วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

Get rich with dividends

 Get rich with dividends

สูตร 10-11-12 คือ เป้าหมายภายใน 10 ปี ได้เงินปันผล 11% และได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12% ต่อปี (เมื่อคำนวณจากอัตราปันผลเริ่มต้น 4.7%, อัตราเติบโตปันผล 10% ต่อปี, และราคาหุ้นเพิ่ม 7.48% ต่อปี) แต่ถ้าเรานำเงินปันผลกลับไปลงทุนต่อจะได้ปันผลเพิ่มเป็น 18% ต่อปีภายใน 10 ปี

ซึ่งทำให้เกิดพลังของเงินทบต้นเป็น 3 เท่าใน 10 ปี หรือ 4 เท่าใน 15 ปี หรือ 10 เท่าใน 20 ปี

  • เลือกบริษัทที่มีความผันผวนต่ำ (beta < 1) มักจะเป็นบริษัทอนุรักษ์นิยม บริษัทเหล่านี้มักถูกมองว่าน่าเบื่อ เช่น บริษัทประกันภัย บริษัทที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ บริษัทรายใหญ่ที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น ดูอัตราปันผล อัตราการเติบโตของเงินปันผลที่ต่อเนื่องมั่นคง และสัดส่วนการจ่ายเงินปันผล
  • อัตราปันผล ควรที่จะสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ โดยมีขั้นต่ำที่อยู่ที่ 4.7% (เมื่ออัตราการเติบโต 10% จะได้อัตราปันผลที่ 11% ในอีก 10 ปีข้างหน้า) เราควรมองหาหุ้นที่มีอัตราปันผลดีกว่าอัตราปันผลเฉลี่ยของดัชนี 1.5-2.0 เท่า หรือประมาณ 5.1-6.8% (อัตราปันผลของ SET index คือ 3.4% ในปี 2559)
  • อัตราการเติบโตของเงินปันผลต่อหุ้น ดูบริษัทที่มีการขึ้นปันผลต่อเนื่องในอัตราที่มากกว่าอัตราเงินเฟ้อ และดู momentum ของการขึ้นปันผล (% การเพิ่มของปันผลในรอบ 3 ปี หารด้วย % การเพิ่มของปันผลในรอบ 5 ปี) ยิ่งถ้าเป็นบวกจะยิ่งดี แต่เราก็สามารถยอมรับตัวเลขที่น้อยลงได้ ถ้าปันผลยังอยู่ในอัตราที่สูง
    • อัตราเติบโตที่แนะนำคือ 10% แต่ถ้าอัตราการเติบโตเหลือแค่ 5% ก็จำเป็นต้องมีอัตราปันผลเริ่มต้นที่สูงขึ้นเป็น 7.1% เพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย คือ อัตราปันผล 11% และผลตอบแทนรวม 12% ภายใน 10 ปี
  • สัดส่วนการจ่ายเงินปันผล ยิ่งบริษัทมีสัดส่วนนี้สูงก็อาจเป็นการยากที่จะให้รักษาคุณภาพไปได้นานๆ เพราะถ้าเมื่อรายได้ลดลง ก็ทำให้บริษัทต้องลดการจ่ายเงินปันผลลงด้วย แนะนำให้สัดส่วนการจ่ายเงินปันผลเทียบกับกระแสเงินสด < 75% (เราอาจดู payout ratio แทน [เงินปันผลต่อรายได้] แทนเพราะหาข้อมูลได้ง่ายกว่า แต่รายได้มีโอกาสที่จะถูกนักบัญชีปั้นแต่งได้ง่ายกว่ากระแสเงินสด)
    • สามารถพบ payout ratio > 100% ได้ เนื่องจากรายได้สุทธิหลังหักค่าเสื่อมน้อยกว่าเงินสดหมุนเวียน
    • การที่สัดส่วนการจ่ายปันผลค่อยๆเพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณเตือนว่าบริษัทมีรายได้ลดลง
  • สิ่งสำคัญคือการให้ความสำคัญกับอัตราการปันผล และอัตราการเติบโตของเงินปันผล มากกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น เนื่องจากแม้ว่าหุ้นที่เราซื้อราคาหุ้นจะเพิ่มช้า แต่เมื่อเรานำเงินปันผลกลับไปซื้อหุ้นเพิ่ม ก็จะยิ่งได้จำนวนหุ้นมากกว่าการที่ราคาหุ้นขึ้นไปสูงๆ
  • แนะนำให้กระจายความเสี่ยงกับหุ้นปันผลที่ให้อัตราหลากหลายและอยู่ในธุรกิจที่แตกต่างกัน ผู้แต่งมีการกระจายหุ้นอยู่ประมาณ 20 ตัว
  • เฝ้าติดตามหุ้นอย่างน้อยปีละครั้ง โดยดูว่าการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนการจ่ายปันผลหรือไม่ มีการลดลงของกระแสกเงินสด รายได้ หรือยอดขายหรือไม่ และมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายปันผลหรือไม่ ถ้ามีความผิดปกติเหล่านี้ให้เราเฝ้าติดตามทุกไตรมาส

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น