยู่ในภูมิปัญญาของแทบทุกสังคม

คำสอนเรื่องความพอประมาณและความสำรวมในการกิน

ความพอเพียง” หรือความรู้จักพอดีในการบริโภค เป็นหัวใจที่ปรากฏในคำสอนหลายศาสนาและปรัชญา ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างข้างต้น ศาสนาต่างๆ ล้วนเตือนมนุษย์ไม่ให้ตกเป็นทาสของอาหารการกิน และส่งเสริมการฝึกวินัยในตนเอง:

  • การไม่กินเกินจำเป็น: ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม และลัทธิเต๋าล้วนย้ำว่าการกินเกินความต้องการของร่างกายนั้นก่อโทษและขัดขวางการพัฒนาทางจิตวิญญาณ ทางพุทธมีแนวคิด ทางสายกลาง” ที่ให้เลี่ยงทั้งความอดอยากและความตะกละ ด้านคริสต์ถือว่าความตะกละคือบาปที่ต้องขจัด โดยมองว่าการตามใจปากมากไปจะเปิดทางให้กิเลสตัณหาอื่นๆ ตามมา (เพราะ “บาปตะกละเป็นรากที่ก่อให้เกิดราคะและโลภะ” ตามคำสอนคริสเตียนโบราณ) ส่วนอิสลามมีคำเรียกคนกินจุเกินว่า อิสรอฟ” ซึ่งหมายถึงผู้ฟุ่มเฟือย เกินขอบเขต ถือเป็นสิ่งไม่พึงทำ ท่านนบีมูฮัมหมัดส่งเสริมให้มุสลิมกินเพียงพอประทังชีวิตและไม่เติมจนเต็มกระเพาะ ขณะที่ลัทธิเต๋าชัดเจนว่าความพอดีเป็นหลักธรรมสำคัญ การกินอิ่มแต่พอเหมาะ (ประมาณ 70-80%) คือเคล็ดลับให้อยู่อย่างเป็นสุขและอายุยืน
  • การถือศีลอดและการอดอาหาร: การอดอาหารเป็นบางช่วงปรากฏในหลายความเชื่อเพื่อวัตถุประสงค์ทางจิตวิญญาณ พุทธศาสนามีธรรมเนียมของผู้อุบาสกอุบาสิกาที่รักษาศีล 8 ในวันพระ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการงดอาหารหลังเที่ยง (คล้ายการทำ intermittent fasting ในปัจจุบัน) ศาสนาคริสต์ (โดยเฉพาะคาทอลิกและอีสเทิร์นออร์โธด็อกซ์) มีประเพณีการจำศีล (fasting) ในเทศกาลมหาพรตและการงดเนื้อในวันศุกร์ รวมถึงเรื่องราวของนักบุญที่อดอาหารเพื่อขัดเกลาจิตใจ อิสลามมีการถือศีลอดเดือนรอมฎอนทั้งเดือน ซึ่งบังคับใช้กับผู้ศรัทธาทุกคน สุฟีสายปฏิบัติก็มีการถือศีลอดเพิ่มเติมเพื่อการฝึกจิตที่เข้มข้น ส่วนฮินดูมีธรรมเนียมถือศีลอดในวันพระจันทร์เต็มดวงหรือวันพระใหญ่บางวาระ (เช่น เอกาทศี ซึ่งจะงดอาหารบางประเภทหรือทั้งวัน) การอดอาหารเหล่านี้ แม้จะต่างรูปแบบกัน แต่มีสาระร่วมคือ การฝึกความอดทนและเตือนตนเองว่าจิตควรเป็นนาย กายควรเป็นบ่าว ไม่ยอมให้ความหิวหรือความอยากมาควบคุมชีวิต อีกนัยหนึ่งคือการสร้างวินัยและสมาธิให้แก่ตน ผ่านความท้าทายของความหิว
  • การกินอย่างมีจริยธรรม: หลายศาสนายังเชื่อมโยงเรื่องการกินกับศีลธรรมหรือความเมตตา เช่น ฮินดูและพุทธบางนิกายสนับสนุนการกินมังสวิรัติด้วยเหตุผลเมตตาธรรม ไม่เบียดเบียนสัตว์ (ซึ่งปัจจุบันวิทยาศาสตร์ก็พบว่าการกินอาหารจากพืชมากขึ้นดีต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยคาร์บอน และดีต่อสุขภาพด้วย) อิสลามมีหลักฮาลาลที่นอกจากระบุชนิดอาหารต้องห้ามแล้วยังกำหนดวิธีเชือดสัตว์ที่ลดความทุกข์ทรมานของสัตว์ลง คริสต์แม้ไม่มีข้อห้ามอาหารมากนัก แต่ก็มีแนวคิดว่าการกินควรขอบคุณพระเจ้าและแบ่งปันกับผู้อื่น เมื่อตนมีก็ควรสงเคราะห์ผู้หิวโหย (การกุศล) แทนที่จะบริโภคอย่างเห็นแก่ตัว แนวคิดเรื่อง กินด้วยความกตัญญูและสำนึกในคุณ” ต่อธรรมชาติหรือพระผู้เป็นเจ้าปรากฏในหลายวัฒนธรรม เช่น ก่อนมื้ออาหารชาวคริสต์อาจสวดโมทนาคุณพระเจ้า คนญี่ปุ่นกล่าว อิตาดาคิมัส” (ขอรับอาหาร) แสดงความขอบคุณต่อทุกชีวิตที่เป็นอาหาร ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การกินไม่ใช่เพื่อสนองตัณหาอย่างเดียว แต่เป็นการกินอย่างมีสติและคุณธรรม
  • ความสำรวมและสติขณะกิน: ทั้งพุทธและเต๋าเน้นการกินอย่างมีสติ ไม่ปล่อยใจฟุ้งซ่านหรือหมกมุ่นกับสิ่งอื่นขณะกิน ในพระไตรปิฎกมีบรรยายว่าพระภิกษุควร “พิจารณาอาหารในบาตรอย่างมีสติ” เพื่อรู้ว่าตนกินเพื่ออะไร (เพื่อยังชีพ มิใช่เพื่อสนุกลิ้น) ขณะเดียวกัน ในวิถีเซนของญี่ปุ่นหรือจีนก็มีพิธีกาแฟ ชา อาหาร ที่ถือเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง ชาวเต๋าและโยคะก็สอนให้เคี้ยวอาหารให้ช้าลง ดื่มด่ำรสชาติและกลิ่นของอาหารแต่ละคำ เพื่อเพิ่มความพึงพอใจและลดปริมาณอาหารโดยธรรมชาติ (เพราะเคี้ยวช้าๆ จะรู้สึกอิ่มโดยไม่ต้องกินเยอะ) การไม่ดูทีวีหรือเล่นมือถือขณะกินก็เป็นคำแนะนำร่วมสมัยที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาโบราณนี้ ซึ่งเดี๋ยวเราจะเห็นว่ามีงานวิจัยทางจิตวิทยาสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน

โดยสรุป คำสอนทางจิตวิญญาณต่างๆ ชูประเด็นร่วมกันคือ ทางสายกลาง” ในการกิน: กินอย่างพอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป เลือกอาหารที่ดีและไม่เบียดเบียนผู้อื่น ใช้สติและปัญญากำกับในการกิน ไม่ปล่อยให้ความอยากครอบงำตน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกายและยกระดับจิตใจ

 

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเกี่ยวกับการกิน

ในขณะที่คำสอนโบราณให้แนวทางเชิงคุณธรรมและปฏิบัติในการกิน ปัจจุบันวิทยาศาสตร์การแพทย์และโภชนาการก็ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องอาหารกับสุขภาพอย่างกว้างขวาง ข้อมูลจากงานวิจัยสามารถช่วยยืนยันหรืออธิบายหลักการหลายอย่างที่ศาสนาสอนไว้ข้างต้น ในส่วนนี้เราจะสรุปหลักฐานวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยเกี่ยวกับ 1) ปริมาณอาหารที่เหมาะสม, 2) ประเภทอาหารที่ส่งผลดีหรือเสียต่อสุขภาพ, 3) ความถี่/เวลาในการกิน, 4) จิตวิทยาการกิน และ 5) ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับสุขภาพกาย-ใจ

 

ปริมาณอาหารที่เหมาะสมและสมดุลพลังงาน

หลักการพื้นฐานของโภชนาการสมัยใหม่คือเรื่อง สมดุลพลังงาน (energy balance) ซึ่งระบุว่าการรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพต้องอาศัยการปรับสมดุลระหว่าง “พลังงานที่ได้รับจากอาหาร” กับ “พลังงานที่ร่างกายใช้ไป” หากเรากินอาหารให้พลังงานมากเกินกว่าที่ร่างกายเผาผลาญได้ ส่วนเกินจะถูกสะสมในรูปไขมัน นานไปจะนำไปสู่ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน งานวิจัยระบุชัดเจนว่าการ กินเกิน” หรือการได้รับพลังงานเกินความต้องการอย่างเรื้อรังเป็นสาเหตุหลักของโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพตามมา เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ข้อเสื่อม ฯลฯ แนวทางจากองค์การอนามัยโลก (WHO) จึงแนะนำให้คนทั่วไปปรับพฤติกรรมการบริโภคเพื่อรักษาน้ำหนักที่เหมาะสม โดยเฉพาะการจำกัดปริมาณไขมันรวมให้น้อยกว่า 30% ของพลังงานที่บริโภค และหลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลและเกลือในปริมาณมากเกินไป เพื่อป้องกันการได้รับแคลอรี่เกินและลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

หลักการ กินให้พอดี” นี้สอดคล้องกับคำสอนดั้งเดิม เช่น การกินแค่ 80% ตามวัฒนธรรมญี่ปุ่น (ฮารา ฮาจิ บุ) และตามพุทธวจนะที่ว่าไม่ควรเติมจนเต็มกระเพาะ 100% ซึ่งปัจจุบันก็มีข้อมูลสนับสนุนว่าการกินให้อิ่มเพียงพอดีนั้นช่วยควบคุมไม่ให้น้ำหนักเกิน อีกทั้งยังมีผลเชิงบวกต่อสุขภาพระยะยาว นักวิทยาศาสตร์ยังสนใจแนวคิด การจำกัดแคลอรี่” (calorie restriction) ซึ่งหมายถึงการลดปริมาณพลังงานที่บริโภคลงเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง (โดยไม่ให้ขาดสารอาหาร) เพื่อดูผลต่ออายุขัยและสุขภาพ มีการทดลองในสัตว์หลายชนิดตั้งแต่หนอนไส้เดือน แมลงวัน หนู ลิง พบว่าการลดปริมาณอาหารลง ~20-30% จากที่กินตามปกติสามารถชะลอกระบวนการชราและยืดอายุขัยของสัตว์เหล่านั้นได้ ผลการวิจัยในมนุษย์ช่วงหลัง (เช่น โครงการ CALERIE) ก็ชี้ว่าการลดแคลอรี่ลงเล็กน้อย (เช่น 15% ของความต้องการต่อวัน) ติดต่อกันเป็นเวลาสองปี ส่งผลให้เครื่องหมายชีวภาพของความแก่ชราดีขึ้น เช่น อัตราการเสื่อมของเซลล์ช้าลง ~2-3% ซึ่งประเมินว่าอาจเทียบเท่าการลดความเสี่ยงตายลง 10-15% นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มที่จำกัดแคลอรี่มีระดับคอเลสเตอรอลและการอักเสบในร่างกายลดต่ำลงด้วย (อย่างไรก็ดี การจำกัดแคลอรี่ต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหาร และยังคงเป็นประเด็นวิจัยต่อเนื่องในคนระยะยาว)

โดยภาพรวม แนวทางวิทยาศาสตร์สอดคล้องกับหลักศาสนาเรื่อง กินพอควร” อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทานให้พออิ่มแต่ไม่แน่นท้อง (ประมาณ 70-80% ความจุ) การควบคุมปริมาณแคลอรี่ให้พอเหมาะกับกิจกรรม และการไม่นำอาหารเกินจำเป็นเข้าสู่ร่างกายบ่อยเกินไป สิ่งเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าช่วยป้องกันโรคอ้วนและโรคเรื้อรัง ทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและอาจช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายในระยะยาว ดังพระพุทธดำรัสที่กล่าวไว้ว่าคนที่รู้จักประมาณในการกินจะ “มีโรคน้อย และแก่ช้า” นั่นเอง

 

ประเภทอาหารที่ส่งผลดีหรือผลเสียต่อสุขภาพ

คำถามสำคัญข้อหนึ่งคือ เราควรกินอะไร?” ในอดีตแม้ศาสนาจะไม่ได้ลงรายละเอียดโภชนาการสมัยใหม่ แต่การแบ่งประเภทอาหารที่แนะนำ/ไม่แนะนำของแต่ละศาสนามักสอดคล้องกับประโยชน์ต่อสุขภาพในปัจจุบันอย่างน่าสนใจ เช่น พุทธและฮินดูส่งเสริมผักผลไม้ (อาหารสัตตวะ) และเลี่ยงเนื้อสัตว์ใหญ่หรือของหมักดอง อิสลามห้ามสุราและสัตว์บางชนิด เป็นต้น ปัจจุบันงานวิจัยนับพันชิ้นได้วิเคราะห์ว่าอาหารใดดีหรือไม่ดีต่อสุขภาพกายใจ:

  • อาหารที่ดีต่อสุขภาพ: หลักฐานเชิงระบาดวิทยาและการทดลองทางคลินิกชี้ว่าอาหารที่มาจากธรรมชาติและผ่านการแปรรูปน้อย มีใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และไขมันชนิดดีสูง จะส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเรื้อรังได้ ตัวอย่างอาหารกลุ่มนี้ ได้แก่ ผักและผลไม้ (แนะนำให้บริโภคอย่างน้อย 400 กรัมหรือประมาณ 5 ส่วนต่อวันตาม WHO ซึ่งพบว่าช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้จริง), ธัญพืชไม่ขัดสี (ข้าวกล้อง โฮลวีท ฯลฯ ที่ให้ใยอาหารและสารอาหารมากกว่าธัญพืชขัดขาว), โปรตีนคุณภาพจากพืชและสัตว์ไม่ติดมัน เช่น ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ถั่วต่างๆ เต้าหู้ นมโยเกิร์ตไขมันต่ำ, ไขมันดี จากพืชอย่างน้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง ปลาโอเมก้า-3 เป็นต้น อาหารรูปแบบที่มีงานวิจัยหนุนหลังมากคือ อาหารแบบเมดิเตอเรเนียน และ อาหารแดช (DASH) ซึ่งเน้นผักผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว ปลา น้ำมันมะกอก และลดเนื้อแดง น้ำตาล เกลือ อาหารเหล่านี้สัมพันธ์กับอัตราโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน และมะเร็งบางชนิดที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับอาหารตะวันตกทั่วไป ยิ่งกว่านั้น การกินอาหารจากพืชเป็นหลักยังส่งผลดีต่อจิตใจด้วย มีการศึกษาบ่งชี้ว่าอาหารที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ ถั่ว และปลา (เช่น แบบเมดิเตอเรเนียน) อาจสัมพันธ์กับอัตราภาวะซึมเศร้าที่ต่ำลงและการทำงานของสมองที่ดีขึ้นในวัยชรา (เพราะลดการอักเสบและให้สารต้านอนุมูลอิสระสูง)
  • อาหารที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ: ตรงข้ามกับข้างต้น อาหารที่ควรระวังคืออาหารที่ผ่านการขัดสี/แปรรูปอย่างมากและมีสารอาหารที่ไม่พึงประสงค์สูง เช่น น้ำตาล (โดยเฉพาะในเครื่องดื่มและขนมหวานต่างๆ), แป้ง/คาร์โบไฮเดรตขัดขาว (เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว ขนมอบเบเกอรี่), ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ (พบในเนื้อแดงติดมัน หนังสัตว์ ผลิตภัณฑ์นมเต็มมันเนย เนยเทียม มาการีน อาหารทอด ขนมกรุบกรอบ) และ เกลือโซเดียมสูง (ในอาหารแปรรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก แฮมเบคอน เป็นต้น) งานวิจัยพบว่าอาหารเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดการอักเสบระดับเซลล์และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรค NCDs หลายชนิด เช่น เครื่องดื่มที่เติมน้ำตาลมากมีส่วนเชื่อมโยงกับโรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2, การกินเกลือเกิน 5 กรัมต่อวันนำไปสู่ความดันโลหิตสูงและเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง, การบริโภคไขมันทรานส์แม้เพียงเล็กน้อยก็เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ (จนหลายประเทศรวมถึงไทยประกาศแบนไขมันทรานส์ในอุตสาหกรรมอาหาร) WHO แนะนำให้จำกัดน้ำตาลเพิ่มไม่เกิน 10% ของพลังงานต่อวัน (ประมาณไม่เกิน 50 กรัมต่อวันสำหรับผู้ต้องการพลังงาน 2000 กิโลแคลอรี) และลดไขมันอิ่มตัวให้ต่ำกว่า 10% ของพลังงาน ลดไขมันทรานส์ให้ต่ำกว่า 1% รวมถึงลดเกลือเหลือต่ำกว่า 5 กรัมต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำ “งดของหวานจัด มันจัด เค็มจัด” ที่เราคุ้นเคย

นอกจากตัวสารอาหาร วิทยาศาสตร์ยังแบ่งประเภทอาหารตามความ “แปรรูป” (processing) ซึ่งพบว่า อาหารแปรรูปสูง (Ultra-Processed Foods) เช่น ฟาสต์ฟู้ด บะหมี่ถ้วย ขนมขบเคี้ยว ลูกอม เครื่องดื่มชูกำลัง ซีเรียลหวาน ฯลฯ หากบริโภคเป็นประจำจะสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพมากมาย เพราะอาหารเหล่านี้มักมีแป้งขัดขาว น้ำตาล ไขมันทรานส์ และสารปรุงแต่งหลายชนิด ขณะที่ใยอาหารและสารอาหารที่เป็นประโยชน์มักต่ำ การทบทวนงานวิจัยพบว่าการกินอาหารแปรรูปสูงในปริมาณมากสัมพันธ์กับระดับการอักเสบเรื้อรังที่สูงขึ้นในร่างกาย ซึ่งการอักเสบนี้เป็นกลไกพื้นฐานของหลายโรค (เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็งบางชนิด) นอกจากนี้อาหารแปรรูปยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคซึมเศร้าและโรคสมองเสื่อมที่มากขึ้นด้วย เนื่องจากการอักเสบอาจมีบทบาทในโรคเหล่านี้ รวมถึงการขาดสารอาหารสำคัญต่อสมองในอาหารจังก์ฟู้ด ฉะนั้นแนวทางการกินเพื่อสุขภาพจึงเน้นให้ลดอาหารแปรรูป และทานอาหารใกล้เคียงธรรมชาติให้มากที่สุด (คล้ายกับที่หลักธรรมเต๋าว่าไว้เรื่อง “กินอาหารที่เป็นอาหารจริงๆ หลีกเลี่ยงของปรุงแต่งที่ไม่ใช่อาหารแท้”)

  • การอักเสบและอาหาร: ดังที่กล่าวมาแล้ว แนวคิดหนึ่งที่เชื่อมโยงอาหารกับสุขภาพคือเรื่อง การอักเสบเรื้อรัง” (chronic inflammation) ซึ่งเป็นภาวะที่ระดับสารอักเสบในร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อยตลอดเวลา (ไม่ใช่การอักเสบเฉียบพลันแบบติดเชื้อ) และภาวะนี้เกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังหลายชนิด ทั้งโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง ข้ออักเสบ และแม้กระทั่งโรคทางสมองเช่นซึมเศร้าและอัลไซเมอร์ อาหารมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นหรือระงับการอักเสบ อาหารที่ก่อการอักเสบสูง (pro-inflammatory foods) ได้แก่ น้ำตาลขัดสีและแป้งขัดขาว (ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเหวี่ยงและกระตุ้นสารอักเสบ), ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ (กระตุ้นการสร้าง cytokines อักเสบ), เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป, อาหารทอด และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก การศึกษาพบว่าคนที่ทานอาหารแนวตะวันตกซึ่งเต็มไปด้วยของเหล่านี้มีระดับการอักเสบในเลือดสูงกว่าคนที่ทานอาหารแนวเมดิเตอเรเนียนหรืออาหารจากพืช ในทางกลับกัน อาหารที่ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory foods) ได้แก่ ผักใบเขียว (คะน้า ปวยเล้ง บรอกโคลี ฯลฯ มีสารต้านอนุมูลอิสระ), ผลไม้หลากสี (เบอร์รี่ ส้ม แอปเปิล องุ่น ฯลฯ ที่อุดมด้วยโพลีฟีนอล), ปลาไขมันดี (แซลมอน แมกเคอเรล ซาร์ดีน มีโอเมก้า-3 ลดการอักเสบ), ถั่วเปลือกแข็ง (อัลมอนด์ วอลนัต มีไขมันไม่อิ่มตัวและวิตามินอี), น้ำมันมะกอก (มีสารโพลีฟีนอลต้านอักเสบ) และ กาแฟ/ชา ในปริมาณพอเหมาะ (มีสารต้านอนุมูลอิสระ) การรับประทานอาหารประเภทนี้สม่ำเสมอพบว่าสามารถลดระดับสารอักเสบ (เช่น CRP, IL-6) ในเลือดและลดความเสี่ยงโรค NCDs ลง ดังนั้นทางการแพทย์ปัจจุบันจึงสนับสนุน “อาหารต้านการอักเสบ” ซึ่งคล้ายกับอาหารที่ศาสนาหลายแห่งชี้ว่าเป็นอาหารบริสุทธิ์/เบา/มีประโยชน์ เช่น ผักผลไม้ ธัญพืช ถั่ว น้ำมันพืช เป็นต้น จะเห็นว่าแนวทางวิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณมาบรรจบกันตรงนี้อย่างน่าสนใจ (เช่น สัตตวะของโยคะกับอาหารต้านอักเสบของแพทย์คือกลุ่มเดียวกันเกือบทั้งหมด)


ตัวอย่าง “สุขภาชนะ” จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด: จานอาหารสุขภาพที่ประกอบด้วย ผักและผลไม้หลากสีครึ่งจาน ธัญพืชเต็มเมล็ดหนึ่งส่วนสี่ โปรตีนคุณภาพดีหนึ่งส่วนสี่ ไขมันดีในปริมาณเหมาะสม และการดื่มน้ำหรือชาแทนเครื่องดื่มหวาน การกินอาหารครบถ้วนและสมดุลชนิดนี้ช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังและส่งเสริมสุขภาพที่ยั่งยืน (ที่มาของภาพ: Harvard T.H. Chan School of Public Health)

 

ความถี่และช่วงเวลาในการกิน

นอกจาก “กินอะไรและกินเท่าไร” แล้ว กินเมื่อไรและบ่อยแค่ไหน” ก็เป็นปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพเช่นกัน ในอดีต แนวทางศาสนาที่ให้มีช่วงอดอาหาร (เช่น งดมื้อเย็นของพระ หรือการถือศีลอดต่างๆ) ชี้ให้เห็นว่าการให้ร่างกายได้หยุดพักจากการย่อยอาหารเป็นเรื่องดี ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้หันมาสนใจ รูปแบบการกินที่จำกัดเวลา หรือ Intermittent Fasting (IF) กันมาก และพบข้อมูลน่าสนใจหลายประการ:

  • การกินแบบจำกัดช่วงเวลา (Time-Restricted Eating): เป็นรูปแบบ IF ที่กำหนดให้กินอาหารเฉพาะในช่วงเวลาหนึ่งของวัน และงดอาหารในช่วงที่เหลือ เช่น รูปแบบ 16:8 (กินได้ในช่วง 8 ชั่วโมง งด 16 ชั่วโมง), 18:6, หรือแม้แต่ 20:4 แนวคิดนี้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของบรรพบุรุษเราในยุคหาของป่า/ล่าสัตว์ที่ไม่ได้กินตลอดเวลา แต่มีช่วงอดอาหารทุกวัน งานวิจัยพบว่าการกินเฉพาะในหน้าต่างเวลาที่จำกัด เช่น 8-10 ชั่วโมง/วัน และอด 14-16 ชั่วโมง อาจช่วยปรับปรุงการเผาผลาญของร่างกาย โดยไม่ต้องลดแคลอรี่ (ร่างกายจะอ่อนไหวต่ออินซูลินมากขึ้น ความดันเลือดลดลง ระดับการอักเสบลดลง) นอกจากนี้ยังส่งผลให้น้ำหนักลดลงหรือคงที่เพราะเวลากินน้อยลงจึงทานโดยรวมลดลง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลระยะยาวยังมีไม่มาก และมีงานวิจัยล่าสุดบางชิ้นที่เตือนว่าการกินจำกัดเวลาแบบหน้าต่างสั้นมาก (เช่น 8 ชั่วโมง) อาจ สัมพันธ์กับความเสี่ยงสุขภาพบางอย่างในบางกลุ่มคน เช่น มีรายงานการศึกษาหนึ่งในสหรัฐที่ตามดูคนกว่า 20,000 คน พบว่าคนที่กินอาหารทั้งหมดภายในช่วงเวลาสั้น (<8 ชั่วโมง/วัน) อาจมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจสูงกว่าคนที่กระจายมื้ออาหารในช่วง 12 ชั่วโมงขึ้นไป อย่างไรก็ดี นักวิจัยก็ย้ำว่านี่เป็นเพียงความสัมพันธ์ ไม่ได้พิสูจน์ว่า IF ก่อให้เกิดอันตราย (อาจมีปัจจัยกวนอื่นๆ เช่น คนป่วยอยู่แล้วเลือกกินแบบนี้ ฯลฯ) และก่อนจะสรุปใดๆ ยังต้องรอการศึกษาเพิ่มเติม ในภาพรวม IF แบบเหมาะสมยังถือว่าปลอดภัยและมีประโยชน์สำหรับคนส่วนใหญ่ ทั้งการลดน้ำหนักและปรับปรุงตัวชี้วัดสุขภาพ (เช่น น้ำตาล ไขมัน) ในระยะสั้น
  • การอดอาหารเป็นวัน (Periodic Fasting): บางรูปแบบของ IF เช่น 5:2 Diet คือกินปกติ 5 วัน อด/กินน้อยมาก 2 วันต่อสัปดาห์ หรือ Alternate-Day Fasting (สลับวันกินปกติกับวันกิน 25% แคลอรี่) ก็มีการทดลองพบว่าสามารถลดน้ำหนักและปรับปรุงสุขภาพได้พอๆ กับการคุมแคลอรี่ต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยให้บางคนปฏิบัติตามได้ง่ายกว่าเพราะมีวันที่ได้กินตามปกติ อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับวิธีนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง หญิงตั้งครรภ์/ให้นมบุตร ผู้มีประวัติการกินผิดปกติ (Eating Disorder) แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์ก่อนทดลอง IF
  • นาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) กับการกิน: อีกแนวคิดที่ได้รับความสนใจคือการปรับเวลามื้ออาหารให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตร่างกาย งานวิจัยพบว่าระบบเผาผลาญของเราทำงานสอดคล้องกับจังหวะกลางวัน-กลางคืน โดยทั่วไป ความไวของเซลล์ต่ออินซูลินจะดีกว่าในช่วงเช้า-บ่าย และลดลงตอนค่ำ ร่างกายมีแนวโน้มเผาผลาญอาหารได้มีประสิทธิภาพกว่าเมื่อเรากินขณะฟ้าสว่าง ตรงข้ามถ้าเรากินดึกบ่อยๆ ร่างกายอาจเก็บสะสมพลังงานเป็นไขมันมากกว่า ส่งผลให้เสี่ยงต่อน้ำหนักขึ้นและมีปัญหาน้ำตาลในเลือด ผู้ที่ต้องทำงานกะดึกหรือกินผิดเวลา (circadian misalignment) พบว่ามีอัตรา metabolic syndrome สูงขึ้น เช่น ความดันสูง ไขมันสูง เบาหวาน นอกจากนี้ การกินมื้อเย็นดึกๆ ใกล้เวลานอนยังสัมพันธ์กับอาการกรดไหลย้อนและคุณภาพการนอนที่แย่ลง คำแนะนำเชิงสุขภาพปัจจุบันจึงสนับสนุนว่า กินอาหารมื้อหลักให้เสร็จก่อนหัวค่ำ” หรืออย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงก่อนนอน และถ้าเป็นไปได้ควรจัดมื้อเช้าและกลางวันให้ได้สัดส่วนใหญ่ของพลังงานในแต่ละวัน (เพราะร่างกายนำไปใช้ได้ดี) ส่วนมื้อเย็นควรเบาๆ ตัวอย่างงานวิจัยหนึ่งให้คนเป็นเบาหวานลองกินมื้อใหญ่ในตอนเช้าแทนเย็น พบว่าคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น แสดงให้เห็นความสำคัญของเวลาในการกินที่ส่งผลต่อสุขภาพ
  • ความถี่มื้ออาหาร: ในอดีตเคยมีคำแนะนำให้ทานมื้อย่อยๆ 5-6 มื้อต่อวันเพื่อกระตุ้นการเผาผลาญ แต่ปัจจุบันพบว่าความถี่มื้อไม่ได้มีผลชัดเจนต่ออัตราการเผาผลาญ (metabolic rate) อย่างที่คิด สิ่งสำคัญอยู่ที่ ปริมาณและชนิดอาหารรวมต่อวัน มากกว่า บางคนกินสามมื้อหลักก็สุขภาพดีได้ ตราบเท่าที่ไม่กินเกินความต้องการ ในทางกลับกัน การกินบ่อย (เช่น ขนมจุบจิบทั้งวัน) อาจทำให้ควบคุมปริมาณแคลอรี่ยากและกระตุ้นอินซูลินตลอดเวลา ส่วนคนที่กินน้อยมื้อ (เช่น วันละ 2 มื้อ) ก็ไม่มีปัญหาหากสารอาหารครบและไม่ตามใจตัวเองมากเกินในแต่ละมื้อ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดตกง่าย (hypoglycemia) หรือเบาหวาน การแบ่งมื้อย่อยอาจจำเป็นเพื่อป้องกันน้ำตาลแกว่ง ดังนั้น ไม่มีสูตรตายตัวเรื่องจำนวนมื้อ ทุกคนควรสังเกตร่างกายตนเองและปรับให้เหมาะกับวิถีชีวิต แต่หลักทั่วไปที่ดีคือหลีกเลี่ยงการกินเล็กกินน้อยทั้งวันโดยไม่รู้ตัว (mindless snacking) และให้ระบบย่อยอาหารได้มีช่วงหยุดพักบ้างในแต่ละวัน

สรุปในหัวข้อนี้คือ เวลาที่เรากินอาหารและรูปแบบการจัดมื้อมีความสำคัญต่อสุขภาพ การให้ร่างกายได้มีช่วงอดอาหาร (เช่น นอนกลางคืน 12 ชั่วโมงไม่กิน) มีประโยชน์ต่อการซ่อมแซมเซลล์และสมดุลฮอร์โมน การกินตามวงจรธรรมชาติ (กินกลางวัน-งดดึก) เป็นผลดีต่อการเผาผลาญ แนวทางนี้แม้จะดูใหม่ในวิทยาศาสตร์ แต่ที่จริงแล้วสอดคล้องกับวัฒนธรรมการกินแบบโบราณ เช่น พระสงฆ์ไทยที่ฉันมื้อเช้าและเพลแล้วงดตอนเย็น, มุสลิมที่อดอาหารขณะกลางวันในรอมฎอน, หรือแม้แต่การที่คนสมัยก่อนนอนแต่หัวค่ำและไม่กินหลังตะวันตกดิน สิ่งเหล่านี้ปรากฏว่ามีข้อดีต่อสุขภาพซึ่งวันนี้เรากำลังค้นพบกลไกเบื้องหลัง

 

จิตวิทยาของการกิน (Mindful Eating, Emotional Eating, Food Addiction)

การกินไม่ได้เกี่ยวข้องกับร่างกายเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับจิตใจและอารมณ์อย่างลึกซึ้ง ประเด็นเรื่อง จิตวิทยาการกิน” ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 1-2 ทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากพบว่าพฤติกรรมการกินผิดปกติหลายอย่าง (เช่น การกินมากเกินไป, การกินตามอารมณ์) เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพจิต ดังนั้นการทำความเข้าใจและจัดการปัจจัยทางจิตใจจึงเป็นส่วนสำคัญของการสร้างนิสัยการกินที่ดี:

  • การกินอย่างมีสติ (Mindful Eating): แนวคิดนี้มีรากมาจากหลักสติตามแบบพุทธ (เช่น การเคี้ยวข้าวช้าๆ มีสติอยู่กับคำข้าว) และได้ถูกนำมาประยุกต์ในทางการแพทย์เพื่อช่วยผู้ที่มีปัญหาการกินไม่ยั้งรู้ตัวหรือกินตามอารมณ์ หลักการของ mindful eating คือ อยู่กับปัจจุบันและใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้ารับรู้ประสบการณ์การกินอย่างเต็มที่” เช่น สังเกตสีสัน กลิ่น รส สัมผัสอาหาร เคี้ยวช้าๆ และรู้ตัวทุกครั้งที่หยิบอาหารเข้าปาก ไม่ทำกิจกรรมอื่นไปพร้อมกัน (เช่น ดูทีวี เล่นมือถือ) งานวิจัยพบว่าการกินอย่างมีสติสามารถช่วยปรับพฤติกรรมการกินได้จริง ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ฝึกกินช้าลงและเคี้ยวละเอียดจะรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและกินอาหารโดยรวมน้อยลง เพราะให้เวลาร่างกายส่งสัญญาณความอิ่มไปยังสมองได้ทัน นอกจากนี้ การฝึกสติยังช่วยให้เรารับรู้สัญญาณความหิว-อิ่มของร่างกายได้ดีขึ้น แยกแยะระหว่าง “หิวจริงทางกาย” กับ “อยากกินเพราะเครียดหรือเบื่อ” ได้ดีขึ้น การศึกษาเชิงทดลองหลายชิ้นพบว่าการบำบัดด้วย mindfulness ช่วยลดปัญหาการกินตามอารมณ์ (emotional eating) และการกินแบบตะกละ (binge eating) ได้ผลชัดเจนในหลายกลุ่มทดลอง ผู้ที่เข้าคอร์สฝึกสติและการกินมีสติรายงานว่าพวกเขามีความเพลิดเพลินกับอาหารมากขึ้น รู้สึกดีกับร่างกายตัวเองมากขึ้น และลดความรู้สึกผิดหรืออับอายในการกิน (ซึ่งมักเป็นวงจรที่ทำให้ยิ่งกินไร้สติต่อ) อย่างไรก็ดี ผลต่อการลดน้ำหนักอาจไม่ชัดเจนในทุกการศึกษา แต่ประโยชน์เชิงคุณภาพชีวิตและพฤติกรรมการกินนั้นชัดเจน ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือการทดลองแบ่งคนอ้วนเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้โปรแกรมลดน้ำหนักทั่วไป อีกกลุ่มเพิ่มการสอน mindfulness ผลพบว่ากลุ่มที่เรียนรู้การกินอย่างมีสติ ลดการกินของหวานลงและคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น แม้น้ำหนักที่ลดไม่ต่างจากกลุ่มควบคุมมากนัก สะท้อนว่าการมีสติช่วยให้เลือกอาหารดีขึ้นและควบคุมโรคได้ดีขึ้น
  • การกินตามอารมณ์ (Emotional Eating): หลายคนคงเคยพบประสบการณ์ กินเพราะเครียด” หรือ กินแก้เหงา” ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า emotional eating คือการที่อารมณ์ (โดยเฉพาะด้านลบ เช่น เครียด เศร้า โกรธ เบื่อ) กระตุ้นให้เราหันไปหาอาหารเพื่อปลอบใจหรือเบี่ยงเบนความรู้สึก งานศึกษาพบว่าการกินตามอารมณ์มักเกี่ยวข้องกับการเลือกอาหารที่มีไขมัน น้ำตาลสูง หรือที่เรียกว่า อาหารปลอบใจ” (comfort foods) เช่น ไอศกรีม ช็อกโกแลต ขนมกรุบกรอบ พิซซ่า เหตุเพราะอาหารเหล่านี้กระตุ้นสารแห่งความสุข (โดปามีน, เอ็นดอร์ฟิน) ในสมอง ทำให้อารมณ์ดีขึ้นชั่วคราว ฮอร์โมนความเครียดคอร์ติซอลก็ลดระดับลงบ้างเมื่อได้กินของโปรด (มีการทดลองพบว่าเมื่อให้หนูเครียดและกินน้ำตาล ระดับฮอร์โมนความเครียดและสัญญาณความวิตกในสมองลดลง สอดคล้องกับที่คนเรียกอาหารเหล่านี้ว่า “comfort” จริงๆ) อย่างไรก็ตาม การพึ่งอาหารเพื่อเยียวยาอารมณ์บ่อยๆ กลับก่อวงจรปัญหา เพราะอาหารเหล่านี้แคลอรี่สูงและคุณค่าต่ำ กินบ่อยจะน้ำหนักขึ้นและเสียสุขภาพ เมื่อสุขภาพหรือรูปร่างแย่ลงก็เกิดความเครียดหรือทุกข์ใจเพิ่ม เป็นเหตุให้กินอีก วนซ้ำไป นอกจากนี้ความเครียดเรื้อรังยังทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงอยู่ตลอด กระตุ้นความอยากอาหารเพิ่มขึ้นอีกด้วย มีการสำรวจพบว่าประมาณ 1/4 ของคนจะกินมากขึ้นเมื่อเครียด (และมักเลือกอาหารขยะ) โดยเฉพาะในผู้หญิงพบแนวโน้มนี้มากกว่าผู้ชาย (ผู้ชายบางส่วนแก้เครียดด้วยเหล้าหรือสูบบุหรี่แทน) ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องหาวิธีจัดการความเครียดหรืออารมณ์ในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่อาหาร เช่น ออกกำลังกาย ทำสมาธิ พูดคุยกับเพื่อน เพื่อไม่ให้สุขภาพการกินของเราถูกกำหนดโดยอารมณ์ลบ ในทางการแพทย์มีโปรแกรมบำบัดหลายอย่างเช่น Cognitive Behavioral Therapy (CBT) หรือ Mindfulness-Based Therapy ที่ช่วยให้คนตระหนักรู้ถึง ตัวกระตุ้น” ที่ทำให้กินตามอารมณ์ และฝึกทักษะรับมือ (coping) แบบอื่นแทนการหยิบของกิน เช่น ฝึกหยุดคิดสักครู่ก่อนเปิดตู้เย็นถามตัวเองว่า “หิวจริงหรือแค่เหงา/เครียด?” เป็นต้น
  • การเสพติดอาหาร (Food Addiction): คำนี้เป็นที่ถกเถียงในแวดวงวิทยาศาสตร์ แต่หลักฐานหลายอย่างชี้ว่าบางคนอาจมีรูปแบบพฤติกรรมคล้ายการเสพติดเมื่อพูดถึงอาหาร โดยเฉพาะอาหารขยะที่มีไขมัน/น้ำตาลสูง สมองของเรามีกลไก ระบบรางวัล” (reward system) ที่ตอบสนองต่อสิ่งที่ให้ความสุข เช่น อาหารอร่อย มีการวัดพบว่าเมื่อคนกินอาหารโปรด เช่น เค้กช็อกโกแลต หรือมันฝรั่งทอด สมองส่วนศูนย์รางวัล (nucleus accumbens) จะหลั่งสารโดปามีนคล้ายกับเวลาคนเสพสารเสพติดบางชนิด สำหรับคนทั่วไป กลไกนี้ช่วยให้เราชื่นชอบอาหารและเอาชีวิตรอด แต่ในบางคน ระบบนี้ไวหรือถูกกระตุ้นมากผิดปกติ ทำให้ เกิดความอยากอาหารรุนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ และต้องเพิ่มปริมาณหรือความหวาน/มันขึ้นเรื่อยๆ ลักษณะนี้คล้ายเกณฑ์การเสพติด เช่น อยากกินตลอดแม้รู้ว่าโทษเยอะ เลิกกินไม่ได้ กินแล้วรู้สึกผิดก็กินอีกเพื่อปลอบใจตนเอง เป็นต้น การศึกษาโดยสแกนสมองพบว่าคนที่มีคะแนน การเสพติดอาหาร” สูง (มีแบบประเมิน Yale Food Addiction Scale) เมื่อเห็นหรือกินอาหารโปรด สมองจะมีการเปลี่ยนแปลงของโดปามีนและกิจกรรมสมองคล้ายคนติดยา รายงานหนึ่งจาก Harvard Health ระบุว่า อาหารอร่อยกระตุ้นสารโดปามีนความรู้สึกดี เช่นเดียวกับยาเสพติด” ถึงขั้นมีข้อเสนอว่าอาหารขยะอาจถูกออกแบบมาให้ “กินแล้วหยุดยาก” (เช่น มันฝรั่งทอดที่ทั้งเค็ม มัน กรอบ และมีโมโนโซเดียมกลูตาเมตชูรส) แม้นิยาม “เสพติด” จะยังถกเถียง แต่แน่นอนว่าคนจำนวนไม่น้อยประสบปัญหา ต้านทานของโปรดไม่ไหว” ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากระบบสมองนี้ แนวทางแก้ไขมีตั้งแต่การปรับสภาพแวดล้อม (ไม่ซื้อของขยะติดบ้าน), ฝึกสติและเทคนิคหยุดคิดก่อนกิน, จนถึงการใช้ยาที่ลดความอยาก (ในรายที่รุนแรงและอยู่ภายใต้การดูแลแพทย์) อย่างไรก็ดี จุดเริ่มต้นที่ดีคือการตระหนักว่า อาหารบางประเภทถูกปรุงแต่งให้เรากินเกินพอดีได้ง่าย เราจึงควรจำกัดมันแต่แรกแทนที่จะหวังพึ่งพลังใจล้วนๆ
  • ความพึงพอใจและอิ่มใจจากการกิน: เมื่อพูดถึงจิตวิทยาของการกิน ไม่ใช่มีแต่ด้านลบ การกินยังส่งผลบวกต่อจิตใจเราเช่นกัน เช่น การกินแบบตั้งใจ (mindful eating)” ที่กล่าวไป ช่วยให้เรา รู้สึกขอบคุณและมีความสุขกับอาหารมากขึ้น โดยไม่ต้องกินเยอะ มื้ออาหารที่กินอย่างมีสติหรือกินพร้อมหน้าครอบครัวอย่างมีความสุขจะเสริมสร้างสุขภาวะทางใจ นอกจากนี้สารอาหารบางอย่างยังเชื่อมโยงกับอารมณ์ เช่น กรดไขมันโอเมก้า-3 ในปลา อาจช่วยลดอาการซึมเศร้า, วิตามินบีรวมและแมกนีเซียมจากธัญพืชและผักใบเขียวช่วยระบบประสาทและลดความเครียด ส่วนโปรไบโอติกจากโยเกิร์ตหรืออาหารหมักดีๆ ก็อาจส่งผลดีต่อสมองผ่าน gut-brain axis (แกนสมองและลำไส้) เนื่องจากจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารผลิตสารสื่อประสาทได้ด้วย

โดยสรุป จิตวิทยาการกินยืนยันว่า การกินไม่ได้ขึ้นกับความหิวทางกายเท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนด้วยจิตใจ” การฝึกสติและจัดการอารมณ์จึงมีความหมายอย่างยิ่งในการสร้างนิสัยการกินที่ดี ดังที่คำสอนศาสนาหลายแห่งพยายามให้เรามีสติรู้ตัวและไม่ยึดติดในรสอร่อยจนเกินไป เพราะเมื่อใดที่ใจเป็นนาย เราก็จะสามารถเลือกกินสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเราจริงๆ และหยุดเมื่อถึงขีดที่พอดี

 

อาหารกับสุขภาพกายและใจ

สุดท้ายนี้ เราจะพิจารณาภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างอาหารที่เรากินกับสุขภาวะของร่างกายและจิตใจ ดังที่ได้เกริ่นไว้ก่อนหน้า:

  • สุขภาพกาย (Metabolic Health และ Longevity): อาหารเป็นปัจจัยสำคัญต่อระบบเมตาบอลิซึม โรคอ้วน เบาหวาน ความดัน หัวใจ ล้วนเกี่ยวข้องกับการกินทั้งสิ้น การเลือกกินอาหารที่ดีและปริมาณพอเหมาะจะช่วยรักษาระดับน้ำตาล ไขมัน ความดัน อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดความเสี่ยงโรคเหล่านี้ อีกทั้งยังอาจส่งผลถึง อายุขัย ของเราได้ด้วย ดังตัวอย่างชุมชน Blue Zones (เขตอายุยืนในโลก เช่น โอกินาวา ซาร์ดิเนีย) ที่มีลักษณะการกินคล้ายกันคือ กินพืชเป็นหลัก, กินไม่มากเกิน, ดื่มแอลกอฮอล์พอควร, มีการถือศีลอดหรือช่วงอดอาหารตามวัฒนธรรม คนในกลุ่มนี้มีอายุยืนและแข็งแรง สิ่งนี้กระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์สนใจว่าการกินมีผลต่อกระบวนการแก่ชรา (aging) อย่างไร ซึ่งปัจจุบันก็มีหลักฐานอย่างที่กล่าวไปว่า การกินน้อย (calorie restriction) อาจชะลอความแก่ในระดับเซลล์ และอาหารบางชนิด (เช่น อาหารต้านอักเสบ) ช่วยป้องกันการเสื่อมถอยของอวัยวะ นอกจากนี้ยังมีการพูดถึง Autophagy ซึ่งเป็นกระบวนการที่เซลล์ย่อยสลายและรีไซเคิลชิ้นส่วนที่เสื่อม เมื่อเรางดอาหารช่วงหนึ่ง (เช่น อดอาหารข้ามคืน 16 ชั่วโมง) กระบวนการ autophagy จะทำงานมากขึ้น ถือเป็นการ “ทำความสะอาด” เซลล์ ซึ่งเชื่อมโยงกับการชะลอความเสื่อมเช่นกัน (นักวิทยาศาสตร์ Yoshinori Ohsumi ได้รับโนเบลจากงานวิจัยเรื่องนี้) การอดอาหารตามศาสนาจึงอาจมีคุณประโยชน์ลึกซึ้งที่คนโบราณไม่รู้เป็นวิทยาศาสตร์แต่ทำด้วยศรัทธา ส่วนเรายุคนี้ก็ได้ประโยชน์ทั้งสองต่อ คือสุขภาพกายและบุญกุศล
  • สุขภาพใจ (Mental Health): อาหารไม่เพียงหล่อเลี้ยงกาย แต่ยังส่งผลถึงสมองและอารมณ์ เช่น ภาวะซึมเศร้า มีงานวิจัย meta-analysis พบว่าคนที่กินอาหารสไตล์เมดิเตอเรเนียน (ผัก ผลไม้ ถั่ว ปลา น้ำมันมะกอก) มาก มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่กินแบบตะวันตก (ของทอด เนื้อแดง น้ำตาล) ถึง ~30% และมีงานทดลองที่น่าสนใจชื่อ SMILES trial ในออสเตรเลียที่ให้กลุ่มผู้ป่วยซึมเศร้าปรับอาหารไปกินแบบเมดิเตอเรเนียนเทียบกับกลุ่มที่ได้รับแค่คำแนะนำทั่วไป ปรากฏว่ากลุ่มปรับอาหารอาการซึมเศร้าดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายใน 12 สัปดาห์ (คะแนนแบบประเมินภาวะซึมเศร้าลดลง) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม นี่แสดงว่าอาหารที่ดีช่วยรักษาใจได้ส่วนหนึ่ง ทั้งนี้สมมติฐานคืออาหารดีช่วยลดการอักเสบในสมอง และเลี้ยงดูจุลินทรีย์ลำไส้ที่ดี (ซึ่งผลิตสารสื่อประสาทอย่างซีโรโทนิน) ทำให้อารมณ์ดีขึ้น ตรงกันข้ามอาหารจังก์ฟู้ดและขาดสารอาจทำให้สมองขาดวัตถุดิบสร้างสารสื่อประสาทและเกิดการอักเสบจนซึมเศร้าง่ายกว่า

ความเครียดและวิตกกังวล ก็เชื่อมโยงกับอาหารเช่นกัน โภชนาการไม่สมดุล (ขาดแมกนีเซียม บีรวม โอเมก้า-3 โปรตีน) อาจทำให้ระบบประสาทไวต่อความเครียด ขณะที่อาหารต้านอักเสบดังกล่าวช่วยกันไว้ อีกด้านหนึ่ง เมื่อเครียดเรามักหันไปกินของหวานมัน (อย่างที่เล่าเรื่อง stress eating) จึงเป็นเรื่องสองทาง – เครียดทำให้กินพลาด, กินพลาดก็ยิ่งเครียด (เพราะสุขภาพแย่ลง) ดังนั้นการกินดีๆ จึงเป็นทั้งการป้องกันและบำบัดความเครียดไปในตัว

สุขภาพสมองระยะยาว เช่น ความจำ สมาธิ ก็มีงานวิจัยโยงกับอาหาร เรียกว่าแนวทาง โภชนปัญญา” (Nutritional Psychiatry) เช่น มีการเชื่อมโยงโรคอัลไซเมอร์ว่าอาจป้องกันได้บางส่วนด้วยอาหาร (เกิดคำว่า “Type-3 Diabetes” เปรียบโรคสมองเสื่อมกับเบาหวานประเภทที่สมอง ซึ่งการกินน้ำตาลมากๆ ก็เพิ่มความเสี่ยงนั้น) อาหารแบบ MIND diet ที่ผสม DASH กับ เมดิเตอเรเนียน (เน้นผักใบเขียว เบอร์รี่ ลดของทอด น้ำตาล) พบว่ากลุ่มคนที่ทำตามอาหารนี้เคร่งครัดมีอัตราเป็นอัลไซเมอร์ต่ำกว่ากลุ่มที่กินตามใจ ~50% เลยทีเดียว (แม้ปัจจัยอื่นๆ มีผลด้วยแต่ก็เป็นสัญญาณว่ากินดีส่งผลไกล)

คุณภาพชีวิตและสุขภาวะโดยรวม: สุดท้าย อาหารที่ดีจะทำให้ร่างกายรู้สึกดีมีพลัง ส่งผลให้จิตใจสดชื่นไปด้วย Dr.Frank Hu จาก Harvard กล่าวไว้ว่า อาหารเพื่อสุขภาพไม่เพียงลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง แต่ยังปรับปรุงอารมณ์และคุณภาพชีวิตโดยรวม” ลองคิดถึงเวลาที่เรากินอาหารหนักจัด ไขมันสูงในมื้อหนึ่ง เรามักรู้สึกเฉื่อยๆ ง่วงๆ แต่ถ้าเรากินอาหารที่สมดุล พอดี เราจะไม่อึดอัดและทำกิจกรรมต่อได้อย่างกระฉับกระเฉง ซึ่งความรู้สึกทางกายเหล่านี้มีผลต่ออารมณ์และการคิดของเรามากทีเดียว

เมื่อมององค์รวมจะเห็นว่า อาหาร การกิน สุขภาพกาย และสุขภาพใจ ล้วนโยงถึงกันเป็นระบบเดียว การดูแลอาหารการกินของเราจึงเป็นวิธีพื้นฐานที่สุดวิธีหนึ่งในการดูแลสุขภาวะโดยรวม สมดังคำกล่าวของฮิปโปเครตีส (บิดาการแพทย์ตะวันตก) ที่ว่า จงให้อาหารเป็นยาของเจ้า” นั่นเอง

 

เชื่อมโยงมุมมองทางจิตวิญญาณกับหลักฐานวิทยาศาสตร์

เมื่อนำสิ่งที่ได้จากสองภาคส่วนมาพิจารณาคู่กัน จะเห็นจุดบรรจบของภูมิปัญญาโบราณกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ที่น่าสนใจหลายประการ:

  • ความพอประมาณในการกิน: ศาสนาสอนให้กินแต่พอดี วิทยาศาสตร์ยืนยันว่าการไม่กินเกินจำเป็นช่วยป้องกันโรคและอาจยืดอายุ เช่น ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนรู้จักประมาณในการกินจะแก่ช้าและเจ็บป่วยน้อย ปัจจุบันงานวิจัยเรื่อง calorie restriction ก็พบผลลัพธ์ไปในทางเดียวกันคือน่าจะช่วยชะลอวัยและลดโรค อีกตัวอย่างคือวัฒนธรรมฮารา ฮาจิ บุ 80% full ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผลจากคำสอนขงจื๊อ/พุทธผสมกัน ตรงกับคำแนะนำแพทย์ปัจจุบันเรื่องการควบคุม portion size (มีผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกล่าวว่า “กินให้อิ่มแค่ 80% เป็นคำแนะนำที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง”) แสดงว่าแม้ต่างยุค แต่ข้อสรุปเรื่อง “กินน้อยดีกว่ากินมาก” นั้นเหมือนกัน
  • การอดอาหารและช่วงว่างอาหาร: ทุกศาสนามีธรรมเนียมอดอาหาร (fasting) และบอกว่าดีต่อจิตวิญญาณ วิทยาศาสตร์พบว่าการเว้นช่วงไม่กินอาหารบ้าง เช่น IF หรือการงดมื้อเย็นแบบพระ ส่งผลดีต่อการเผาผลาญ ลดการอักเสบ และกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ (autophagy) จนมีคนเรียก IF ว่า “Biohack” ที่คนโบราณค้นพบโดยไม่รู้ตัว อย่างช่วงเทศกาลรอมฎอนในประเทศมุสลิม มีการศึกษาพบว่าผู้ถือศีลอดอาจมีระดับไขมันดีขึ้น น้ำหนักลดลงเล็กน้อย และปรับปรุงสมดุลอินซูลินเมื่อเทียบกับก่อนรอมฎอน (แม้ต้องระวังการกินมากเกินหลังเปิดศีลอด) รวมถึงการอดอาหารแบบคริสเตียน (เช่น ไม่กินเนื้อ) คล้ายกับอาหารมังสวิรัติ ซึ่งลดคอเลสเตอรอลในระยะอดได้ เมื่อศาสนาบอกว่าการอดอาหารช่วย “ชำระจิตใจ” นักวิทยาศาสตร์ก็พบว่ามัน “ชำระร่างกาย” ด้วย
  • การกินอย่างมีสติ: แนวปฏิบัติแบบเซนหรือเต๋าที่ให้มีสมาธิกับการกิน ขอบคุณอาหาร และเคี้ยวช้าๆ เดี๋ยวนี้กลายมาเป็นแนวทางบำบัดโรคอ้วนและกินผิดปกติ (Mindful Eating) ในคลินิกตะวันตก ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดพฤติกรรมการกินไร้สติ ลดการกินตามอารมณ์และการกินแบบไม่หยุดยั้งได้ นับเป็นการนำปัญญาตะวันออกมาผสานกับการแพทย์เชิงจิตวิทยาตะวันตกอย่างได้ผล ตัวอย่างเช่น ศูนย์การแพทย์บางแห่งในสหรัฐเปิดคอร์ส “กินอย่างมีสติ” โดยได้แรงบันดาลใจจากคำสอนท่านติช นัท ฮันห์ (พระมหายานชื่อดัง) ซึ่งผู้เข้าร่วมก็ได้รับประโยชน์ทั้งการลดน้ำหนักและความเครียด
  • ข้อจำกัดทางศีลธรรมกับผลทางสุขภาพ: หลายศาสนาจำกัดอาหารบางชนิดด้วยเหตุผลจริยธรรม/ศรัทธา เช่น ไม่กินหมูในยิว/อิสลาม, ไม่กินวัวในฮินดู, มังสวิรัติในพุทธ/พราหมณ์ น่าสนใจว่าบ่อยครั้งมันสอดคล้องกับประโยชน์สุขภาพทางอ้อม เช่น การไม่กินหมู (ซึ่งในอดีตอาจมีพยาธิและไขมันสูง) ทำให้เลี่ยงโรคบางอย่าง, การไม่กินสัตว์ใหญ่ช่วยลดโอกาสรับสารพิษสะสมในห่วงโซ่อาหาร, มังสวิรัติช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น หรืออย่างข้อห้ามสุราในอิสลาม กับคำสอนคริสต์ให้เมาเหล้าเป็นบาป ในเชิงสุขภาพก็คือการป้องกันโรคตับและอุบัติเหตุ ตรงนี้อาจไม่ได้ตั้งใจแต่เป็นผลพลอยได้ นอกจากนี้แนวคิดเมตตาไม่ทารุณสัตว์ (compassionate eating) ตอนนี้ไปตรงกับแนวคิด อาหารเพื่อความยั่งยืน” เพราะอุตสาหกรรมปศุสัตว์รุนแรงสร้างก๊าซเรือนกระจกสูง ดังนั้นการลดเนื้อสัตว์ไม่เพียงดีต่อใจแต่ยังดีต่อโลกด้วย
  • สุขภาพแบบองค์รวม: ศาสนาให้ภาพรวมที่บอกว่า กาย ใจ และจิตวิญญาณสัมพันธ์กัน” ปัจจุบันการแพทย์ก็หันมามองผู้ป่วยแบบองค์รวมมากขึ้น ยอมรับว่าอาหารส่งผลต่อทั้งกายและใจ เช่น แพทย์อาจแนะนำคนไข้ซึมเศร้าเรื่องอาหารร่วมด้วย ไม่ใช่จ่ายยาอย่างเดียว หรือหมอรักษาเบาหวานอาจพูดถึงความเครียดและการนอนของคนไข้เพราะมันมีผลต่อการกิน ทั้งหมดนี้สะท้อนปรัชญาที่ศาสนาพูดมานานว่า การใช้ชีวิตที่ถูกต้อง (รวมถึงกิน) จะทำให้คน ปกติสุขทั้งกายและใจ” ไม่สามารถแยกส่วนใดส่วนหนึ่งออกจากกันได้

แน่นอนยังมีบางเรื่องที่ศาสนาอธิบายเชิงเปรียบเทียบแต่วิทยาศาสตร์ให้รายละเอียดลงลึก เช่น ศาสนาบอกกินมากทำให้ “จิตหม่นหมอง” วิทยาศาสตร์พบว่าอาหารมันน้ำตาลสูงทำให้เกิดการอักเสบที่มีผลต่อสมองและฮอร์โมนความเครียด หรือศาสนาบอกกินน้อยทำให้อายุยืนเพราะ “บุญรักษา” แต่วิทยาศาสตร์พบการชะลอความชรา ฯลฯ แต่โดยภาพรวมจะเห็น แนวทางสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งเรารู้ทั้งสองด้าน เราจะยิ่งเข้าใจและศรัทธาในแนวปฏิบัติเรื่องการกินที่สมดุลมากขึ้น เพราะรู้ว่าดีทั้งทางโลกและทางธรรม

 

แนวทางการกินที่สมดุลและยั่งยืนในชีวิตประจำวัน

จากความรู้อันครอบคลุมทั้งด้านคำสอนและหลักฐานวิทยาศาสตร์ เราสามารถสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติเรื่องการกินที่เรียบง่าย สมดุล ยั่งยืน ซึ่งทุกคนสามารถปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ดังนี้:

1.       กินแต่พอดี ปริมาณเหมาะสม: น้อมนำหลัก มัตตัญญู” หรือความพอดีมาใช้ในทุกมื้อ ฝึกสังเกตสัญญาณอิ่มของร่างกายและหยุดเมื่อรู้สึกอิ่มประมาณ 80% อย่ากินจนแน่นเกิน ความรู้สึก “อิ่มกำลังดี” จะทำให้สบายตัวและไม่ง่วงซึมหลังอาหาร อาจใช้เทคนิคเช่น ใช้จานใบเล็กตักอาหาร หรือทดลองเว้นอาหารคำสุดท้ายไว้ (“Minus one bite” ตามที่นักจิตวิทยาแนะนำ) และเคี้ยวให้ช้าลง (อย่างน้อย 20 นาทีต่อมื้อ) เพื่อให้สมองมีเวลารับสัญญาณอิ่ม การกินพอดียังหมายถึงไม่ปล่อยให้ตัวเองหิวโซจนเกินไปเพราะจะทำให้กินล้นตอนเจออาหาร จัดตารางมื้อหรือของว่างสุขภาพให้เหมาะกับกิจวัตร และระลึกเสมอว่าเรากินเพื่อเลี้ยงชีวิต ไม่ใช่กินเพื่อความเพลิดเพลินอย่างเดียว

2.       เลือกอาหารมีคุณภาพ: ยึดหลัก อาหารเป็นยา” โดยพยายามกินอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย หมวดอาหารที่ควรเน้น ได้แก่ ผักต่างๆ (โดยเฉพาะผักใบเขียว), ผลไม้สด, ธัญพืชเต็มเมล็ด (ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท), โปรตีนดี (ปลา ไก่ไม่หนัง เต้าหู้ ถั่ว), นมไขมันต่ำหรือทางเลือกจากพืช (นมถั่วเหลือง), และไขมันดี (น้ำมันมะกอก คาโนลา อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง) ในแต่ละมื้อให้มีผักผลไม้ครึ่งจาน โปรตีนหนึ่งในสี่ ธัญพืชไม่ขัดสีหนึ่งในสี่ และเลี่ยงของทอดของมัน อาจใช้อ้างอิงจาก “ธงโภชนาการ” หรือ “จานสุขภาพ” เช่นแบบของฮาร์วาร์ด ที่แสดงสัดส่วนอาหารสมดุล นอกจากนี้ให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ แทนน้ำหวาน ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ถ้าดื่มก็ไม่เกินวันละ 1-2 ดริ้งค์) และลดอาหารแปรรูปบรรจุหีบห่อ ขนมกรุบกรอบ ขนมหวานต่างๆ ให้เหลือนานๆ ครั้ง

3.       รักษาช่วงเวลาและจังหวะการกิน: จัดระเบียบเวลามื้ออาหารของคุณให้สม่ำเสมอและสอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต ถ้าเป็นไปได้ กินมื้อเช้าให้เต็มอิ่ม มื้อกลางวันพอดี มื้อเย็นเบา และพยายามกินมื้อเย็นก่อนเวลานอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง ฝึกตัวเองไม่ให้ทานมื้อดึกหรือกินจุบจิบหลังอาหารค่ำ (หากหิวให้ดื่มน้ำหรือชาสมุนไพรอุ่นๆ แทน) การมีช่วงงดอาหาร 12-14 ชั่วโมงข้ามคืนจะดีต่อสุขภาพ โดยคุณอาจเริ่มจากงดหลังสองทุ่มจนถึงแปดโมงเช้า หากรู้สึกดีและสะดวก อาจขยับไป 14-16 ชั่วโมงเป็นครั้งคราว การทำเช่นนี้คือการเลียนแบบ IF เบาๆ ที่ช่วยให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง แต่ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดทุกวัน สำคัญคือฟังร่างกายตัวเอง และระวังไม่ทำจนเครียดหรือฝืนเกินไป

4.       กินอย่างมีสติและมีความสุข: ทุกครั้งที่รับประทานอาหาร ลองปฏิบัติตามหลัก มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม” หลีกเลี่ยงการกินไปทำกิจกรรมอื่นไป (ปิดทีวี วางมือถือ) อย่างน้อยวันละครั้งให้ลองกินเงียบๆ ช้าๆ ฝึกสังเกตเนื้อสัมผัสและรสชาติอาหารแต่ละคำ การกินช้าไม่เพียงทำให้อิ่มเร็วขึ้นแต่ยังเพิ่มความอิ่มเอมใจให้กับอาหารง่ายๆ ได้ ยกตัวอย่าง ถ้าคุณทานแอปเปิล ลองใช้เวลา 5 นาทีค่อยๆ เคี้ยวและลิ้มรส มันจะหวานอร่อยกว่าการกัดไม่กี่คำแล้วกลืนทั้งลูก นอกจากนี้ให้เชื่อมโยงการกินกับความกตัญญูก่อนกินระลึกถึงคนปลูก คนปรุง หรือพระเจ้า/ธรรมชาติที่ประทานอาหารนี้ จะช่วยให้เราซาบซึ้งและพึงพอใจในสิ่งที่มี ลดความอยากบริโภคเกินตัว (ในศาสนามีการสวดขอบคุณก่อนมื้ออาหารก็ด้วยเหตุนี้) เมื่อใดที่เราเผลอกินมากไปหรือกินของไม่มีประโยชน์ ก็อย่าตำหนิตนเองเกินไป ใช้โอกาสนั้นเรียนรู้ (เช่น สังเกตว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้เรากิน – เครียด? อยู่กับเพื่อน?) แล้วแก้ที่สาเหตุ วันหน้าค่อยปรับใหม่ การมีเมตตาต่อตนเองในเรื่องนี้จะทำให้เราควบคุมได้ยืนยาวกว่าการเข้มงวดเกินและเครียด

5.       จัดการอารมณ์และความเครียดโดยไม่พึ่งอาหาร: ดังที่กล่าวมา อารมณ์ส่งผลต่อการกิน จึงควรหาวิธีผ่อนคลายที่ไม่ใช่อาหาร เช่น ออกกำลังเบาๆ เดินเล่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ ฟังเพลง พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ จดบันทึก ฯลฯ เมื่อรู้ตัวว่าเครียดให้ใช้วิธีเหล่านี้ก่อน เพราะถ้าหันไปหาขนมหวานหรือของทอดเป็นหลักระบาย คุณอาจได้ความสบายใจชั่วคราวแต่ปัญหาสุขภาพจะตามมา กรณีทำงานเครียดจนหิวขนม ลองเปลี่ยนเป็นดื่มชาคาโมมายล์หรือเคี้ยวถั่วเปลือกแข็งแทนช็อกโกแลตเยอะๆ ซึ่งจะยังพอช่วยผ่อนคลายแต่ไม่เสียสุขภาพ ในทางกลับกัน อาหารเพื่อสุขภาพหลายอย่างมีส่วนช่วยลดความเครียด – แมกนีเซียมในผักใบเขียวช่วยคลายกล้ามเนื้อและสงบประสาท, กรดอะมิโนในโยเกิร์ตช่วยสร้างสารสื่อประสาทผ่อนคลาย, ชาคาโมมายล์หรือชาเขียวมีสารลดความกังวล – ดังนั้นการเลือกกินของที่ดีต่อกายก็ส่งผลดีต่อใจไปพร้อมกัน

6.       ทำให้การกินที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต (ยั่งยืน): แผนการกินใดๆ จะได้ผลต้องสามารถทำต่อเนื่องได้ในระยะยาว อย่ามองการปรับอาหารเป็นแค่ “คอร์สลดน้ำหนัก” ระยะสั้น แต่ให้มองว่าเป็น การลงทุนในสุขภาพ” ของตนเอง เช่นเดียวกับที่ศาสนิกชนปฏิบัติธรรมไปตลอดชีวิต เราก็ควรดูแลการกินตลอดไป เคล็ดลับคือไม่หักดิบหรือกดดันตนเองเกินไป ค่อยๆ ปรับทีละเล็ก เช่น ลดน้ำตาลจากกาแฟทีละช้อน แทนที่จะงดขาดทันที, เพิ่มผักในมื้อเย็นจาก 1 ทัพพีเป็น 2 ทัพพี, ตั้งเป้าไม่กินของทอดวันธรรมดาและกินได้เฉพาะวันหยุด เป็นต้น ทำทีละอย่างและให้รางวัลตัวเองเมื่อทำได้ (รางวัลไม่ใช่อาหารแย่ๆ แต่เป็นอย่างอื่นที่ชอบ เช่น ดูหนัง ออกไปเที่ยว) นอกจากนี้ทำให้การกินดีเป็นเรื่องสนุก – หาเมนูสุขภาพอร่อยๆ ลองทำ, ชวนครอบครัวทำอาหารกินเอง, ปลูกผักสวนครัว – สิ่งเหล่านี้ยิ่งเสริมความรู้สึกเชิงบวกกับอาหาร ยิ่งอยากดูแลตัวเองต่อไป

7.       คำนึงถึงผู้อื่นและโลก: การกินอย่างสมดุลไม่ใช่เพื่อตัวเราคนเดียว แต่ยังรวมถึงการมีจริยธรรมและความยั่งยืน ดังคำสอนศาสนาที่ให้แบ่งปันอาหารกับคนยากไร้หรือไม่เบียดเบียนสัตว์ เราสามารถปฏิบัติตามในชีวิตประจำวัน เช่น เลี่ยงซื้ออาหารจากอุตสาหกรรมที่ทารุณสัตว์, สนับสนุนผลผลิตท้องถิ่นตามฤดูกาล (ลดการขนส่งไกล), กินอาหารทะเลจากแหล่งยั่งยืน, พยายามไม่ทิ้งขยะอาหาร (food waste) – ตักแต่พอดี กินของเหลือให้หมด, และบางครั้งร่วมบริจาคอาหารแก่ผู้ขาดแคลน สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ระบบอาหารโดยรวมดีขึ้น และเราจะรู้สึกอิ่มใจเมื่อรู้ว่าการเลือกกินของเรามีส่วนสร้างความดีและรักษ์โลก

แนวทางทั้ง 7 ข้อนี้ไม่ใช่กฎตายตัว หากแต่เป็นหลักการกว้างๆ ที่ปรับใช้ได้ตามบริบทของแต่ละคน เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตัวเรากับอาหารเห็นคุณค่าของอาหาร เคารพร่างกายตัวเอง ไม่ใช้อาหารในทางที่ทำร้ายสุขภาพ และสนุกกับการกินอย่างมีความรับผิดชอบ ดังที่คำสอนพุทธว่าให้พิจารณาอาหารเพื่อระงับความหิวและดำรงสังขาร ไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลินหรือประดับบารมี เราไม่ได้ปฏิเสธความอร่อยหรือวัฒนธรรมการกินที่มีสีสัน แต่เราจะอยู่เหนือมันได้ด้วยสติและปัญญา

 

บทสรุป: การกินอย่างถูกต้องคือ ศิลปะของการดำรงชีวิต ที่ผสมผสานทั้งวิทยาศาสตร์และจิตวิญญาณ ในขณะที่วิทยาศาสตร์บอกวิธีบำรุงร่างกาย ศาสนาก็บอกวิธีบำรุงจิตใจ โดยแก่นของทั้งคู่ล้วนชี้ไปที่ ความสมดุล ความพอดี และความเคารพ (ต่อร่างกาย ต่อผู้อื่น ต่อโลก) เมื่อเรากินอย่างสมดุล เราจะได้รับพลังงานและสารอาหารที่ต้องการโดยไม่มากหรือน้อยเกิน สุขภาพกายจะแข็งแรง เมื่อกินอย่างมีสติและกรุณา สุขภาพใจก็จะผ่องใส และเมื่อกินอย่างยั่งยืน สังคมและสิ่งแวดล้อมก็ได้รับผลดี สุดท้ายแล้ว “เราควรกินอะไร กินแค่ไหน และกินอย่างไร” คำตอบสั้นๆ อาจเป็น กินอาหารที่แท้จริง (whole foods) ในปริมาณที่พอดี ด้วยความใส่ใจและกตัญญู” แนวทางนี้มิใช่แค่สูตรลดโรค แต่คือวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติของกายใจมนุษย์ ซึ่งพิสูจน์คุณค่าแล้วทั้งในพระไตรปิฎก คัมภีร์ศาสนา และวารสารวิชาการยุคใหม่

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจและเห็นภาพรวมของการกินอย่างถูกวิธีมากขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ พร้อมกับดื่มด่ำคุณค่าทางจิตวิญญาณที่แฝงอยู่ในทุกๆ มื้ออาหารที่เรารับประทานครับ

 

อ้างอิงที่มา: พระไตรปิฎก (โทณปากสูตร); คัมภีร์ไบเบิลและคำสอนนักบุญ; หะดีษและอัลกุรอาน; คัมภีร์โยคะ (มิทธาระ); หลักเต๋าและข้อมูลโภชนาการเต๋า; Sufi Teachings (Inayat Khan); WHO & Harvard School of Public Health (แนวทางโภชนาการ); Mayo Clinic & ScienceDirect (การอดอาหารเป็นช่วง); Harvard Health (การกินตามอารมณ์/ความเครียด); Harvard Nutrition Source (Mindful Eating); ScienceDaily & Nature Aging (Calorie Restriction ชะลอวัย); BMC Medicine (Mediterranean diet กับภาวะซึมเศร้า) เป็นต้น. (ข้อมูลทั้งหมดถูกเรียบเรียงอย่างเป็นกลางจากหลักฐานเชิงวิชาการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น