ท่านอน: ความเชื่อทางศาสนาและหลักฐานทางการแพทย์
ความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับท่านอน
พระพุทธศาสนา
ในพระพุทธศาสนา “ท่าสีหไสยาสน์”
หรือท่านอนอย่างราชสีห์ (การนอนตะแคงขวา)
ถือเป็นท่านอนที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติและสอนให้ภิกษุปฏิบัติตาม
เน้นการมีสติสัมปชัญญะขณะหลับและไม่หลับใหลจนเกินควร.
ในพระไตรปิฎกมีการกล่าวถึงไสยาสน์ 4 แบบ ได้แก่ 1) กามโภคีไสยาสน์ – การนอนตะแคงซ้าย
(ถูกเปรียบกับบุคคลผู้หมกมุ่นในกามคุณ), 2) เปตไสยาสน์
– การนอนหงาย (เปรียบกับเปรตหรือผู้หิวโหย), 3) สีหไสยาสน์ – การนอนตะแคงขวาอย่างราชสีห์,
และ 4) ตถาคตไสยาสน์ – ท่านอนตะแคงขวาของพระตถาคตเจ้าหรือพระพุทธเจ้า.
พระพุทธองค์ทรงบรรทมในท่าสีหไสยาสน์นี้เมื่อปรินิพพาน
และทรงแนะให้ภิกษุนอนพักผ่อนประมาณวันละ 4 ชั่วโมงในท่านอนดังกล่าวอย่างมีสติ
เพื่อตื่นขึ้นมาปฏิบัติธรรมต่อได้โดยไม่ง่วงเหงา. ลักษณะของท่าสีหไสยาสน์คือ
นอนตะแคงขวา วางมือขวาหนุนแก้มขวา มือซ้ายแนบตัว เหยียดขาขวาตามสบาย
ขาซ้ายพาดทับขาขวาเล็กน้อย เพื่อไม่ให้หัวใจถูกกดทับ และช่วยพยุงตัวให้นอนในท่าดังกล่าวได้นานโดยไม่พลิกกลับง่าย.
การนอนในท่านี้เชื่อว่าจะช่วยให้มีสติรู้ตัวขณะหลับและตื่นได้ง่าย
ไม่จมอยู่ในความหลับลึกเกินไป
อันเป็นการส่งเสริมความเพียรและการเจริญสติของผู้ปฏิบัติธรรมตามหลักพุทธศาสนา
ศาสนาคริสต์
ในศาสนาคริสต์ไม่ได้มีข้อกำหนดตายตัวเกี่ยวกับ
“ท่านอน” ว่าต้องนอนท่าใดเป็นพิเศษ
คำสอนในคัมภีร์ไบเบิลมุ่งเน้นถึงการพักผ่อนอย่างสงบและไว้วางใจในพระเจ้า เช่น
สดุดีบทหนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะเอนกายลงนอนและหลับอย่างสันติ
เพราะพระองค์เท่านั้นทรงกระทำให้ข้าพเจ้าพำนักอยู่อย่างปลอดภัย” แสดงถึงแนวคิดว่าการนอนหลับเป็นช่วงเวลาแห่งการพักสงบภายใต้การคุ้มครองของพระเจ้า
นอกจากนี้ ในประวัติศาสตร์คริสตจักร
มีแบบอย่างของนักบุญหรือนักบวชบางท่านที่ถือพรตเคร่งครัดเกี่ยวกับการนอน เช่น
นอนบนพื้นกระดานแข็งหรือนอนโดยไม่ใช้หมอน เพื่อฝึกตนในความสมถะและระลึกถึงความตาย
แต่สิ่งเหล่านี้เป็นการปฏิบัติส่วนบุคคลมากกว่าจะเป็นคำสอนศาสนาหลักทั่วไป
สำหรับคริสตชนโดยทั่วไป
การนอนที่ดีหมายถึงการได้พักผ่อนเพียงพอและตื่นขึ้นมาดำเนินชีวิตด้วยพลังและความไว้วางใจในพระผู้เป็นเจ้า
โดยไม่มีท่านอนจำเพาะที่ถือว่าเป็นหลักปฏิบัติทางความเชื่อ
ศาสนาอิสลาม
ศาสนาอิสลามมีคำสอนชัดเจนเกี่ยวกับมารยาทการนอน
โดยท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) สนับสนุนการนอนตะแคงขวา ถือเป็น ซุนนะห์
(แบบอย่างที่ดี) ที่ผู้ศรัทธาพึงปฏิบัติตาม.
มีรายงานว่าเมื่อท่านนะบีจะบรรทม ท่านจะทำพิธีละหมาดน้ำละหมาด (วุฑูอ์) ก่อน
และเอนกายนอนตะแคงขวาพร้อมทั้งวางมือขวาไว้ใต้แก้มขวา
อีกทั้งส่งเสริมให้นอนในสภาพร่างกายที่สะอาดบริสุทธิ์ด้วย.
นอกจากนี้มีธรรมเนียมให้นอนหันหน้าไปทาง กิบลัต (ทิศที่ตั้งของกะอ์บะฮ์ในนครมักกะฮ์)
หากทำได้ โดยถือว่าท่านอนตะแคงขวาและหันหน้าไปยังกิบลัตเป็น “ท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับผู้ศรัทธา” ตามคำสอนในริวายะฮ์ของอิสลาม.
ในขณะเดียวกัน ท่านอนคว่ำ (นอนลงบนท้อง) ถูกตำหนิอย่างแรงในอิสลาม
โดยมีหะดีษหลายบทที่ระบุว่าท่านอนคว่ำเป็นท่าที่อัลลอฮ์ทรงไม่พอพระทัยหรือเป็น
“ท่านอนของชัยฏอน (มาร)” และ “ท่านอนของชาวนรก”
จึงนับเป็นท่าที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง.
มีรายงานว่าท่านนบีมูฮัมหมัดเคยเห็นชายผู้หนึ่งนอนคว่ำและท่านได้กล่าวเตือนว่าการนอนท่านั้นเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงกริ้ว.
ด้วยเหตุนี้ ในวัฒนธรรมมุสลิมจึงสอนให้หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ
ส่วนการนอนตะแคงซ้ายแม้จะไม่ถูกห้ามแต่ก็ไม่ใช่ท่านอนที่ดีเท่าตะแคงขวา
โดยปราชญ์อิสลามบางท่านอธิบายว่าการนอนตะแคงซ้ายทำให้หัวใจซึ่งอยู่ด้านซ้ายถูกกดทับ
ส่งผลให้นอนหลับลึกและตื่นยาก ในขณะที่การนอนตะแคงขวาทำให้หลับตื้นลงเล็กน้อย
จึงตื่นมาละหมาดกลางคืนได้ง่ายกว่า. อย่างไรก็ดี
อิสลามไม่ได้ห้ามการนอนท่าอื่นอย่างเด็ดขาด
ผู้ที่มีความจำเป็นหรือต้องการพักผ่อนเต็มที่สามารถนอนตะแคงซ้ายหรือท่าที่สบายได้
โดยไม่ถือว่าบาปแต่อย่างใด
เพียงแต่ท่านอนที่ถือว่าดีที่สุดและสอดคล้องกับแบบอย่างท่านศาสดาคือการนอนตะแคงขวานั่นเอง.
การปฏิบัติตนก่อนนอนตามแบบอิสลามยังรวมถึงการทำวุฑูอ์ (ชำระล้างร่างกาย)
การกล่าวดุอาอ์ (บทขอพร) และการระลึกถึงพระเจ้า
เพื่อให้การนอนเป็นไปอย่างปลอดภัยและเกิดความสงบทางใจ
ศาสนาฮินดู
ในคัมภีร์และคตินิยมของศาสนาฮินดูมีแนวปฏิบัติบางอย่างเกี่ยวกับทิศทางและลักษณะการนอน
แม้จะไม่ได้เจาะจงถึง “ท่านอน” ของร่างกายมากเท่ากับเรื่องทิศที่นอน ตำราฮินดูบางแห่งห้ามการนอนเอาศีรษะไปทางทิศเหนือหรือทิศตะวันตก
โดยแนะนำให้ผู้คนหลับโดยหันศีรษะไปทางทิศตะวันออกหรือทิศใต้แทน.
ตัวอย่างที่ปรากฏในคัมภีร์ “วยาสสมฤติ” กล่าวไว้ว่า “คฤหัสถ์พึงนอนบนเตียงที่สบาย
โดยไม่เอาศีรษะไปทางทิศเหนือหรือทิศตะวันตก” เพราะมีความเชื่อเรื่องกระแสแม่เหล็กของโลกและพลังงานที่ส่งผลต่อร่างกายขณะหลับ
นอกจากนี้ หลักปฏิบัติของพราหมณ์และโยคีบางประเภท มุ่งเน้นความเรียบง่ายและการบำเพ็ญตบะ
เช่น ในคัมภีร์มนูสมฤติกล่าวว่านักบวชหรือนักเรียนในเพศบรรพชิตควรนอนบนพื้น
(ไม่ขึ้นเตียงนอนอ่อนนุ่ม) เพื่อฝึกความอดทนและสมถะในชีวิตประจำวัน.
สำหรับคนทั่วไป ฮินดูเน้นเรื่องการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอและสอดคล้องกับธรรมชาติของร่างกาย
ตามหลักอายุรเวทมีการกล่าวถึงช่วงเวลาที่ควรนอนและไม่ควรนอน (เช่น
หลีกเลี่ยงการนอนกลางวันช่วงใกล้พลบค่ำหรือหลังรับประทานอาหารอิ่มใหม่ ๆ)
เพื่อให้สุขภาพสมดุล แต่ไม่มีบทบัญญัติชัดเจนว่าต้องนอนท่าไหนจึงจะถูกต้องทางศาสนา
อย่างไรก็ตามตำนานฮินดูบางเรื่องมีภาพจำของเทพเจ้ากับท่านอน เช่น
พระวิษณุบรรทมเหนือพญานาคอนันตศัยนะบนเกษียรสมุทร
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการธำรงรักษาจักรวาลยามหลับ ดังนั้นโดยสรุปแล้ว
ในศาสนาฮินดูการนอนที่ดีคือการนอนในทิศและเวลาที่เหมาะสม มีความพอประมาณ
และตื่นมาด้วยจิตใจแจ่มใสพร้อมปฏิบัติหน้าที่ทางธรรมต่อไป
ความเชื่อจีน ลัทธิเต๋าและฮวงจุ้ย
ในลัทธิและความเชื่อของจีน
(โดยเฉพาะในแนวลัทธิเต๋าและฮวงจุ้ย)
มีความเชื่อเกี่ยวกับทิศทางการนอนและลักษณะของการนอนที่ส่งผลต่อพลังชีวิต (ชี่ 气) และความสมดุลของหยิน-หยาง ดังนี้:
- ทิศใต้ (南): ถือเป็นทิศมงคลที่สุดในการนอน
โดยเฉพาะหากศีรษะหันไปทางทิศใต้ เชื่อว่าได้รับพลังหยางและพลังจากธรรมชาติ
ส่งเสริมสุขภาพและความเจริญรุ่งเรือง
- ทิศเหนือ (北): บางคติถือว่าดีต่อพลังแม่เหล็กโลก
แต่ก็มีความเชื่อว่านี่คือทิศของผู้ตาย (เพราะการวางศพมักหันศีรษะไปทางเหนือ)
จึงไม่นิยมใช้กับผู้เป็น
- ทิศตะวันออก (東): เหมาะสำหรับผู้ต้องการพลังเริ่มต้นใหม่
ความกระฉับกระเฉง เช่น คนหนุ่มสาว
- ทิศตะวันตก (西): เหมาะสำหรับผู้สูงวัยหรือผู้ต้องการความสงบ
สมาธิ
ข้อควรหลีกเลี่ยง:
- ไม่นอนโดยหันหัวไปทางทิศเหนือ (ถือเป็นทิศของความตาย)
- ไม่นอนใต้คาน หรือหันปลายเท้าออกไปตรงประตู (เรียกว่า “ประตูผี”)
- ไม่ควรนอนคว่ำ เพราะเชื่อว่าทำให้พลังหยางถูกกดทับ และหายใจติดขัด
โดยรวม ลัทธิเต๋าเน้นการนอนอย่าง
“กลมกลืนกับธรรมชาติ” สภาพแวดล้อมต้องสงบ มืด และไม่อึดอัด
เพื่อให้พลังหยินฟื้นตัวได้เต็มที่ในยามพักผ่อน
แม้ไม่มีการสอนลักษณะท่าทางของร่างกายโดยตรง
แต่ก็มีอิทธิพลอย่างสูงต่อการออกแบบตำแหน่งการนอนและทิศในวัฒนธรรมจีน
หลักฐานทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับท่านอน
ท่านอนที่เหมาะสมกับการป้องกันหรือบรรเทาโรค
- โรคกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อย: ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการนอนตะแคงซ้ายช่วยลดอาการกรดไหลย้อนได้ดีที่สุด
ในผู้ที่มีโรคกรดไหลย้อน (GERD) หรือมักมีอาการไฟลวกร้อนกลางอก
การนอนตะแคงซ้ายทำให้กระเพาะอาหารอยู่ต่ำกว่าหลอดอาหาร
ลดโอกาสที่กรดในกระเพาะจะไหลย้อนขึ้นมา และยังพบว่าการนอนตะแคงขวาทำให้มีกรดไหลย้อนบ่อยและยาวนานกว่า
จึงควรพลิกมาอยู่ด้านซ้ายเพื่อบรรเทาอาการ.
สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มักมีอาการกรดไหลย้อนหรืออาหารย่อยช้า
การนอนตะแคงซ้ายก็ช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้
และยังทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทารกได้สะดวกขึ้นอีกด้วย
- การนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea): ท่านอนมีผลอย่างมากต่อทางเดินหายใจ
การนอนหงายทำให้ลิ้นและเนื้อเยื่อในลำคอผ่อนคลายตกไปทางด้านหลัง
อาจขวางทางเดินลมหายใจจนเกิดเสียงกรนหรือภาวะหยุดหายใจได้ง่าย ในทางตรงข้าม การนอนตะแคง
(ทั้งขวาหรือซ้าย) ช่วยเปิดทางเดินลมหายใจให้โล่งกว่า
ลดการอุดกั้น จึงลดการกรนและบรรเทาอาการของโรคหยุดหายใจขณะหลับได้.
แพทย์ด้านการนอนหลับมักแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจหรือกรนนอนตะแคงเป็นหลัก
หากทำได้ (มีเทคนิคเช่น การเย็บลูกเทนนิสที่หลังเสื้อเพื่อกันไม่ให้พลิกนอนหงาย)
ส่วนการนอนคว่ำนั้นแม้อาจช่วยเปิดทางเดินลมได้แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะทำให้คอเอียงหันข้างตลอดคืน
ส่งผลให้ปวดคอและหายใจลำบาก
- อาการปวดหลังและกระดูกสันหลัง: ท่านอนที่ถูกต้องสามารถลดแรงกดบนกระดูกสันหลังและบรรเทาอาการปวดหลังได้
โดยทั่วไปการนอนหงายในท่าที่กระดูกสันหลังอยู่แนวตรงเป็นประโยชน์ต่อคนปวดหลังบางราย
การนอนหงายโดยมีหมอนหนุนใต้เข่า เพื่อให้เข่างอเล็กน้อยจะช่วยลดแรงตึงที่หลังช่วงล่างได้.
ส่วนการนอนตะแคงถือว่าเป็นท่าที่ดีสำหรับกระดูกสันหลังเช่นกัน
เพราะกระจายน้ำหนักอย่างสมดุล
หากนอนตะแคงควรให้หมอนหนุนศีรษะสูงพอดีจนคออยู่แนวเดียวกับลำตัว
และอาจหนีบหมอนข้างระหว่างเข่าทั้งสองเพื่อลดแรงบิดของกระดูกสันหลังช่วงเอวและสะโพก
ช่วยป้องกันอาการปวดหลังเมื่อตื่นนอน. ในทางกลับกัน การนอนคว่ำเป็นท่าที่ไม่แนะนำ
สำหรับผู้ที่มีปัญหากระดูกสันหลัง เพราะจะทำให้กระดูกหลังแอ่นผิดธรรมชาติ
และต้องเอียงคอไปด้านข้างตลอดเวลาจนอาจปวดคอและไหล่.
นอกจากนี้สำหรับผู้ป่วยบางโรค เช่น โรคปอดหรือโรคหัวใจ
การนอนหงายในท่าราบอาจทำให้อาการแย่ลงเนื่องจากกะบังลมดันปอดและหัวใจ
ทำให้หายใจไม่สะดวกและหัวใจทำงานลำบาก
แพทย์จึงมักไม่แนะนำให้นอนหงายราบในผู้ป่วยกลุ่มนี้
- โรคหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด: โดยทั่วไปผู้ที่มีสุขภาพหัวใจปกติสามารถนอนตะแคงซ้ายหรือขวาก็ได้ตามถนัด
แต่มีงานวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวมักรู้สึกไม่สบายเมื่อนอนตะแคงซ้าย
และมักจะเลือกนอนตะแคงขวามากกว่า
อาจเป็นเพราะการนอนตะแคงซ้ายทำให้หัวใจซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายถูกแรงดันจากปอดและโครงสร้างอื่น
ๆ จนรู้สึกอึดอัด
แพทย์จึงแนะนำว่าผู้มีปัญหาหัวใจควรนอนตะแคงขวาหากรู้สึกสบายกว่า.
อย่างไรก็ดี สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีปัญหาหัวใจ
การนอนตะแคงซ้ายไม่ได้เป็นอันตรายต่อหัวใจแต่อย่างใด การนอนตะแคงซ้ายกลับมีข้อดี
คือเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือดกลับสู่หัวใจ
และช่วยการทำงานของระบบน้ำเหลืองในการระบายของเสียในร่างกายอีกด้วย.
กล่าวโดยสรุปคือ
ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือมีภาวะหอบเหนื่อยอาจลองปรับมานอนตะแคงขวาเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น
ส่วนผู้ที่สุขภาพทั่วไปดี การนอนตะแคงซ้ายก็มีข้อดีต่อระบบไหลเวียนอยู่มาก
- การตั้งครรภ์: สูตินรีแพทย์มักจะแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะช่วงไตรมาสหลัง
ๆ นอนตะแคงซ้าย เป็นหลัก
เพราะจะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปสู่มดลูกและทารกได้ดี ลดการกดทับเส้นเลือดใหญ่
(เส้นเลือดดำใหญ่ส่วนล่างหรือ Vena Cava) ที่นำเลือดจากส่วนล่างของร่างกายกลับสู่หัวใจ.
การนอนหงายในคนท้องอาจทำให้มดลูกที่โตขึ้นกดทับเส้นเลือดดังกล่าวและกดอวัยวะภายใน
ทำให้เกิดอาการหน้ามืดหรือหายใจไม่สะดวก
ทั้งยังมีงานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าการนอนหงายในช่วงใกล้คลอดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะทารกเสียชีวิตในครรภ์
(stillbirth) จึงควรหลีกเลี่ยง. หากนอนตะแคงซ้ายนาน ๆ
แล้วเมื่อย
คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถเปลี่ยนมานอนตะแคงขวาชั่วคราวเพื่อพักการกดทับ
แต่ไม่ควรนอนหงายนาน ๆ
ผลของท่านอนต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย
- ระบบไหลเวียนโลหิต: ท่านอนส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดในบางกรณี
ดังที่กล่าวว่าการนอนตะแคงซ้ายช่วยให้เลือดกลับสู่หัวใจสะดวกและเพิ่มการไหลเวียนไปสู่อวัยวะสำคัญอย่างหัวใจ
ไต และตับ เนื่องจากไม่มีแรงกดทับจากอวัยวะอื่น. ตรงกันข้าม
การนอนตะแคงขวาอาจลดภาระของหัวใจในบางคน (เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ)
จึงทำให้นอนสบายขึ้น
ในแง่นี้ไม่มีท่าใดท่าหนึ่งที่ดีที่สุดสำหรับระบบไหลเวียนสำหรับทุกคน
แต่ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายรายบุคคล อย่างไรก็ตาม การนอนคว่ำหน้าไม่เป็นผลดีต่อระบบไหลเวียน
เนื่องจากลำตัวถูกกดทับ
อาจทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกและหัวใจต้องออกแรงสูบฉีดมากขึ้น
อีกทั้งศีรษะที่หันข้างยังทำให้หลอดเลือดที่คอถูกบิดเบี้ยวได้
- ระบบการหายใจ: ดังที่ได้กล่าวไป
การนอนหงายมักทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย
(ส่งผลให้กรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ)
เพราะแรงโน้มถ่วงทำให้ลิ้นตกไปขวางคอหอยมากกว่า
ในขณะที่การนอนตะแคงหรือกึ่งคว่ำจะช่วยให้ทางเดินลมหายใจเปิดกว้าง
ลดการอุดกั้นและช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น. คนที่มีโรคทางปอดหรือโรคหอบหืดอาจหายใจได้สะดวกกว่าหากนอนตะแคงหรือนอนในท่าศีรษะยกสูงเล็กน้อย
ส่วนท่านอนคว่ำแม้บางครั้งแพทย์จะให้ผู้ป่วยโรคปอดรุนแรง (เช่น
ภาวะปอดอักเสบเฉียบพลัน) นอนคว่ำเพื่อช่วยเปิดถุงลมปอด
แต่สำหรับคนทั่วไปการนอนคว่ำทำให้การหายใจติดขัดกว่าเพราะทรวงอกขยายตัวได้ไม่เต็มที่และหายใจเข้าออกลำบากกว่าท่าอื่น
- ระบบย่อยอาหาร: การนอนส่งผลต่อการย่อยและการเคลื่อนที่ของอาหารในทางเดินอาหารเช่นกัน
การนอนตะแคงซ้ายมีผลดีคือ ช่วยให้อาหารเคลื่อนจากกระเพาะลงสู่ลำไส้เล็กได้ตามแรงโน้มถ่วง
ส่งผลให้ระบบย่อยทำงานต่อเนื่องและลดอาการท้องอืดแน่นได้.
ตรงข้ามกับการนอนตะแคงขวาที่กระเพาะอาหารอยู่เหนือหลอดอาหารและลำไส้
ทำให้อาจมีอาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้นและเสี่ยงกรดไหลย้อนได้มากกว่า
ดังนั้นผู้ที่มักมีอาการท้องอืดเฟ้อหรือกรดไหลย้อนหลังอาหารควรหลีกเลี่ยงการนอนตะแคงขวาทันทีหลังกินอิ่ม
นอกจากนี้การนอนคว่ำก็ไม่เอื้อต่อการย่อยเพราะอวัยวะภายในถูกเบียดกด
จากข้อมูลทางการแพทย์
ยังมีข้อสังเกตว่าการนอนตะแคงสามารถช่วยลดแก๊สและช่วยให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการนอนหงาย
ผู้ที่ท้องผูกหรือมีปัญหากระเพาะลำไส้อาจลองนอนตะแคงซ้ายเพื่อช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้
- สมองและระบบประสาท: งานวิจัยด้านประสาทวิทยาพบว่าขณะเราหลับ
สมองจะมีกระบวนการกำจัดของเสียผ่านระบบน้ำหล่อสมองไขสันหลัง (glymphatic
system) และมีหลักฐานว่าสิ่งนี้อาจทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นในบางท่านอน
การทดลองในสัตว์พบว่า การนอนตะแคงช่วยให้สมองกำจัดของเสียได้รวดเร็ว กว่าการนอนหงายหรือนอนคว่ำ
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานว่าการนอนตะแคงอาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการสะสมสารพิษที่เกี่ยวข้องกับโรคความเสื่อมของระบบประสาท
เช่น อัลไซเมอร์.
แม้การศึกษานี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในมนุษย์
แต่ก็เป็นอีกมุมที่น่าสนใจว่าท่านอนอาจส่งผลต่อสุขภาพสมองระยะยาว
นอกจากนั้นท่านอนที่เหมาะสมยังช่วยให้นอนหลับมีคุณภาพ ตื่นมาสดชื่น
ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อสมองและอารมณ์
(การนอนหลับไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพทำให้สมองทำงานช้าลงและเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้ามากขึ้น)
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และการนอนหลับให้คำแนะนำเกี่ยวกับท่านอนว่า
ควรเลือกท่านอนที่เหมาะกับสภาพร่างกายและปัญหาสุขภาพของแต่ละบุคคล เป็นสำคัญ
โดยไม่มีท่าใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนอย่างสมบูรณ์ ดังนี้:
- แพทย์จาก Johns Hopkins อธิบายว่าคนหนุ่มสาวที่สุขภาพแข็งแรงอาจนอนท่าใดก็ได้ที่สบาย
แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง ท่านอนจะมีความสำคัญมากขึ้น
เช่น “หากมีอาการกรดไหลย้อนให้หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงขวาเพราะจะทำให้อาการแย่ลง
ให้พลิกมานอนตะแคงซ้ายจะดีกว่า” หรือ “ผู้ที่กรนหรือมีภาวะหยุดหายใจเวลานอน
ให้ลองนอนตะแคงหรือนอนคว่ำแทนการนอนหงายเพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจ” เป็นต้น
- ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนยังแนะนำเทคนิคการปรับท่านอนเพื่อสุขภาพ เช่น
สำหรับคนที่นอนตะแคง ควรจัดหมอนให้สูงพอดีรับกับช่วงคอไหล่
และอาจใช้หมอนข้างกั้นระหว่างเข่าเพื่อให้แนวกระดูกสันหลังอยู่ในแนวตรง
ลดอาการปวดหลังหรือสะโพกเมื่อยล้าเมื่อตื่น. สำหรับคนที่นอนหงาย ควรใช้หมอนรองใต้เข่าอย่างที่กล่าวไป
และระวังอย่าใช้หมอนหนุนศีรษะสูงเกินไปจนคอก้มงอ
- แพทย์ด้านกระดูกยังย้ำว่า หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำเป็นดีที่สุด เพราะเป็นท่าที่กระดูกคอและหลังอยู่ในลักษณะผิดธรรมชาติเป็นเวลานาน
อาจส่งผลให้ปวดกล้ามเนื้อและกระดูกสะสมได้. หากจำเป็นต้องนอนคว่ำ
ควรหาอะไรรองใต้หน้าอกและหน้าท้องเพื่อลดการแอ่นของหลัง
และหันหน้าสลับข้างเป็นระยะ
- สิ่งสำคัญอีกประการคือ “ความสบายและการนอนหลับสนิท” ของแต่ละคน บางครั้งแม้ท่าที่ถูกหลักการแพทย์จะดีในเชิงทฤษฎี
แต่หากผู้ปฏิบัติรู้สึกไม่สบายจนหลับไม่ลง ก็อาจไม่เกิดประโยชน์
ดังนั้นแพทย์มักแนะนำว่าให้สังเกตตัวเองว่าเรานอนท่าไหนแล้วรู้สึกหลับสบายตื่นมาสดชื่น
ให้ใช้ท่านั้นเป็นหลัก โดยปรับตามความเหมาะสมของสุขภาพเรา เช่น
คนที่ไม่มีโรคใด ๆ อาจนอนหงายสบายกว่า ก็สามารถนอนหงายได้ เป็นต้น.
นอกจากนี้การลงทุนกับที่นอนและหมอนที่เหมาะสมก็มีส่วนช่วยอย่างมากต่อสุขภาพการนอน
ที่นอนและหมอนที่รองรับสรีระได้ดีจะช่วยให้ท่านอนที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
โดยสรุปแล้ว ทั้งความเชื่อทางศาสนาและหลักฐานทางการแพทย์ต่างให้ความสำคัญกับท่าทางการนอน
แม้จะมาจากคนละมุมมอง – ศาสนามองที่คุณค่าทางจิตวิญญาณและวินัยของผู้ปฏิบัติ
ในขณะที่การแพทย์มองที่ผลต่อสุขภาพร่างกาย –
แต่ทั้งสองด้านต่างก็ชี้ให้เห็นว่าการนอน “อย่างถูกวิธี”
มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นการนอนอย่างมีสติและตื่นรู้ตามหลักธรรม
หรือการนอนให้ถูกท่าเพื่อลดการเกิดโรคและส่งเสริมสุขภาพกายใจ
เราทุกคนจึงควรใส่ใจปรับท่านอนของตนให้เหมาะสมทั้งต่อกายและใจเพื่อการพักผ่อนที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและชีวิตที่สมดุลต่อไป
อ้างอิงแหล่งข้อมูล: แหล่งข้อมูลที่ใช้ประกอบบทความนี้รวมถึงตำราทางศาสนาพุทธ อิสลาม และฮินดู
ตลอดจนบทความและงานวิจัยทางการแพทย์จากสถาบันที่น่าเชื่อถือ (เช่น Johns
Hopkins Medicine, Sleep Foundation และแหล่งข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ)
ซึ่งได้ระบุอ้างอิงไว้ในเนื้อหาแต่ละส่วนแล้ว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น