การลงทุนในกองทุนรวม (ฉบับย่อ)
รู้จักทรัพย์สินลงทุนประเภทต่างๆ (ในวงเล็บคือ ผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ปี ณ เดือน ก.ย. 63 ที่ระดับ 50th percentile)
- เงินฝาก (0.25%)
- กองทุนรวมตลาดเงิน (money market) (1.53%)
สภาพคล่องดี = T+1 (นับเฉพาะวันทำการ) ใช้ลงกับเงินส่วนเกิน (surplus) รายได้เทียบกับดอกเบี้ยธนาคาร
- กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น (short term fixed income) (1.82%)
- เปรียบเทียบดูผลการดำเนินงานระยะสั้น < 3 เดือน
- ขนาดกองควร > 20,000 ล้าน (ลดความผันผวนจากรายใหญ่)
- ดูค่าธรรมเนียม
- กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะกลาง (2.22%)/ ระยะยาว (3.36%)
ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงเงินเฟ้อ
- ดูความสม่ำเสมอของผลงานทั้งระยะสั้นและยาว > 6 เดือน
- ดูค่าธรรมเนียม
- กองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ (foreign investment fun) (2.95%) ควรลงทุน > 2-3 ปีขึ้นไป
- เลือกให้เลือกจาก master
fund ที่ชอบก่อน เช่น PIMCO (US), templeton (global), aberdeen
global (emerging market), AXA world fund (high yield bond)
- ดูค่าธรรมเนียมและการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- กองทุนรวมตราสารทุน passive fund (6.01%)
- ดูว่ากองนั้นๆสามารถบริหารกองได้ตรงกับ SET50 TRI หรือไม่
- กองทุนรวมตราสารทุน active fund (general
5.58%, large 5.50%, small-mid N/A[< 5 ปี ตอบแทนดีกว่า large
cap])
- เปรียบเทียบผลตอบแทนที่ 5 ปีดีกว่า index fund และดูผลงานระยะสั้น
- ดูสไตล์การลงทุน ขนาดกองทุน และค่าธรรมเนียม (เก็บขาเข้าดีกว่าขาออก)
- ดู % รวมของหุ้น
5 ตัวแรกของกองทุนว่าหุ้นกระจุกตัวเกินไปหรือไม่
- กองทุนผสม (aggressive 4.96%, conservative 2.78%, foreign 5.11%)
- เลือก asset allocation ที่ต้องการ (ต้องการลงหุ้นกี่ % โดยดูความเสี่ยงที่รับได้และผลตอบแทนที่ต้องการ เช่น ถ้าต้องการผลตอบแทน 5-6%
ก็เลือกหุ้น 15%; 7% หุ้น 30%; 10% หุ้น 60%)
- ดูผลตอบแทนที่ดีและสม่ำเสมอ ค่าใช้จ่าย ขนาดกองทุน
- กองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ (FIF equity fund) (Global 6.68%, Asia ex JP 2.79%, US 12.58%, EU 5.11%, China 4.75%,
JP 4.44%, India 2.72%, ASEAN N/A, Emerging 1.73%)
- เลือกประเทศเป้าหมายก่อน โดยติดตามข่าวความเคลื่อนไหวในระดับโลก
- ดูผลการดำเนินงานและสไตล์การบริหารของ master fund
- ดูนโยบายการป้องกันอัตราแลกเปลี่ยน และดูค่าธรรมเนียม
- กองทุนลงทุนในรายอุตสาหกรรม (health 13.81%, energy 4.53%, technology, finance)
- กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (property fund/IFF (infrastructure)/REITs) แบ่งเป็น Thai Free Hold (ซื้อขาดจะได้กรรมสิทธิ์ อายุกองไม่จำกัด), Thai Lease Hold (เซ้งได้สิทธิการเช่าระยะยาว จะได้ dividend สูงกว่าเพื่อชดเชยกับการที่
capital gain จะลดลงเรื่อยๆจนเป็น 0 เมื่อหมดสัญญา) และ Thai Mixed (ผสม) รายได้จากการจ่ายปันผลจากค่าเช่าไม่น้อยกว่า
90% หลังหักค่าใช้จ่าย จัดเป็นกองแบบ close-end fund จะขายเฉพาะช่วงก่อนตั้งกอง (IPO) หลังจากนั้นจะจดทะเบียนเพื่อซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
(www.thaipropertyfund.com)
- การเลือกให้ดูผลตอบแทนและความสม่ำเสมอ โอกาสการเจริญเติบโต
ความเสี่ยง สภาพคล่อง ทำเล และ occupancy
rate เป็นต้น
- การลงทุนควรลงหลายอัน (4-5 อัน) และแบ่งหลายๆธุรกิจ
- กองทุน fund
of property funds (TH 9.26%, foreign
4.24%) จะลงทุนใน property fund และ REIT
- กองทุนรวมทองคำ (gold fund) (3.03%) ไม่มีเกณฑ์ระยะเวลาลงทุนที่เหมาะสม
มีไว้เพื่อกระจายความเสี่ยง การลงทุนขึ้นกับว่าแนวการลงทุนเป็นแบบใด อาจลงทุนในทองคำแท่ง
หรือ กองทุนรวมทองคำ GOLD ETF (ส่วนใหญ่เป็น
feeder fund ซื้อ SPDR gold share ยกเว้น
thanachart gold-H)
- ดูนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (ถ้าไม่ Fx hedged จะได้ประโยชน์ลดลงถ้าเงินบาทแข็ง)
- กองทุนน้ำมัน (-11.8%) กองไทยเป็น
feeder fund แต่ master fund (powershares DB oil
fund) ไม่ได้ลงในน้ำมันดิบจริง (ต่างจาก SPDR
ที่ซื้อทองคำมาเก็บจริงๆ) แต่ลงในสัญญา future ไม่ใช่ราคาซื้อขายน้ำมันจริงๆ (WTI spot)
กลยุทธ์การลงทุน (Investment planning)
หลักการ
- เริ่มจากตั้งเป้าหมาย และระยะเวลา ยิ่งออมให้มาก (> 50%) ก็ถึงเป้าหมายได้เร็ว สิ่งสำคัญคือการวาง
position ให้ดีตั้งแต่แรก
แล้วเคลื่อนไหวให้น้อย "Loser's Game" ให้เติบโตไปตามตลาด
(เฉลี่ย 12% ต่อปี) ไม่พยายามเอาชนะตลาด “Winner's Game”
- การลงทุนแบบกระจาย asset
allocation (กระจายหุ้นหลายกลุ่ม กระจายสินทรัพย์หลายอย่าง
กระจายไปต่างประเทศ) จะลด unsystematic risk ลงเรื่อยๆจนเหลือเท่ากับ market risk หรือ systematic
risk เพื่อป้องกันการแกว่งของหุ้นจนเลยจุด reference point (จุดที่ได้หรือเสียมากจนทำให้เราขาดเหตุผล)
การจัดพอร์ต
อาจแบ่งเป็น
2 แบบ คือ
Strategic asset allocation คือ การวางพอร์ตโดยคำนึงถึงเป้าหมายและระยะเวลาในการลงทุน ถ้าเราจำเป็นต้องใช้เงินในระยะสั้น (2-3 ปี) ก็ควรเลือกการจัดพอร์ตแบบที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ เพราะพอร์ตแบบรับความเสี่ยงสูงจะมีโอกาสไม่สำเร็จจาก standard deviation ที่เกิดขึ้นในแต่ละปี ซึ่งโอกาสล้มเหลวจะลดลงเรื่อยๆตามระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานขึ้น (> 5 ปี)
![]() |
| ภาพจากบลจ.ธนชาติ ประจำไตรมาส 3/2563 |
Tactical asset allocation คือ การปรับพอร์ตตามวงจรเศรษฐกิจ เพื่อหวังผลตอบแทนระยะสั้นจากราคาตลาดที่ เปลี่ยนแปลงไปจากราคาสมดุล ข้อคิดที่สำคัญ คือ
- อย่าพยายาม trade บ่อยๆ เพราะคนมี "overconfidence" แต่ในความจริงไม่สามารถเอาชนะตลาดได้
- ถ้าอยาก trade ให้มีกรอบพิสัยการปรับสัดส่วนการลงทุน เช่น +/- 7% เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการอพยพเงินแบบไม่มีเหตุผลและหลุดออกจากเป้าหมายระยะยาว
- ปัจจัยในการพิจารณาปรับพอร์ต
- คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
เช่น Tiscowealth, TMBam, SCBam, One’s view,
- ปรับตามวัฎจักรเศรษฐกิจ (Link)
- ประเมินมูลค่าสัมพัทธ์
(Relative valuation) เทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปี (Link) P/BV (1.9 +/- 0.4), P/E (14 +/- 4.2),
Dividened Yield (3.8 +/- 0.9), Earning
yield gap (3.6 +/- 2.2) {E/P ratio – ผลตอบแทนพันธบัตรไทย 10
ปี}
- อารมณ์กล้าหรือกังวลของตลาด (Risk
appetite & Emotional factors): TED spread (ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 3 เดือนระหว่างเอกชนกับเอกชน (3m
LIBOR) กับตราสารหนี้ระยะสั้นของ US ใช้วัดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
(liquidity) และความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ (credit
risk)); Volatility risk (VIX) ความผันผวนของตลาดหุ้น ใช้วัด market
risk (ความเสี่ยงของระบบ) ถ้าค่าน้อย (คนกล้า) ลงทุนหุ้นเพิ่ม ถ้าค่ามาก (คนกังวล) อาจปรับพอร์ตหุ้นลง
- วิเคราะห์จากราคาอย่างเดียว
(Technical Analysis) เปิดใน streaming ดู RSI (graph week) ถ้า > 70 แสดงว่าคนมีการซื้อเยอะเกินไป ควรขาย (แต่ไม่ค่อยถูก) ถ้า < 30 แสดงว่าคนขายมากเกินไป ควรซื้อ (แม่นกว่า); SMA (40 week) ถ้ากราฟ SET50 ตัดลง ควรขาย ถ้าตัดขึ้น ควรซื้อ
การเลือกกองทุน
- Core
& satellite strategy แบ่งเป็น core (ส่วนหลัก)
และ satellite (ส่วนเสริม) โดยต้องติดตามผลการดำเนินงานของส่วนเสริมอย่างสม่ำเสมอ เช่น
- Equity อาจลง passive fund (SET50) 60-70% ที่เหลืออีก 20-30% อาจเลือก active fund ดาวเด่น 2-3 กองที่มีสไตล์การลงทุนต่างๆกัน หรือเป็น sector fund (health, finance)
- Bond อาจลง
Thai bond 60-70% ที่เหลือเป็น US bond, Asia bond,
emerging bond, High-Yield bond เป็นต้น
- กองทุนรวม (Mutual
Fund) ในประเทศไทยเมื่อเริ่มต้นกองทุนจะเริ่มราคา NAV ที่ 10.0000 หลังจากนั้น NAV จะปรับขึ้นลง โดย Offer คือ ราคาที่กองทุนขาย (NAV + ค่าธรรมเนียม) และ Bid คือ ราคาที่กองทุนรับซื้อคืน
- NAV ไม่ได้บอกราคาถูกหรือแพง
เช่น NAV สูงอาจเป็นเพราะกองทุนตั้งมานานมีกำไรสะสมไว้เยอะ
ส่วน NAV ต่ำ อาจขาดทุนมาเยอะหรือจ่ายปันผล การดูผลกำไรที่ผู้ซื้อได้ต้องดูเป็น
% เปลี่ยนแปลงหรือต้องแปลงออกมาเป็นตัวเงิน
- ศึกษาข้อมูลกองทุน จาก website ของ
บลจ., จากธนาคาร/สถาบันการเงินที่เป็นตัวแทนขาย
สิ่งที่ต้องดูได้แก่ หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ เพื่อใช้เปรียบเทียบระหว่างกองทุนที่เราสนใจ
โดยต้องดูนโยบายการลงทุน ระดับความเสี่ยง สัดส่วนประเภททรัพย์สินที่ลงทุน
ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย ผลการดำเนินงาน (เปรียบเทียบ
performance ระยะยาว 3-5 ปี
และระยะสั้น YTD, 3, 6 เดือน)
ข้อมูลการซื้อขาย
***ดูคำอธิบายกองทุนรวมประเภทต่างๆ
(Link)
กลยุทธ์การเข้าลงทุน
- เข้าลงทุนแบบเงินก้อน (lump-sum) ต้องดู trailing
P/E (ใช้กำไร 12 เดือนในอดีตมาคิด) ถ้าลงทุนที่ x trailing P/E ต้องลงทุน x ปีจึงจะลดโอกาสขาดทุนเหลือ 0% (แต่ไม่ควรเกิน 12-15
เพราะไม่คุ้มกับการลงทุนอื่นๆที่ไม่มีความเสี่ยง ถ้า < 9 ให้ overweight ลงหุ้นช่วงเดือนนั้น ถ้า 9-15
ลงหุ้นแบบ neutral ไปแผนไปเรื่อยๆ ถ้า 15-18
ให้ underweight อาจจะลงหุ้นเดือนนั้นลดลง
ไปลงตราสารหนี้แทนเป็นต้น ถ้า > 18 ให้รอก่อนดีกว่า)
- เข้าลงทุนประจำแบบ dollar-cost average (DCA): กำหนดวันลงทุนและความถี่ไว้ล่วงหน้าโดยไม่ดูภาวะตลาด
โดยลงเท่ากันทุกงวด เมื่อ NAV (ราคาต่อหน่วย) ถูกก็จะซื้อจำนวนหน่วยได้มาก ถ้า NAV แพง
ก็จะได้จำนวนหน่วยน้อย เพราะฉะนั้น "ต้นทุนเฉลี่ยจะน้อยกว่าราคาเฉลี่ยเสมอ" แต่จะมีกำไรก็ต่อเมื่อราคาปัจจุบันที่ขาย > ต้นทุนเฉลี่ย
เหมาะกับการลงทุนนานๆ > 15 ปี
เพราะช่วงเศรษฐกิจไม่ดีจะขาดทุนได้ สิ่งสำคัญคือเมื่อจะหยุดลงทุนต้องออกให้ถูกจังหวะ
- เข้าลงทุนแบบ value averaging (VA): ลงสม่ำเสมอโดยไม่คาดการตลาด
แต่เพิ่มลดตามแผนการลงทุน ต้องมีเงินสดสำรองไว้ 6-12 เดือน
(เผื่อตลาดลงจะได้เอาเงินไปเสริม)
แล้วตั้งเป้าแผนการลงทุน เช่นเป้าหมายผลตอบแทน 1%/เดือน
แล้ววางแผนว่าแต่ละเดือนจะมีเงินเท่าใด
ถ้ามูลค่าปัจจุบันขาดอีกเท่าไหร่ก็ซื้อเพิ่มเท่านั้น เพราะฉะนั้นช่วงไหน NAV
ต่ำๆมูลค่าปัจจุบันจะน้อยกว่าเป้า ก็ซื้อเพิ่มเยอะ ถ้าช่วงไหน NAV
สูงก็ซื้อน้อย ถ้าสูงมากๆจนเกินเป้าก็อาจขายทิ้งบางส่วน (ถ้าตั้ง target สูงๆ อาจมีเงินไม่พอลงทุนถ้าตลาดลงเยอะหรือลงยาว)
กลยุทธ์การขาย/หยุดลงทุน
- การทยอยลดความเสียง (Glide path Rebalancing): เช่น
ตอนหนุ่มลงในหุ้น 95% พอเลยอายุ 40 ค่อยๆลดหุ้นลงทีละ
5-10%/5-10 ปี หรือจะลดเร็วกว่านี้
การติดตาม portfolio
- ต้องติดตามภาพใหญ่ ไม่ดูแยกภาพย่อยๆ
การปรับสมดุลพอร์ต
- เมื่อปล่อยให้เงินทำงานเรื่อยๆ สัดส่วนของ asset allocation จะเปลี่ยนแปลงไป การ
rebalance จะเป็นการควบคุมความเสี่ยงให้เป็นไปตามแผน
- อาจปรับปีละครั้ง หรือเมื่อเปลี่ยน 10% (จะได้ไม่ต้องเสีย front-end fee/back-end
fee บ่อย)
การประเมินผลพอร์ต (portfolio benchmark)
- สร้างพอร์ตจำลอง ดู return ของแต่ละกองเทียบกับค่าเฉลี่ย (Link)
- กรณีเล่นหุ้นเองให้วัดเทียบกับ SET TRI หรือ SET 50 TRI (total return index)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น