สาระสำคัญแห่ง วิสุทธิมรรค
ศีล
ศีล คือ
เจตนาที่จะงดเว้นจากความชั่วและการงดเว้นความชั่ว การงดเว้นทางกายและวาจา เรียกว่า
เจตนาศีล (กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔) และการงดเว้นทางใจ
เรียกว่า เจตสิกศีล (มโนทุจริต ๓)
สำรวมระวังในศีลตามภูมิชั้นของตน เช่น ศีล ๕
สำหรับคนทั่วไป ระวังด้วยสติ ญาณ ขันติ วิริยะ
เหตุเกิดของศีล คือ ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป
ความรักในศีล
เปรียบเสมือนบุคคลที่มีนัยน์ตาข้างเดียวจะรักษาหวงแหนดวงตาฉะนั้น
ความเศร้าหมองแห่งศีล คือ การขาด ทะลุ ด่าง พร้อยของศีล
ถ้าทำผิดครบองค์ของศีล เรียกว่า ศีลขาด ทะลุ แต่ถ้าไม่ครบองค์ เรียกว่า ด่าง พร้อย
เช่น มีเจตนาฆ่า หรือ พยายามฆ่า แต่สัตว์ไม่ตาย เป็นต้น
ความผ่องแผ้วด้วยศีล คือ การที่ศีลไม่ขาด
ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย ไม่มีตัณหา หรือ ความเห็นผิด เช่น กระทำเพื่อความมุ่งหมายจะได้เป็นเทพเจ้า
ไม่ได้เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นต้น
สมาธิ
สมาธิ หมายถึง
ความตั้งมั่นแห่งกุศลจิตในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน
ขั้นตอนการทำกรรมฐาน
- เข้าไปหาอาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตรด้วยความนอบน้อม ยำเกรง กล่าวคำมอบกายถวายชีวิต เพื่อไม่ให้เป็นคนดื้อด้าน ส่วนอาจารย์ก็จะบอกกรรมฐานที่ตรงกับอัธยาศัย (จริต) ของเรา
- ตัดปลิโพธ หรือ เครื่องกังวล ๑๐ อย่างที่เป็นอันตรายต่อสมาธิ คือ ความกังวลต่อที่อยู่อาศัย ตระกูล ลาภ หมู่คณะ การงาน การเดินทางไกล ญาติ โรคภัยไข้เจ็บ การศึกษา ฤทธิ์
- ชำระร่างกายและของใช้ให้สะอาด เลือกสถานที่เหมาะสมกับการทำกรรมฐาน คือ สบาย ไม่วุ่นวาย ปัจจัย ๔ ไม่ฝืดเคือง ใกล้พหูสูต เลือกอิริยาบถที่สบาย และเลือกวิธีที่เหมาะกับตนในการทำให้เกิดฌาน
กรรมฐาน ๔๐
กสิณ ๑๐
- ปฐวีกสิณ เพ่งดินสีอรุณ จนเกิดอุคคหนิมิต (นิมิตติดตา) และบริกรรมว่า “ดิน ดิน” โดยลืมตาบ้าง หลับตาบ้าง จนจิตเป็นสมาธิ อุคคนนิมิตและปฏิภาคนิมิต (นิมิตเสมือน เกิดจากสัญญา) จะเกิดขึ้น กิเลสย่อมระงับไป จิตตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิ (สมาธิจวนจะแน่วแน่)
- อาโปกสิณ (เพ่งดูน้ำ ควรเริ่มจากน้ำบริสุทธิ์ใสสะอาดก่อน) เตโชกสิณ (ไฟ) วาโยกสิณ (ลม) นีลกสิณ (สีเขียว) ปีตกกสิณ (สีเหลือง) โลหิตกสิณ (สีแดง) โอทาตกสิณ (สีขาว) อาโลกกสิณ (แสงสว่าง) ปริจฉินนากาสกสิณ (อากาศ)
ให้คอยจับอาการของฌานว่าทำอย่างไรฌานจึงเกิดขึ้น
ฉลาดในการประคองและรักษานิมิตที่เกิดขึ้น รู้เวลาที่ควรประคองจิต ข่มจิต ปลอบจิต หรือเพ่งจิต
(เมื่อจิตหดหู่ หรือฟุ้งซ่าน เป็นต้น โดยใช้โพชฌงค์ ๗)
เมื่อมีนิมิตให้ขยายนิมิตแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย
เมื่อบรรลุฌานใหม่ๆให้หมั่นเข้าฌานบ่อยๆ ให้ทำฌานขั้นต้นให้ชำนาญเสียก่อน ได้แก่
การนึก การเข้า การยับยั้ง การออก การพิจารณา
เมื่อชำนาญแล้วจึงพิจารณาโทษของปิติและสุขว่าเป็นของหยาบ แล้วคลายปิติและสุข
จึงเข้าฌานขั้นต่อๆไป จนได้อุเบกขาในฌาน
อสุภกรรมฐาน ๑๐
คือ การพิจารณาซากศพ ๑๐ ชนิด (ขึ้นพอง ขึ้นเขียว หนองเยิ้ม ขาดวิ่น ถูกสัตว์กิน เรี่ยราดอยู่
ถูกฟันถูกตัด เลือดไหล หนอนเกลื่อนกล่น เหลือแต่กระดูก)
ให้เข้าสู่ป่าช้า โดยบอกคนอื่นไว้
หลีกเลี่ยงเวลาเที่ยงคืน เดินไปทางเหนือลม ยืนระหว่างกลางของศพ
ควรเว้นจากศพเพศตรงข้าม กำหนดสีผิว วัย สัณฐาน (ว่านี่มือ
นี่เท้า เป็นต้น) อวัยวะ กำหนดถึงของไม่สะอาด ๓๒
ประการจากเบื้องต่ำขึ้นไป เบื้องบนลงมา และในเบื้องขวาง
การเจริญอสุภกรรมฐานจะได้เพียงปฐมฌานเท่านั้น
อนุสสติกรรมฐาน ๑๐
พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ
สังฆานุสสติ คือ การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
- พุทธคุณ ๙ คือ อะระหัง (เป็นพระอรหันต์) สัมมาสัมพุทโธ (ตรัสรู้เองโดยชอบ) วิชชาจะระณะสัมปันโน (สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ) สุคะโต (เสด็จไปดี) โลกะวิทู (รู้แจ้งแทงตลอดโลก) อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ (เป็นครูฝึกคนชั้นยอด) สัตถา เทวะมนุสสานัง (เป็นครูของเทวดาและมนุษย์) พุทโธ (เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน) ภะคะวา (เป็นผู้มีโชค)
- ธรรมคุณ ๖ คือ สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม (พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว) สันทิฏฐิโก (ผู้ปฏิบัติตามย่อมสามารถเห็นได้ในปัจจุบัน) อะกาลิโก (ให้ผลดีเสมอ) เอหิปัสสิโก (ควรเรียกให้มาดู) โอปะนะยิโก (ควรน้อมเข้ามาในตน) ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญูญูหิ (วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน)
- สังฆคุณ ๙ คือ สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ (สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว) อุชุปะฏิปันโน (เป็นผู้ปฏิบัติตรง) ญายะปะฏิปันโน (เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง) สามีจิปะฏิปันโน (เป็นผู้ปฏิบัติสมควร) อาหุเนยโย (เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ) ปาหุเนยโย (เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ) ทักขิเณยโย (เป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ) อัญชะลีกะระณีโย (เป็นผู้ควรแก่การกราบไว้) อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ (เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก)
สีลานุสสติ คือ
การระลึกถึงศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย ไม่เป็นทาสของตัณหา
นักปราชญ์ยกย่อง ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิลูบคลำ เป็นไปเพื่อสมาธิ
จาคานุสสติ คือ ระลึกถึงคุณค่าแห่งการบริจาค
ตั้งใจว่าถ้ายังไม่ได้บริจาคจะไม่ยอมบริโภคอาหารเลย
เทวตานุสสติ คือ
ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้เป็นเทวดาว่าเราก็มี ได้แก่ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา
มรณสติ คือ
การระลึกถึงความตายโดยอาการต่างๆ
- ความตายปรากฏดุจเพชฌฆาตเงื้อดาบ
- ความตายเป็นความวิบัติขั้นสุดยอดของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย
- บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ยังต้องตาย
- กายเป็นรังของโรค เป็นเป้าแห่งอันตรายทั้งหลาย
- ชีวิตอยู่ได้ด้วยอาศัยลมหายใจเข้าออก อาหาร อิริยาบถ เมื่อไม่มีก็ตาย
- ความตายกำหนดรู้ล่วงหน้าไม่ได้ว่าจะตายที่ไหน ตายอย่างไร และตายเมื่อใด
กายคตาสติ หมายถึง
สติพิจารณากาย โดยความเป็นของปฏิกูลโสโครก น่าเบื่อหน่าย ให้พิจารณาอาการ ๓๒
ไปโดยลำดับ ไม่ช้า ไม่เร็วเกินไป เริ่มจากท่องจนคล่องปาก จึงค่อยกำหนด้วยใจ ได้แก่
- ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
- เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม
- หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด
- ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารเก่า อาหารใหม่ มันสมอง
- ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น
- น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร
อานาปานสติ คือ
ให้มีสติอยู่ที่ลมหายใจ
- เสนาสนะที่เหมาะสม คือ ป่า หรือ โคนไม้ นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงดำรงสติให้มั่น
- วิธีเจริญอานาปานสติมีหลายวิธี เช่น การนับ อาจนับแบบช้า หรือ เร็ว (๑-๕,๑-๖,..,๑-๑๐ แล้วย้อนมา ๑-๕ ใหม่) การส่งสติไปตามลมหายใจเข้าออกที่ สะดือ หัวใจ หรือ ปลายจมูก หรือส่งสติตามไปที่ที่ลมถูกต้อง
อุปสมานุสติ คือ
การระลึกถึงคุณพระนิพพาน
พรหมวิหาร ๔
เมตตา ให้เริ่มจากการแผ่เมตตาให้ตนเองก่อน
“ขอให้เราจงมีความสุข ขอเราปราศจากความทุกข์” เพื่อตนเองเป็นพยานว่า เรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด
คนอื่นสัตว์อื่นก็ฉันนั้น ต่อจากนั้นให้แผ่ไปยังคนที่มีอุปการะก่อน
แล้วจึงแผ่ไปยังคนที่รัก คนที่เฉยๆ และคนที่มีเวรต่อกัน ขยายขอบเขตกว้างออกไป พึงมีเมตตาเสมอกัน
ทั้งในตนเอง คนที่รัก คนที่เฉยๆ และคนที่เคยชัง
ถ้ามีอุปสรรคในการแผ่เมตตาให้คนที่มีเวรต่อกัน ให้ระลึกดังนี้
- คิดถึงพุทโธวาท ที่สอนไม่ให้มีจิตคิดประทุษร้าย แม้โจรใจเหี้ยมจะพึงเลื่อยเธอออกเป็น ๒ ท่อน
- โทษของความโกรธแค้น (ความโกรธย่อมทำลายจิตผู้โกรธ)
- กฎแห่งกรรม (สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ย่อมได้มรดกของกรรมนั้นไว้เอง)
- พุทธจริยา (ความอดทนของพระศาสดาต่อการข่มเหงรังแก)
- ความยาวนานของสังสารวัฏ (คนที่ไม่เคยเป็นบิดามารดา พี่น้อง หรือญาติกันนั้นหาได้ยาก)
- อานิสงค์ของเมตตา (หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นต้น)
- แยกธาตุ (ว่าเราโกรธอะไรเขา ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมหรือ)
- การให้หรือรับของแก่เขาย่อมทำให้ความโกรธหายไปได้
กรุณา ให้แผ่ไปยังคนที่ตกยาก
กำลังได้รับความลำบากแสนสาหัสก่อน ถ้าหาไม่ได้ให้แผ่ถึงคนที่ทำความชั่ว
มุทิตา ให้แผ่ไปยังคนที่รักก่อน
จากนั้นจึงถึงคนเฉยๆ และคนที่จองเวรกัน
อุเบกขา ให้วางใจเฉยในบุคคลทั้งหลาย
ทำอะไรก็สักแต่ทำตามหน้าที่
อรูปฌาน ๔
- อากาสานัญาจายตนะ พิจารณาว่ารูปเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ (เจ็บป่วย อันตราย) แล้วน้อมจิตเพื่อเบื่อหน่ายรูป ไม่ใส่ใจในกสิณที่มีรูป ใส่ใจในอากาศที่ไม่มีที่สิ้นสุด บริกรรมว่า “อากาศๆ”
- วิญญาณัญจายตนะ พิจารณาว่าอากาสานัญาจายตนะเป็นของหยาบ ให้น้อมไปในวิญญาณัญจายตนะว่าเป็นของละเอียด บริกรรมว่า วิญญาณัง หรือ อนันตัง วิญญาณัง (วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด)
- อากิญจัญญายตนะ พิจารณาว่าวิญญาณัญจายตนะว่าเป็นของหยาบ แล้วบริกรรมว่า นัตถิ กิญจิ (ไม่มีอะไรเลยแม้แต่หน่อยหนึ่ง)
- เนวะสัญญานาสัญญายตนะ พิจารณาถึงโทษของสัญญาว่าเป็นเหมือนโรค เหมือนหัวฝี แล้วบริกรรมเนวะสัญญานาสัญญายตนะ (มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่)
อาหาเรปฏิกูลสัญญา
คือ การพิจารณาอาหาร ในที่นี้หมายถึงเฉพาะ
กวฬิงการาหาร หรือ อาหารที่บริโภคและดื่ม ดังนี้
- อุปมาสองสามีภรรยาเดินทางกันดารพร้อมบุตรน้อย เสบียงอาหารหมดลงระหว่างทาง และบุตรน้อยก็ถึงแก่ความตาย ทั้งสองจำใจต้องกินเนื้อบุตรเพื่อประทังชีพ ขณะบริโภคก็มิได้มีความเพลิดเพลินเลย เพราะสำนึกอยู่เสมอว่านี่คือเนื้อบุตรของตน
- การแสวงหาอาหารก็อาจประสพกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา เมื่อเอาเข้าปากเคี้ยวคลุกก็กลายเป็นของปฏิกูล เมื่อลงไปคลุกเคล้าในกระเพาะก็สกปรกน่ารังเกียจ เมื่อยังไม่ย่อยก็มีเสมหะห่อหุ้มเป็นปุดเป็นฟอง คลุ้งด้วยกลิ่นซากพืช ศพสัตว์ในความมืดมิด เมื่อกินเข้าไปทางปาก แต่เมื่อออกก็ออกทางทวารทั้งหลายเป็นที่ละอาย อาหารที่ไม่ย่อยก็เกิดโรคต่างๆขึ้น อาหารทำให้มือ ปาก ลิ้นเปื้อนต้องคอยล้าง เมื่อถ่ายทางทวารหนัก ทวารเบาก็เปราะเปื้อน ต้องล้างทวารแล้วต้องล้างมืออีก
จตุธาตุววัฏฐาน คือ การพิจารณาธาตุ ๔ พิจารณาร่างกายในความเป็นธาตุ ดิน (แข็ง) น้ำ (เหลว) ลม (พัดไปมา) ไฟ (ร้อน)
ปัญญาในที่นี้ คือ
วิปัสสนาญาณอัมสัมปยุตต์ด้วยกุศลจิต เป็นความเข้าใจขั้นที่เหนือขึ้นไปจากความหมายรู้
(สัญญา) และการรู้อารมณ์ (วิญญาณ) เปรียบได้กับการรู้เรื่องเงินของเด็กไร้เดียวสา
(สัญญา) ผู้ใหญ่ชาวบ้าน (วิญญาณ) และขุนคลัง (ปัญญา)
มูลฐานของปัญญา คือ
สีลวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งศีล) และ จิตตวิสุทธิ
(ความหมดจดแห่งจิต หรือจิตที่สมดุล)
ภูมิของปัญญา คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์
สัจจะ ปฏิจจสมุทบาท
- ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้พิจารณาโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
- อายตนะ คือ ที่ต่อ เป็นเครื่องเชื่อมโยง มีอายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖
- ธาตุ หมายถึง ธรรมชาติอันหาชีพมิได้
- อินทรีย์ คือ สิ่งที่มีความเป็นใหญ่ในตนเอง
- สัจจะ (อริยสัจ ๔) คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
- ปฏิจจสมุทบาท หมายถึง ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกัน เกิดขึ้นร่วมกัน
โครงของปัญญา คือ
วิสุทธิอีก ๕ คือ
- ทิฏฐิวิสุทธิ คือ ความเห็นอย่างถูกต้องถ่องแท้ซึ่งนามรูป ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
- กังขาวิตรณวิสุทธิ หมายถึง ความหมดจดเพราะข้ามพ้นความสงสัย (วิจิกิจฉา) ในอดีต อนาคต และปัจจุบัน เพียรพิจารณาเรื่องกรรม จนเห็นชัดในกรรมและผลของกรรม ไม่มีสัตว์หรือบุคคลเป็นผู้ทำกรรม หรือเสวยผลของกรรม มีแต่เหตุกับผล จะพ้นจากความสงสัยทั้ง ๑๖ ประการ
- มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ หมายถึง ความหมดจดเพราะรู้เห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง จะเกิดหลังวิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นมายั่วยวนให้หลงทาง (ได้แก่ แสงสว่าง ความเอิบอิ่ม ความสงบกายใจ ศรัทธาอันแรงกล้า ความเพียรไม่รู้เบื่อหน่าย ความรู้ใหม่ๆ ความสบายกายใจ ความปรากฏเหมือนได้ทิพพจักษุ ความเป็นกลางวางเฉย ความพอใจ)
- ปฏิปทาญาณทัสสนวิสิทธิ หมายถึง ความหมดจดแห่งความรู้ ความเห็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือ วิปัสสนาญาณ ๙ (ญาณเห็นความเกิดขึ้น ความเสื่อม ความดับแห่งนามรูป เป็นต้น)
- ญาณทัสสนวิสุทธิ หมายถึง ญาณในมรรคทั้ง ๔ คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น