วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ท่านอน: ความเชื่อทางศาสนาและหลักฐานทางการแพทย์

ท่านอน: ความเชื่อทางศาสนาและหลักฐานทางการแพทย์

ความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับท่านอน

พระพุทธศาสนา

ในพระพุทธศาสนา “ท่าสีหไสยาสน์” หรือท่านอนอย่างราชสีห์ (การนอนตะแคงขวา) ถือเป็นท่านอนที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติและสอนให้ภิกษุปฏิบัติตาม เน้นการมีสติสัมปชัญญะขณะหลับและไม่หลับใหลจนเกินควร. ในพระไตรปิฎกมีการกล่าวถึงไสยาสน์ 4 แบบ ได้แก่ 1) กามโภคีไสยาสน์การนอนตะแคงซ้าย (ถูกเปรียบกับบุคคลผู้หมกมุ่นในกามคุณ), 2) เปตไสยาสน์การนอนหงาย (เปรียบกับเปรตหรือผู้หิวโหย), 3) สีหไสยาสน์การนอนตะแคงขวาอย่างราชสีห์, และ 4) ตถาคตไสยาสน์ท่านอนตะแคงขวาของพระตถาคตเจ้าหรือพระพุทธเจ้า. พระพุทธองค์ทรงบรรทมในท่าสีหไสยาสน์นี้เมื่อปรินิพพาน และทรงแนะให้ภิกษุนอนพักผ่อนประมาณวันละ 4 ชั่วโมงในท่านอนดังกล่าวอย่างมีสติ เพื่อตื่นขึ้นมาปฏิบัติธรรมต่อได้โดยไม่ง่วงเหงา. ลักษณะของท่าสีหไสยาสน์คือ นอนตะแคงขวา วางมือขวาหนุนแก้มขวา มือซ้ายแนบตัว เหยียดขาขวาตามสบาย ขาซ้ายพาดทับขาขวาเล็กน้อย เพื่อไม่ให้หัวใจถูกกดทับ และช่วยพยุงตัวให้นอนในท่าดังกล่าวได้นานโดยไม่พลิกกลับง่าย. การนอนในท่านี้เชื่อว่าจะช่วยให้มีสติรู้ตัวขณะหลับและตื่นได้ง่าย ไม่จมอยู่ในความหลับลึกเกินไป อันเป็นการส่งเสริมความเพียรและการเจริญสติของผู้ปฏิบัติธรรมตามหลักพุทธศาสนา

ศาสนาคริสต์

ในศาสนาคริสต์ไม่ได้มีข้อกำหนดตายตัวเกี่ยวกับ “ท่านอน” ว่าต้องนอนท่าใดเป็นพิเศษ คำสอนในคัมภีร์ไบเบิลมุ่งเน้นถึงการพักผ่อนอย่างสงบและไว้วางใจในพระเจ้า เช่น สดุดีบทหนึ่งกล่าวว่า ข้าพเจ้าจะเอนกายลงนอนและหลับอย่างสันติ เพราะพระองค์เท่านั้นทรงกระทำให้ข้าพเจ้าพำนักอยู่อย่างปลอดภัย” แสดงถึงแนวคิดว่าการนอนหลับเป็นช่วงเวลาแห่งการพักสงบภายใต้การคุ้มครองของพระเจ้า นอกจากนี้ ในประวัติศาสตร์คริสตจักร มีแบบอย่างของนักบุญหรือนักบวชบางท่านที่ถือพรตเคร่งครัดเกี่ยวกับการนอน เช่น นอนบนพื้นกระดานแข็งหรือนอนโดยไม่ใช้หมอน เพื่อฝึกตนในความสมถะและระลึกถึงความตาย แต่สิ่งเหล่านี้เป็นการปฏิบัติส่วนบุคคลมากกว่าจะเป็นคำสอนศาสนาหลักทั่วไป สำหรับคริสตชนโดยทั่วไป การนอนที่ดีหมายถึงการได้พักผ่อนเพียงพอและตื่นขึ้นมาดำเนินชีวิตด้วยพลังและความไว้วางใจในพระผู้เป็นเจ้า โดยไม่มีท่านอนจำเพาะที่ถือว่าเป็นหลักปฏิบัติทางความเชื่อ

ศาสนาอิสลาม

ศาสนาอิสลามมีคำสอนชัดเจนเกี่ยวกับมารยาทการนอน โดยท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) สนับสนุนการนอนตะแคงขวา ถือเป็น ซุนนะห์ (แบบอย่างที่ดี) ที่ผู้ศรัทธาพึงปฏิบัติตาม. มีรายงานว่าเมื่อท่านนะบีจะบรรทม ท่านจะทำพิธีละหมาดน้ำละหมาด (วุฑูอ์) ก่อน และเอนกายนอนตะแคงขวาพร้อมทั้งวางมือขวาไว้ใต้แก้มขวา อีกทั้งส่งเสริมให้นอนในสภาพร่างกายที่สะอาดบริสุทธิ์ด้วย. นอกจากนี้มีธรรมเนียมให้นอนหันหน้าไปทาง กิบลัต (ทิศที่ตั้งของกะอ์บะฮ์ในนครมักกะฮ์) หากทำได้ โดยถือว่าท่านอนตะแคงขวาและหันหน้าไปยังกิบลัตเป็น ท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับผู้ศรัทธา” ตามคำสอนในริวายะฮ์ของอิสลาม. ในขณะเดียวกัน ท่านอนคว่ำ (นอนลงบนท้อง) ถูกตำหนิอย่างแรงในอิสลาม โดยมีหะดีษหลายบทที่ระบุว่าท่านอนคว่ำเป็นท่าที่อัลลอฮ์ทรงไม่พอพระทัยหรือเป็น “ท่านอนของชัยฏอน (มาร)” และ “ท่านอนของชาวนรก” จึงนับเป็นท่าที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง. มีรายงานว่าท่านนบีมูฮัมหมัดเคยเห็นชายผู้หนึ่งนอนคว่ำและท่านได้กล่าวเตือนว่าการนอนท่านั้นเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงกริ้ว. ด้วยเหตุนี้ ในวัฒนธรรมมุสลิมจึงสอนให้หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ ส่วนการนอนตะแคงซ้ายแม้จะไม่ถูกห้ามแต่ก็ไม่ใช่ท่านอนที่ดีเท่าตะแคงขวา โดยปราชญ์อิสลามบางท่านอธิบายว่าการนอนตะแคงซ้ายทำให้หัวใจซึ่งอยู่ด้านซ้ายถูกกดทับ ส่งผลให้นอนหลับลึกและตื่นยาก ในขณะที่การนอนตะแคงขวาทำให้หลับตื้นลงเล็กน้อย จึงตื่นมาละหมาดกลางคืนได้ง่ายกว่า. อย่างไรก็ดี อิสลามไม่ได้ห้ามการนอนท่าอื่นอย่างเด็ดขาด ผู้ที่มีความจำเป็นหรือต้องการพักผ่อนเต็มที่สามารถนอนตะแคงซ้ายหรือท่าที่สบายได้ โดยไม่ถือว่าบาปแต่อย่างใด เพียงแต่ท่านอนที่ถือว่าดีที่สุดและสอดคล้องกับแบบอย่างท่านศาสดาคือการนอนตะแคงขวานั่นเอง. การปฏิบัติตนก่อนนอนตามแบบอิสลามยังรวมถึงการทำวุฑูอ์ (ชำระล้างร่างกาย) การกล่าวดุอาอ์ (บทขอพร) และการระลึกถึงพระเจ้า เพื่อให้การนอนเป็นไปอย่างปลอดภัยและเกิดความสงบทางใจ

ศาสนาฮินดู

ในคัมภีร์และคตินิยมของศาสนาฮินดูมีแนวปฏิบัติบางอย่างเกี่ยวกับทิศทางและลักษณะการนอน แม้จะไม่ได้เจาะจงถึง “ท่านอน” ของร่างกายมากเท่ากับเรื่องทิศที่นอน ตำราฮินดูบางแห่งห้ามการนอนเอาศีรษะไปทางทิศเหนือหรือทิศตะวันตก โดยแนะนำให้ผู้คนหลับโดยหันศีรษะไปทางทิศตะวันออกหรือทิศใต้แทน. ตัวอย่างที่ปรากฏในคัมภีร์ “วยาสสมฤติ” กล่าวไว้ว่า คฤหัสถ์พึงนอนบนเตียงที่สบาย โดยไม่เอาศีรษะไปทางทิศเหนือหรือทิศตะวันตก” เพราะมีความเชื่อเรื่องกระแสแม่เหล็กของโลกและพลังงานที่ส่งผลต่อร่างกายขณะหลับ นอกจากนี้ หลักปฏิบัติของพราหมณ์และโยคีบางประเภท มุ่งเน้นความเรียบง่ายและการบำเพ็ญตบะ เช่น ในคัมภีร์มนูสมฤติกล่าวว่านักบวชหรือนักเรียนในเพศบรรพชิตควรนอนบนพื้น (ไม่ขึ้นเตียงนอนอ่อนนุ่ม) เพื่อฝึกความอดทนและสมถะในชีวิตประจำวัน. สำหรับคนทั่วไป ฮินดูเน้นเรื่องการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอและสอดคล้องกับธรรมชาติของร่างกาย ตามหลักอายุรเวทมีการกล่าวถึงช่วงเวลาที่ควรนอนและไม่ควรนอน (เช่น หลีกเลี่ยงการนอนกลางวันช่วงใกล้พลบค่ำหรือหลังรับประทานอาหารอิ่มใหม่ ๆ) เพื่อให้สุขภาพสมดุล แต่ไม่มีบทบัญญัติชัดเจนว่าต้องนอนท่าไหนจึงจะถูกต้องทางศาสนา อย่างไรก็ตามตำนานฮินดูบางเรื่องมีภาพจำของเทพเจ้ากับท่านอน เช่น พระวิษณุบรรทมเหนือพญานาคอนันตศัยนะบนเกษียรสมุทร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการธำรงรักษาจักรวาลยามหลับ ดังนั้นโดยสรุปแล้ว ในศาสนาฮินดูการนอนที่ดีคือการนอนในทิศและเวลาที่เหมาะสม มีความพอประมาณ และตื่นมาด้วยจิตใจแจ่มใสพร้อมปฏิบัติหน้าที่ทางธรรมต่อไป

ความเชื่อจีน ลัทธิเต๋าและฮวงจุ้ย

ในลัทธิและความเชื่อของจีน (โดยเฉพาะในแนวลัทธิเต๋าและฮวงจุ้ย) มีความเชื่อเกี่ยวกับทิศทางการนอนและลักษณะของการนอนที่ส่งผลต่อพลังชีวิต (ชี่ ) และความสมดุลของหยิน-หยาง ดังนี้:

  • ทิศใต้ (): ถือเป็นทิศมงคลที่สุดในการนอน โดยเฉพาะหากศีรษะหันไปทางทิศใต้ เชื่อว่าได้รับพลังหยางและพลังจากธรรมชาติ ส่งเสริมสุขภาพและความเจริญรุ่งเรือง
  • ทิศเหนือ (): บางคติถือว่าดีต่อพลังแม่เหล็กโลก แต่ก็มีความเชื่อว่านี่คือทิศของผู้ตาย (เพราะการวางศพมักหันศีรษะไปทางเหนือ) จึงไม่นิยมใช้กับผู้เป็น
  • ทิศตะวันออก (): เหมาะสำหรับผู้ต้องการพลังเริ่มต้นใหม่ ความกระฉับกระเฉง เช่น คนหนุ่มสาว
  • ทิศตะวันตก (西): เหมาะสำหรับผู้สูงวัยหรือผู้ต้องการความสงบ สมาธิ

ข้อควรหลีกเลี่ยง:

  • ไม่นอนโดยหันหัวไปทางทิศเหนือ (ถือเป็นทิศของความตาย)
  • ไม่นอนใต้คาน หรือหันปลายเท้าออกไปตรงประตู (เรียกว่า “ประตูผี”)
  • ไม่ควรนอนคว่ำ เพราะเชื่อว่าทำให้พลังหยางถูกกดทับ และหายใจติดขัด

โดยรวม ลัทธิเต๋าเน้นการนอนอย่าง “กลมกลืนกับธรรมชาติ” สภาพแวดล้อมต้องสงบ มืด และไม่อึดอัด เพื่อให้พลังหยินฟื้นตัวได้เต็มที่ในยามพักผ่อน แม้ไม่มีการสอนลักษณะท่าทางของร่างกายโดยตรง แต่ก็มีอิทธิพลอย่างสูงต่อการออกแบบตำแหน่งการนอนและทิศในวัฒนธรรมจีน

 

หลักฐานทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับท่านอน

ท่านอนที่เหมาะสมกับการป้องกันหรือบรรเทาโรค

  • โรคกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อย: ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการนอนตะแคงซ้ายช่วยลดอาการกรดไหลย้อนได้ดีที่สุด ในผู้ที่มีโรคกรดไหลย้อน (GERD) หรือมักมีอาการไฟลวกร้อนกลางอก การนอนตะแคงซ้ายทำให้กระเพาะอาหารอยู่ต่ำกว่าหลอดอาหาร ลดโอกาสที่กรดในกระเพาะจะไหลย้อนขึ้นมา และยังพบว่าการนอนตะแคงขวาทำให้มีกรดไหลย้อนบ่อยและยาวนานกว่า จึงควรพลิกมาอยู่ด้านซ้ายเพื่อบรรเทาอาการ. สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มักมีอาการกรดไหลย้อนหรืออาหารย่อยช้า การนอนตะแคงซ้ายก็ช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ และยังทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทารกได้สะดวกขึ้นอีกด้วย
  • การนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea): ท่านอนมีผลอย่างมากต่อทางเดินหายใจ การนอนหงายทำให้ลิ้นและเนื้อเยื่อในลำคอผ่อนคลายตกไปทางด้านหลัง อาจขวางทางเดินลมหายใจจนเกิดเสียงกรนหรือภาวะหยุดหายใจได้ง่าย ในทางตรงข้าม การนอนตะแคง (ทั้งขวาหรือซ้าย) ช่วยเปิดทางเดินลมหายใจให้โล่งกว่า ลดการอุดกั้น จึงลดการกรนและบรรเทาอาการของโรคหยุดหายใจขณะหลับได้. แพทย์ด้านการนอนหลับมักแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจหรือกรนนอนตะแคงเป็นหลัก หากทำได้ (มีเทคนิคเช่น การเย็บลูกเทนนิสที่หลังเสื้อเพื่อกันไม่ให้พลิกนอนหงาย) ส่วนการนอนคว่ำนั้นแม้อาจช่วยเปิดทางเดินลมได้แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะทำให้คอเอียงหันข้างตลอดคืน ส่งผลให้ปวดคอและหายใจลำบาก
  • อาการปวดหลังและกระดูกสันหลัง: ท่านอนที่ถูกต้องสามารถลดแรงกดบนกระดูกสันหลังและบรรเทาอาการปวดหลังได้ โดยทั่วไปการนอนหงายในท่าที่กระดูกสันหลังอยู่แนวตรงเป็นประโยชน์ต่อคนปวดหลังบางราย การนอนหงายโดยมีหมอนหนุนใต้เข่า เพื่อให้เข่างอเล็กน้อยจะช่วยลดแรงตึงที่หลังช่วงล่างได้. ส่วนการนอนตะแคงถือว่าเป็นท่าที่ดีสำหรับกระดูกสันหลังเช่นกัน เพราะกระจายน้ำหนักอย่างสมดุล หากนอนตะแคงควรให้หมอนหนุนศีรษะสูงพอดีจนคออยู่แนวเดียวกับลำตัว และอาจหนีบหมอนข้างระหว่างเข่าทั้งสองเพื่อลดแรงบิดของกระดูกสันหลังช่วงเอวและสะโพก ช่วยป้องกันอาการปวดหลังเมื่อตื่นนอน. ในทางกลับกัน การนอนคว่ำเป็นท่าที่ไม่แนะนำ สำหรับผู้ที่มีปัญหากระดูกสันหลัง เพราะจะทำให้กระดูกหลังแอ่นผิดธรรมชาติ และต้องเอียงคอไปด้านข้างตลอดเวลาจนอาจปวดคอและไหล่. นอกจากนี้สำหรับผู้ป่วยบางโรค เช่น โรคปอดหรือโรคหัวใจ การนอนหงายในท่าราบอาจทำให้อาการแย่ลงเนื่องจากกะบังลมดันปอดและหัวใจ ทำให้หายใจไม่สะดวกและหัวใจทำงานลำบาก แพทย์จึงมักไม่แนะนำให้นอนหงายราบในผู้ป่วยกลุ่มนี้
  • โรคหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด: โดยทั่วไปผู้ที่มีสุขภาพหัวใจปกติสามารถนอนตะแคงซ้ายหรือขวาก็ได้ตามถนัด แต่มีงานวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวมักรู้สึกไม่สบายเมื่อนอนตะแคงซ้าย และมักจะเลือกนอนตะแคงขวามากกว่า อาจเป็นเพราะการนอนตะแคงซ้ายทำให้หัวใจซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายถูกแรงดันจากปอดและโครงสร้างอื่น ๆ จนรู้สึกอึดอัด แพทย์จึงแนะนำว่าผู้มีปัญหาหัวใจควรนอนตะแคงขวาหากรู้สึกสบายกว่า. อย่างไรก็ดี สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีปัญหาหัวใจ การนอนตะแคงซ้ายไม่ได้เป็นอันตรายต่อหัวใจแต่อย่างใด การนอนตะแคงซ้ายกลับมีข้อดี คือเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือดกลับสู่หัวใจ และช่วยการทำงานของระบบน้ำเหลืองในการระบายของเสียในร่างกายอีกด้วย. กล่าวโดยสรุปคือ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือมีภาวะหอบเหนื่อยอาจลองปรับมานอนตะแคงขวาเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น ส่วนผู้ที่สุขภาพทั่วไปดี การนอนตะแคงซ้ายก็มีข้อดีต่อระบบไหลเวียนอยู่มาก
  • การตั้งครรภ์: สูตินรีแพทย์มักจะแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะช่วงไตรมาสหลัง ๆ นอนตะแคงซ้าย เป็นหลัก เพราะจะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปสู่มดลูกและทารกได้ดี ลดการกดทับเส้นเลือดใหญ่ (เส้นเลือดดำใหญ่ส่วนล่างหรือ Vena Cava) ที่นำเลือดจากส่วนล่างของร่างกายกลับสู่หัวใจ. การนอนหงายในคนท้องอาจทำให้มดลูกที่โตขึ้นกดทับเส้นเลือดดังกล่าวและกดอวัยวะภายใน ทำให้เกิดอาการหน้ามืดหรือหายใจไม่สะดวก ทั้งยังมีงานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าการนอนหงายในช่วงใกล้คลอดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะทารกเสียชีวิตในครรภ์ (stillbirth) จึงควรหลีกเลี่ยง. หากนอนตะแคงซ้ายนาน ๆ แล้วเมื่อย คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถเปลี่ยนมานอนตะแคงขวาชั่วคราวเพื่อพักการกดทับ แต่ไม่ควรนอนหงายนาน ๆ

ผลของท่านอนต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย

  • ระบบไหลเวียนโลหิต: ท่านอนส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดในบางกรณี ดังที่กล่าวว่าการนอนตะแคงซ้ายช่วยให้เลือดกลับสู่หัวใจสะดวกและเพิ่มการไหลเวียนไปสู่อวัยวะสำคัญอย่างหัวใจ ไต และตับ เนื่องจากไม่มีแรงกดทับจากอวัยวะอื่น. ตรงกันข้าม การนอนตะแคงขวาอาจลดภาระของหัวใจในบางคน (เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ) จึงทำให้นอนสบายขึ้น ในแง่นี้ไม่มีท่าใดท่าหนึ่งที่ดีที่สุดสำหรับระบบไหลเวียนสำหรับทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายรายบุคคล อย่างไรก็ตาม การนอนคว่ำหน้าไม่เป็นผลดีต่อระบบไหลเวียน เนื่องจากลำตัวถูกกดทับ อาจทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกและหัวใจต้องออกแรงสูบฉีดมากขึ้น อีกทั้งศีรษะที่หันข้างยังทำให้หลอดเลือดที่คอถูกบิดเบี้ยวได้
  • ระบบการหายใจ: ดังที่ได้กล่าวไป การนอนหงายมักทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย (ส่งผลให้กรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ) เพราะแรงโน้มถ่วงทำให้ลิ้นตกไปขวางคอหอยมากกว่า ในขณะที่การนอนตะแคงหรือกึ่งคว่ำจะช่วยให้ทางเดินลมหายใจเปิดกว้าง ลดการอุดกั้นและช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น. คนที่มีโรคทางปอดหรือโรคหอบหืดอาจหายใจได้สะดวกกว่าหากนอนตะแคงหรือนอนในท่าศีรษะยกสูงเล็กน้อย ส่วนท่านอนคว่ำแม้บางครั้งแพทย์จะให้ผู้ป่วยโรคปอดรุนแรง (เช่น ภาวะปอดอักเสบเฉียบพลัน) นอนคว่ำเพื่อช่วยเปิดถุงลมปอด แต่สำหรับคนทั่วไปการนอนคว่ำทำให้การหายใจติดขัดกว่าเพราะทรวงอกขยายตัวได้ไม่เต็มที่และหายใจเข้าออกลำบากกว่าท่าอื่น
  • ระบบย่อยอาหาร: การนอนส่งผลต่อการย่อยและการเคลื่อนที่ของอาหารในทางเดินอาหารเช่นกัน การนอนตะแคงซ้ายมีผลดีคือ ช่วยให้อาหารเคลื่อนจากกระเพาะลงสู่ลำไส้เล็กได้ตามแรงโน้มถ่วง ส่งผลให้ระบบย่อยทำงานต่อเนื่องและลดอาการท้องอืดแน่นได้. ตรงข้ามกับการนอนตะแคงขวาที่กระเพาะอาหารอยู่เหนือหลอดอาหารและลำไส้ ทำให้อาจมีอาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้นและเสี่ยงกรดไหลย้อนได้มากกว่า ดังนั้นผู้ที่มักมีอาการท้องอืดเฟ้อหรือกรดไหลย้อนหลังอาหารควรหลีกเลี่ยงการนอนตะแคงขวาทันทีหลังกินอิ่ม นอกจากนี้การนอนคว่ำก็ไม่เอื้อต่อการย่อยเพราะอวัยวะภายในถูกเบียดกด จากข้อมูลทางการแพทย์ ยังมีข้อสังเกตว่าการนอนตะแคงสามารถช่วยลดแก๊สและช่วยให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการนอนหงาย ผู้ที่ท้องผูกหรือมีปัญหากระเพาะลำไส้อาจลองนอนตะแคงซ้ายเพื่อช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้
  • สมองและระบบประสาท: งานวิจัยด้านประสาทวิทยาพบว่าขณะเราหลับ สมองจะมีกระบวนการกำจัดของเสียผ่านระบบน้ำหล่อสมองไขสันหลัง (glymphatic system) และมีหลักฐานว่าสิ่งนี้อาจทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นในบางท่านอน การทดลองในสัตว์พบว่า การนอนตะแคงช่วยให้สมองกำจัดของเสียได้รวดเร็ว กว่าการนอนหงายหรือนอนคว่ำ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานว่าการนอนตะแคงอาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการสะสมสารพิษที่เกี่ยวข้องกับโรคความเสื่อมของระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์. แม้การศึกษานี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในมนุษย์ แต่ก็เป็นอีกมุมที่น่าสนใจว่าท่านอนอาจส่งผลต่อสุขภาพสมองระยะยาว นอกจากนั้นท่านอนที่เหมาะสมยังช่วยให้นอนหลับมีคุณภาพ ตื่นมาสดชื่น ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อสมองและอารมณ์ (การนอนหลับไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพทำให้สมองทำงานช้าลงและเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้ามากขึ้น)

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์

ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และการนอนหลับให้คำแนะนำเกี่ยวกับท่านอนว่า ควรเลือกท่านอนที่เหมาะกับสภาพร่างกายและปัญหาสุขภาพของแต่ละบุคคล เป็นสำคัญ โดยไม่มีท่าใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนอย่างสมบูรณ์ ดังนี้:

  • แพทย์จาก Johns Hopkins อธิบายว่าคนหนุ่มสาวที่สุขภาพแข็งแรงอาจนอนท่าใดก็ได้ที่สบาย แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง ท่านอนจะมีความสำคัญมากขึ้น เช่น หากมีอาการกรดไหลย้อนให้หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงขวาเพราะจะทำให้อาการแย่ลง ให้พลิกมานอนตะแคงซ้ายจะดีกว่า” หรือ ผู้ที่กรนหรือมีภาวะหยุดหายใจเวลานอน ให้ลองนอนตะแคงหรือนอนคว่ำแทนการนอนหงายเพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจ” เป็นต้น
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนยังแนะนำเทคนิคการปรับท่านอนเพื่อสุขภาพ เช่น สำหรับคนที่นอนตะแคง ควรจัดหมอนให้สูงพอดีรับกับช่วงคอไหล่ และอาจใช้หมอนข้างกั้นระหว่างเข่าเพื่อให้แนวกระดูกสันหลังอยู่ในแนวตรง ลดอาการปวดหลังหรือสะโพกเมื่อยล้าเมื่อตื่น. สำหรับคนที่นอนหงาย ควรใช้หมอนรองใต้เข่าอย่างที่กล่าวไป และระวังอย่าใช้หมอนหนุนศีรษะสูงเกินไปจนคอก้มงอ
  • แพทย์ด้านกระดูกยังย้ำว่า หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำเป็นดีที่สุด เพราะเป็นท่าที่กระดูกคอและหลังอยู่ในลักษณะผิดธรรมชาติเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ปวดกล้ามเนื้อและกระดูกสะสมได้. หากจำเป็นต้องนอนคว่ำ ควรหาอะไรรองใต้หน้าอกและหน้าท้องเพื่อลดการแอ่นของหลัง และหันหน้าสลับข้างเป็นระยะ
  • สิ่งสำคัญอีกประการคือ ความสบายและการนอนหลับสนิท” ของแต่ละคน บางครั้งแม้ท่าที่ถูกหลักการแพทย์จะดีในเชิงทฤษฎี แต่หากผู้ปฏิบัติรู้สึกไม่สบายจนหลับไม่ลง ก็อาจไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นแพทย์มักแนะนำว่าให้สังเกตตัวเองว่าเรานอนท่าไหนแล้วรู้สึกหลับสบายตื่นมาสดชื่น ให้ใช้ท่านั้นเป็นหลัก โดยปรับตามความเหมาะสมของสุขภาพเรา เช่น คนที่ไม่มีโรคใด ๆ อาจนอนหงายสบายกว่า ก็สามารถนอนหงายได้ เป็นต้น. นอกจากนี้การลงทุนกับที่นอนและหมอนที่เหมาะสมก็มีส่วนช่วยอย่างมากต่อสุขภาพการนอน ที่นอนและหมอนที่รองรับสรีระได้ดีจะช่วยให้ท่านอนที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว ทั้งความเชื่อทางศาสนาและหลักฐานทางการแพทย์ต่างให้ความสำคัญกับท่าทางการนอน แม้จะมาจากคนละมุมมอง – ศาสนามองที่คุณค่าทางจิตวิญญาณและวินัยของผู้ปฏิบัติ ในขณะที่การแพทย์มองที่ผลต่อสุขภาพร่างกาย – แต่ทั้งสองด้านต่างก็ชี้ให้เห็นว่าการนอน “อย่างถูกวิธี” มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการนอนอย่างมีสติและตื่นรู้ตามหลักธรรม หรือการนอนให้ถูกท่าเพื่อลดการเกิดโรคและส่งเสริมสุขภาพกายใจ เราทุกคนจึงควรใส่ใจปรับท่านอนของตนให้เหมาะสมทั้งต่อกายและใจเพื่อการพักผ่อนที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและชีวิตที่สมดุลต่อไป

 

อ้างอิงแหล่งข้อมูล: แหล่งข้อมูลที่ใช้ประกอบบทความนี้รวมถึงตำราทางศาสนาพุทธ อิสลาม และฮินดู ตลอดจนบทความและงานวิจัยทางการแพทย์จากสถาบันที่น่าเชื่อถือ (เช่น Johns Hopkins Medicine, Sleep Foundation และแหล่งข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ) ซึ่งได้ระบุอ้างอิงไว้ในเนื้อหาแต่ละส่วนแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น