Buffettology
- “การลงทุนที่ชาญฉลาด คือ การลงทุนเสมืนการเข้าร่วมทำธุรกิจ” หมายถึง การที่ให้ใครคนหนึ่งเลิกคิดถึงราคาหุ้นในตลาดว่าจะขึ้นหรือลงเท่าไหร่ แต่ให้คิดถึงความคุ้มค่าและผลตอบแทนจากการเป็นเจ้าของธุรกิจที่หุ้นเหล่านั้นเป็นตัวแทนอยู่
- เมื่อคุณจะเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจใด สิ่งที่คุณจะสนใจ คือ ธุรกิจนี้ทำกำไรเท่าไหร่ในแต่ละปี และกำไรมีความมั่นคง สม่ำเสมอหรือไม่ และธุรกิจนี้จะได้รับผลกระทบในอนาคตหรือไม่
- เมื่อเราคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้แล้ว ให้นำไปหารด้วยราคาหุ้น ก็จะเป็น % ผลตอบแทนที่คุณจะได้ต่อปี แล้วนำไปเปรียบเทียบกับการลงทุนอื่นๆว่ายังน่าสนใจหรือไม่
- กำไรที่บริษัทได้ในแต่ละปี บริษัทสามารถจ่ายออกมาในรูปปันผล หรือนำเงินไปลงทุนต่อ ซึ่งจะทำให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น และเมื่อตลาดรับรู้ถึงมูลค่าที่เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น
- วอร์เรนไม่นิยมให้บริษัทนำเงินมาจ่ายเป็นปันผล เพราะการจ่ายปันผลจะถูกหักภาษี ส่วนการที่บริษัทนำเงินไปลงทุนต่อจะทำให้เกิด “พลังแห่งผลตอบแทนทบต้น” และยังไม่ต้องเสียภาษีเมื่อยังไม่เกิดการรับรู้รายได้ (ปัจจุบันไทยไม่ต้องเสียภาษีในส่วนรายได้จากการขายหุ้นเหมือนสหรัฐอเมริกา)
- ปัญหาการเลือกบริษัทที่ราคาถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง แต่ไม่มีศักยภาพในการเติบโต คือ ตลาดไม่ยอมรับรู้มูลค่า ทำให้ราคาหุ้นไม่เพิ่ม ทำให้อัตราผลตอบแทนจะค่อยๆลดลงในแต่ละปีที่ผ่านๆไป (เพราะฉะนั้นจึงต้องมี margin of safety)
- หลีกเลี่ยงธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ หรือ ธุรกิจที่ราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจของผู้บริโภค ธุรกิจประเภทนี้จะมีผู้ผลิตมากราย มีอุปทานส่วนเกินตลาด มีการแข่งขันสูง มีอัตรากำไรต่ำ ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นต่ำ (ROE < 12%) ผลกำไรผันผวน และผู้บริโภคไม่มีความภักดีต่อตราสินค้า
- หาบริษัทที่มีสินค้าผูกขาดเท่านั้น บริษัทเหล่านี้จะมีคู่แข่งน้อย สามารถทำกำไรสูง ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มมาก กระแสเงินสดดี หนี้สินต่ำ และไม่ถูกควบคุมโดยรัฐ เราสามารถทดสอบความแข็งแกร่งของบริษัทนั้นโดยการถามคำถามว่า “ถ้ามีเงินทุนเท่ากับมูลค่าของบริษัทนั้น และสามารถจ้างนักบริหารระดับแถวหน้าแล้วเราจะสามารถสร้างบริษัทใหม่ที่ประสบความสำเร็จมาแข่งขันกับบริษัทนั้นได้หรือไม่”
- เกณฑ์สำหรับบริษัทชั้นเลิศ
- เป็นธุรกิจผูกขาด เช่น สินค้าที่มีตราสินค้าแข็งแกร่ง ใช้แล้วหมดไป บรรดาผู้ขายต่างก็ต้องการมีไว้จำหน่าย หรือ บริษัทที่ให้บริการที่ลูกค้าต้องใช้อยู่เสมอ (“ธุรกิจสะพานเชื่อม”)
- ผลกำไรแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มเติบโต (EPS growth)
- โครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่ง (D/E < 1) ถ้าบริษัทก่อหนี้ระยะยาว ต้องเป็นหนี้ที่นำไปซื้อกิจการที่เป็นธุรกิจผูกขาดเท่านั้น
- อัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นสูงสม่ำเสมอ (ROE > 15%)
- ธุรกิจสามารถรักษาผลกำไรเป็นกำไรสะสม (Retained earnings)
- ค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสภาพในการดำเนินงานต่ำ (“ธุรกิจแม่วัว”) มักเป็นธุรกิจที่การผลิตไม่ซับซ้อน เช่น ลูกอม หมากฝรั่ง มีดโกน น้ำอัดลม เบียร์ เป็นต้น ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการปรับปรุงโรงงาน เครื่องจักร หรือการวิจัยพัฒนา
- ผู้บริหารสามารถนำกำไรสะสมไปลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูง หรือถ้าไม่มีช่องทางการลงทุนที่เหมาะสมก็ควรนำเงินไปซื้อหุ้นของบริษัทคืน
- บริษัทสามารถปรับราคาสินค้าตามเงินเฟ้อ โดยไม่กระทบต่อยอดขาย
- ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นตามมูลค่าของบริษัทที่เพิ่มขึ้นตามกำไรสะสม
**วอร์เรนคิด ROE ขั้นต่ำ 15% จากอัตราเงินเฟ้อที่เคยขึ้นไปถึง 9% และภาษีที่ 40%
จะออกมา = 0% คือ
อย่างน้อยมูลค่าของเงินจะไม่ลดลง และเทียบกับ ROE เฉลี่ยของบริษัทใน
US อยู่ที่ 12%
- แนะนำพอร์ตลงทุนแบบรวมศูนย์ คือ ลงทุนในธุรกิจไม่กี่ประเภทที่เข้าใจอย่างแท้จริงและตั้งใจลงทุนระยะยาว มากกว่าการลงทุนแบบกระจาย เพราะการกระจายความเสี่ยงมากเกินไปจะทำให้ไม่มีโอกาสเข้าใจธุรกิจได้ดีพอ
- เวลาที่ควรขายหุ้น สำหรับเกรแฮมจะขายหลักทรัพย์เมื่อราคาขึ้นไปเท่ากับมูลค่าที่แท้จริง (ซื้อมาด้วยราคาต่ำกว่ามูลค่า > 25%) หรือ ตลาดไม่ยอมรับรู้มูลค่าที่แท้จริงใน 2-3 ปี แต่สำหรับวอร์เรนจะไม่ขายหุ้นออกไป ตราบเท่าที่ศักยภาพทางธุรกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง (และไม่สนใจภาวะตลาดหมี/กระทิงเลย)
การวิเคราะห์หุ้น
- เป็นธุรกิจผูกขาด หรือ ธุรกิจสะพานเชื่อม และเราเข้าใจลักษณะของธุรกิจ
- โครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่งหรือไม่ (D/E < 1)
- EPS ย้อนหลัง 7-10 ปีว่าเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ คำนวณอัตราการเติบโตของ EPS ต่อปีเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี และ 5 ปี (ถ้าต่างกันให้ดูว่าเป็นผลจากอะไร เช่น สภาพเศรษฐกิจ การซื้อหุ้นคืน หรือ มีการลงทุนในธุรกิจใหม่ เป็นต้น) คิดอัตรากำไรขั้นต้น = EPS หารด้วยราคาหุ้น
- ตัวอย่างหุ้น DRT อัตราผลตอบแทนขั้นต้น = 0.6 / 6.25 x 100 = 9.6% และ อัตราการเติบโตของ EPS ต่อปีเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี = 16.47% (เหมือนการซื้อพันธบัตรที่ให้อัตราผลตอบแทน 9.6% และอัตราผลตอบแทนคาดการณ์เพิ่มขึ้น 16.47% ต่อปี)
- คิดราคาหุ้นที่เหมาะสม โดยนำส่วนของผู้ถือหุ้น (book value per share) และอัตราการเติบโตส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) มาคิด forward value 10 ปี แล้วนำมาคิดลดเป็นราคาปัจจุบัน โดยให้ผลตอบแทนขั้นต่ำ 15% ต่อปี
- ตัวอย่างหุ้น DRT มี BV per share 2.38, ROE เฉลี่ย 19%, คิด forward value 10 ปี จะได้ 13.55 แล้วนำมาคิดลดเป็นปัจจุบันจะเท่ากับ 3.35 เพราะฉะนั้นไม่ควรซื้อหุ้นในราคาที่มากกว่า 3.35 บาทต่อหุ้น (ถ้าหวังผลตอบแทน > 15% ต่อปี)
- คิดราคาหุ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า และอัตราดอกเบี้ยทบต้นที่ได้
- ตัวอย่างหุ้น DRT EPS 0.6 มีอัตราการเพิ่ม 16.7% (~ ROE x (1- dividend payout ratio)) ในอีก 10 ปี EPS future = 2.76 นำมาคูณ P/E เฉลี่ย 10 ปี = 14.3 x 2.76 = 39.46 คิดเป็นอัตราดอกเบี้ย 20% ต่อปี

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น