วิธีการหายใจในคำสอนต่าง ๆ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
บทนำ: การหายใจเป็นพื้นฐานของชีวิตที่ทุกคนทำตั้งแต่แรกเกิด
นอกจากหน้าที่ทางชีวภาพแล้ว “ลมหายใจ”
ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในหลากหลายคำสอนทางศาสนาและปรัชญาเพื่อพัฒนาจิตใจมาตั้งแต่โบราณ
ปัจจุบันวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เริ่มศึกษาประโยชน์ของการฝึกหายใจที่มีต่อสุขภาพกายและใจมากขึ้น
บทความนี้จะนำเสนอวิธีการหายใจในคำสอนสำคัญต่าง ๆ อย่างเป็นกลาง
จุดประสงค์เชิงจิตวิญญาณของการฝึกหายใจ
รวมถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลของการฝึกหายใจต่อระบบประสาท อารมณ์ สมอง
ความเครียด ภูมิคุ้มกัน ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในการแพทย์ นอกจากนี้ยังจะเปรียบเทียบรูปแบบการหายใจที่มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และแนะนำวิธีฝึกหายใจง่าย
ๆ ที่ปลอดภัยสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน
วิธีการหายใจในคำสอนของศาสนาและลัทธิต่าง ๆ
แนวปฏิบัติเกี่ยวกับลมหายใจมีปรากฏในหลายศาสนาและลัทธิทั่วโลก
โดยแต่ละแห่งมีวัตถุประสงค์และเทคนิคแตกต่างกันเล็กน้อย
แต่ล้วนให้ความสำคัญกับการควบคุมลมหายใจเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณ ตัวอย่างสำคัญได้แก่:
- พุทธศาสนา: มีการฝึกสมาธิโดยใช้อานาปานสติ
คือการตามรู้ลมหายใจเข้า-ออกของตนเองอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเจริญสติและสมาธิให้จิตใจสงบตั้งมั่น
อานาปานสติสามารถเป็นวิธีฝึกทั้งสมถกรรมฐาน (ความสงบของจิต)
และวิปัสสนากรรมฐาน (การรู้เท่าทันสภาวธรรม)
โดยพระพุทธเจ้ายกย่องว่าเป็นกรรมฐานชั้นเลิศชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เข้าถึงฌานหรือสมาธิระดับสูงได้เมื่อฝึกอย่างต่อเนื่อง
- ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (โยคะ): ในคัมภีร์โยคะและศาสนาฮินดูโบราณได้สอน
ปราณายามะ (Pranayama) ซึ่งหมายถึงการควบคุมลมหายใจหรือพลังชีวิต
“ปราณ” มีเทคนิคมากมายกว่า 50 รูปแบบ เช่น นาฑีโชธนะ
(การหายใจสลับรูจมูก) และ กปาลภาติ (หายใจแบบกระตุกหน้าท้อง) เป็นต้น
เป้าหมายเพื่อปรับสมดุลพลังชีวิตในร่างกาย ขจัดอุปสรรคทางอารมณ์
และเตรียมจิตใจสำหรับสมาธิขั้นสูงหรือการเข้าฌานตามแนวโยคี
นอกจากนี้ปราณายามะยังเป็นรากฐานสำคัญที่โยคีสมัยใหม่ทั่วโลกนำมาประยุกต์ฝึกเพื่อสุขภาพกายใจ
- ลัทธิเต๋า (Daoism) และชี่กง: ในลัทธิเต๋าของจีนโบราณ
การหายใจถูกใช้ควบคู่กับการเคลื่อนไหวชี่กงและไทเก็ก เชื่อว่าลมหายใจคือ “ชี่” (Qi) หรือพลังชีวิตที่ไหลเวียนในร่างกาย
ผู้ฝึกเต๋าจะฝึก “การหายใจด้วยท้อง” (หายใจลงสู่丹田 ตันเถียน) ให้ลึก ยาว และสม่ำเสมอ
เพื่อสะสมพลังชี่ บำรุงสุขภาพและยืดอายุ
เทคนิคหายใจแบบเต๋านี้เน้นให้ลมหายใจช้าและเป็นธรรมชาติ ประสานกับท่วงท่าช้าๆ
ผลคือช่วยให้จิตใจสงบและปรับสมดุลพลังงานหยิน-หยางในตัวเอง
- ซูฟี (Sufi ในอิสลามสายปฏิบัติ): ซูฟีซึ่งเป็นแนวปฏิบัติทางจิตวิญญาณของอิสลาม
มีการใช้การหายใจควบคู่กับการสวดรำลึกพระนามพระเจ้า (การซิกรุลลอฮ์)
หรือแม้แต่กับการร่ายรำ (เช่นการหมุนตัวของลัทธิเมฟเลวี)
ผู้ปฏิบัติซูฟีบางสายมีเทคนิคที่เรียกว่า “Tanaffus” ซึ่งเป็นการควบคุมจังหวะลมหายใจร่วมกับคำสวดเพื่อให้เกิดสมาธิแน่วแน่และเปิดรับภาวะจิตที่สูงขึ้น
เชื่อกันว่าการฝึกหายใจแบบนี้ช่วยชำระจิตใจและนำไปสู่ประสบการณ์ทางจิตลึกซึ้งหรือความปีติสุขทางจิตวิญญาณ
- ศาสนาคริสต์: แม้ศาสนาคริสต์โดยทั่วไปจะไม่ได้มีวิชาควบคุมลมหายใจที่เป็นระบบชัดเจนเหมือนศาสนาตะวันออก
แต่ในกลุ่มนักบวชหรือนักพรตคริสเตียนบางนิกายก็มีการใช้ลมหายใจในการภาวนา
เช่น การสวดภาวนาด้วยคำสั้นๆ ประสานกับลมหายใจ (Breath Prayer)
หรือแนวทางของนักพรตออร์โธดอกซ์ (Hesychasm) ที่จะสวดประโยคสั้น (“Lord Jesus Christ, have mercy on me.”)
ควบกับจังหวะหายใจเข้า-ออก ซ้ำๆ
เพื่อให้จิตแน่วแน่อยู่กับพระเจ้าและเกิดความสงบลึกภายใน
บ้างก็ถือว่าลมหายใจเป็นสัญลักษณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์
การภาวนาด้วยลมหายใจจึงเป็นการเปิดใจรับพระเจ้าและเกิดความสว่างภายในจิตใจ
สรุป: โดยภาพรวม การฝึกควบคุมลมหายใจ
มีอยู่ในแทบทุกขนบธรรมเนียมจิตวิญญาณของโลก ไม่ว่าจะในพุทธ โยคะ ฮินดู เต๋า ซูฟี
หรืออื่น ๆ แม้ว่าวิธีการและบริบทจะแตกต่างกัน
แต่วัตถุประสงค์ร่วมกันคือใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือในการพัฒนาจิต ให้สงบ
ตั้งมั่น และเข้าถึงมิติทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
จุดประสงค์ของการฝึกหายใจในบริบททางจิตวิญญาณ
การฝึกหายใจตามคำสอนจิตวิญญาณต่าง ๆ
มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาสภาวะจิตให้สูงขึ้น ดังนี้:
- ความสงบของจิตใจ: การกำหนดรู้และควบคุมลมหายใจเข้า-ออกช่วยให้จิตอยู่กับปัจจุบัน
ลดความฟุ้งซ่านของความคิด ทำให้ผู้ฝึกเกิดความสงบเย็น
ผ่อนคลายทั้งกายใจทันทีที่ฝึก
อย่างในพุทธศาสนากล่าวว่าเมื่อมีสติอยู่กับลมหายใจ “ย่อมเป็นคุณสงบ
ประณีต เยือกเย็น อยู่เป็นสุข”
- การเข้าฌานหรือสมาธิขั้นสูง: ลมหายใจถูกใช้เป็นอารมณ์กรรมฐานเพื่อให้จิตจดจ่อแน่วแน่จนเข้าสู่ภาวะสมาธิลึก
(ฌาน) ในพุทธศาสนา และสมาธิขั้นสูง (Samadhi) ในโยคะฮินดู เมื่อจิตแน่วแน่กับลมหายใจอย่างต่อเนื่อง
ความรู้สึกตัวจะค่อย ๆ ละเอียดลึกซึ้งเข้าสู่สภาวะเหนือความคิดฟุ้งซ่าน
ผู้ปฏิบัติหลายคนรายงานว่าการฝึกหายใจช่วยให้เข้าภวังค์สมาธิได้ง่ายขึ้นและนานขึ้น
ซึ่งเป็นพื้นฐานของการตรัสรู้หรือบรรลุธรรมในหลายลัทธิ
- การเกิดปัญญาหรือความสว่างภายใน: หลายแนวทางเชื่อว่าลมหายใจคือสะพานระหว่างกายกับจิตวิญญาณ
การภาวนาด้วยลมหายใจอย่างลึกซึ้งนอกจากทำให้จิตสงบแล้วยังเปิดประตูไปสู่ความรู้แจ้งภายในหรือการสัมผัสพระเจ้าที่อยู่ภายในตัวเรา
(inner illumination) ยกตัวอย่างเช่น
นักปฏิบัติซูฟีบางคนอธิบายว่าระหว่างที่สวดและควบคุมลมหายใจ
จะรู้สึกถึงแสงสว่างหรือรักอันบริสุทธิ์แผ่ซ่านในหัวใจตนเอง
หรือในโยคะตันตระมีแนวคิดว่าการควบคุมลมหายใจช่วยปลุกพลังชีวิตภายใน
(คุนดาลินี) ให้เคลื่อนสูงขึ้นจนเกิดความตระหนักรู้ที่สูงส่ง
ดังนั้นลมหายใจจึงถูกยกย่องว่าเป็น “สะพานเชื่อมโลกทางวัตถุกับโลกทางวิญญาณ”
ที่ทำให้ผู้ฝึกเข้าถึงประสบการณ์จิตวิญญาณลึกซึ้ง
กล่าวโดยสรุป การฝึกหายใจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสำรวจและพัฒนาจิตของมนุษย์มาตลอดประวัติศาสตร์
ไม่ว่าจะเพื่อให้ใจสงบจากความทุกข์ประจำวัน
หรือเพื่อเปิดประสบการณ์จิตขั้นสูงสำหรับการค้นพบตนเองและความหมายของชีวิต
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลของการฝึกหายใจ
ศาสตร์สมัยใหม่ได้เริ่มศึกษาผลของการฝึกลมหายใจต่อร่างกายและจิตใจอย่างเป็นระบบ
พบหลักฐานมากมายว่าวิธีปฏิบัติโบราณนี้ส่งผลดีจริงในหลายด้าน ดังต่อไปนี้
ผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ
(ซิมพาเทติก/พาราซิมพาเทติก)
การหายใจช้าและลึกมีผลโดยตรงต่อระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกาย
ซึ่งประกอบด้วยระบบซิมพาเทติก (Sympathetic – กระตุ้นร่างกายตื่นตัว)
และระบบพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic – ช่วยร่างกายผ่อนคลาย)
โดยหลักการแล้วการหายใจเข้าส่งผลกระตุ้นระบบซิมพาเทติกเล็กน้อย
ขณะที่การหายใจออกยาวๆ ช้าๆ จะกระตุ้นเส้นประสาทวากัส (Vagus nerve) และระบบพาราซิมพาเทติกให้ทำงาน ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลง ความดันเลือดลดลง
และร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อน การศึกษาทางคลินิกพบว่าการฝึกหายใจช้าประมาณ 6–10
ครั้งต่อนาที ทำให้ร่างกายเกิดภาวะได้เปรียบของพาราซิมพาเทติกหรือเข้าสู่โหมด
“พักและย่อย” มากขึ้น (ตรงข้ามกับโหมด “สู้หรือหนี” ของซิมพาเทติก) กล่าวคือ
หัวใจมีการเต้นช้าลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ (HRV)
สูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ภาวะผ่อนคลายของร่างกาย
นักวิจัยบางท่านถึงกับเรียกอัตราการหายใจประมาณ 6 ครั้งต่อนาที ว่าเป็นช่วงจังหวะการหายใจที่เหมาะสมต่อการปรับสมดุลระบบประสาทอัตโนมัติอย่างยิ่งยวด
ที่น่าสนใจคือ เมื่อฝึกหายใจช้าเป็นประจำ
ร่างกายจะสามารถปรับตัวให้ระบบประสาทอยู่ในภาวะสมดุลมากขึ้นในชีวิตประจำวัน
มีการทดลองหนึ่งให้คนสุขภาพดีฝึกหายใจช้า 8 ครั้งต่อนาทีเป็นประจำ
พบว่าหลังฝึกไประยะหนึ่ง
ระบบประสาทมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางพาราซิมพาเทติกหรือภาวะผ่อนคลายมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สรุปได้ว่าการฝึกหายใจช้าลึกเป็น “สวิทช์” สำคัญที่ช่วยปรับระบบประสาทจากโหมดเครียดตื่นตัวมาสู่โหมดสงบพัก
ซึ่งเป็นพื้นฐานของสุขภาพกายใจที่ดี
การควบคุมอารมณ์และจิตใจ
การฝึกหายใจได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นเครื่องมือในการจัดการความเครียด
วิตกกังวล และส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเพียงการหายใจช้าๆ
ลึกๆ ไม่กี่นาทีต่อวัน สามารถลดระดับฮอร์โมนความเครียด “คอร์ติซอล” ในร่างกายลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
และอาจช่วยลดความดันโลหิตลงด้วย
การหายใจเข้าออกอย่างมีสติยังช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากความคิดฟุ้งซ่านหรือความกังวล
มาสู่การรับรู้ร่างกายตนเองขณะหายใจ ส่งผลให้จิตใจสงบและอารมณ์เย็นลง
งานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนว่าการฝึกหายใจเป็นประจำช่วยลดอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า
ตัวอย่างเช่น การทดลองกับกลุ่มผู้ปฏิบัติการหายใจที่ความถี่ ~6 ครั้งต่อนาที พบว่าผู้เข้าร่วมรู้สึกผ่อนคลาย สงบ
และอารมณ์ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับก่อนฝึกหรือกลุ่มที่หายใจปกติ
อีกการศึกษาหนึ่งใช้วิธี biofeedback ปรับอัตราการหายใจ
(การฝึกหายใจโดยมีเครื่องวัดสัญญาณชีพจรให้ข้อมูลย้อนกลับ) พบว่าหลังฝึก 10
ครั้ง
ระดับความวิตกกังวลของผู้เข้าร่วมลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
นอกจากนี้ การหายใจลึกช้ายังสัมพันธ์กับอารมณ์เชิงบวกที่เพิ่มขึ้น เช่น
ความรู้สึกสงบ อิ่มเอิบใจ และมีพลัง
โดยมีรายงานว่าผู้ฝึกหายใจรู้สึกถึงสมดุลทางอารมณ์และจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้นในชีวิตประจำวัน
กลไกเบื้องหลังผลทางอารมณ์นี้
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการหายใจส่งผลต่อระบบประสาทดังกล่าว
ช่วยปิดสวิทช์โหมดเครียดและเปิดโหมดผ่อนคลาย
จึงลดความรู้สึกตื่นตระหนกและความคิดลบๆ ลง
อีกส่วนหนึ่งคือในระหว่างที่เราฝึกหายใจ เรากำลังฝึกสติ (mindfulness)
ไปพร้อมกันด้วย คือรับรู้ลมหายใจทุกขณะอย่างไม่ตัดสิน
เมื่อสติอยู่กับปัจจุบัน ความกังวลในอดีตอนาคตย่อมลดลง ทำให้อารมณ์โดยรวมดีขึ้น
ผลต่อสมาธิ สมอง และความจำ
สมาธิและการทำงานของสมอง: การกำหนดลมหายใจเป็นหนึ่งในการฝึกสมาธิที่มีประสิทธิภาพ
นักวิจัยพบว่าขณะคนเราจดจ่อกับลมหายใจ สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดฟุ้งซ่าน
(เช่น เครือข่าย default mode) จะสงบลง
ในขณะที่สมองส่วนควบคุมสมาธิและอารมณ์มีการทำงานเป็นจังหวะที่สอดคล้องกับการหายใจมากขึ้น
มีการทดลองวัดคลื่นสมอง EEG พบว่าการหายใจลึกช้าโดยเน้นที่ท้อง
(เช่น การหายใจท้องแบบเซนที่ ~3–4 ครั้ง/นาที)
ทำให้พลังงานคลื่นสมองช่วงอัลฟา (ความถี่ประมาณ 10–13 Hz) เพิ่มขึ้น ในหลายบริเวณ
โดยเฉพาะสมองส่วนข้างและท้ายทอย ขณะที่คลื่น theta (ที่สัมพันธ์กับง่วงหรือใจลอย)
ลดลง เมื่อเทียบกับภาวะหายใจปกติ
ซึ่งสอดคล้องกับภาวะที่จิตใจมีสมาธิแจ่มใสและตื่นตัวในทางที่สงบ
นอกจากนี้การหายใจช้ายังเพิ่มการไหลเวียนเลือดในสมองส่วนหน้า (prefrontal
cortex) จากการวัดด้วยใกล้อินฟราเรด (fNIRS) แสดงว่าช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนคิดวางแผนและควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น
ผู้เข้าทดลองรายงานความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีสมาธิดีขึ้นหลังหายใจลึกช้า
ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลสมองดังกล่าว
ความจำและการประมวลอารมณ์: การหายใจยังส่งผลน่าสนใจต่อกระบวนการความจำและการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางอารมณ์
มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นพบว่าจังหวะการหายใจ ทางจมูกส่งผลต่อการทำงานของระบบลิมบิกในสมอง
เช่น อมิกดาลา (ศูนย์จัดการอารมณ์กลัว) และ ฮิปโปแคมปัส
(ศูนย์ความจำ) อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ระหว่างที่หายใจเข้าทางจมูก
เซลล์ประสาทในสมองส่วนการดมกลิ่น อมิกดาลา
และฮิปโปแคมปัสจะถูกกระตุ้นมากกว่าตอนหายใจออก
และผู้เข้าทดลองสามารถจดจำภาพวัตถุต่าง ๆ
ได้ดีกว่าปกติเมื่อเห็นภาพนั้นขณะหายใจเข้า ในทำนองเดียวกัน เมื่อให้ดูภาพใบหน้าที่แสดงความกลัว
จะจำแนกความรู้สึกกลัวบนใบหน้าได้รวดเร็วกว่าหากเห็นภาพขณะหายใจเข้าทางจมูก
เทียบกับตอนหายใจออกหรือหายใจทางปาก ผลนี้ชี้ว่า จังหวะการหายใจมีบทบาทในการประมวลผลอารมณ์และความจำ
ของสมอง อย่างไรก็ตาม
ในชีวิตประจำวันเราไม่จำเป็นต้องตั้งใจหายใจเข้าเพื่อจำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น
เพราะประโยชน์สำคัญที่งานวิจัยลักษณะนี้บ่งชี้คือ
การฝึกหายใจอย่างมีสติเป็นประจำอาจช่วยปรับวงจรสมองให้ประมวลอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างสมดุลขึ้น
และอาจส่งเสริมความจำหรือการมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น
ผลต่อความเครียดและระบบภูมิคุ้มกัน
ความเครียด: ดังที่กล่าวไปข้างต้น
การฝึกหายใจเป็นหนึ่งในวิธีผ่อนคลายความเครียดที่ง่ายและทรงพลังที่สุด
แนวทางการแพทย์ปัจจุบันมักจะแนะนำให้ผู้ที่มีความเครียดสูง ฝันร้าย
หรือภาวะวิตกกังวลลองฝึกการหายใจช้าและลึกควบคู่กับการฝึกสติ
ซึ่งมีผลงานวิจัยสนับสนุนมากมายว่าสามารถลดความเครียดได้จริง ตัวอย่างเช่น
งานวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) รายงานว่าโปรแกรมฝึกหายใจช้าและลึกช่วยลดทั้งความเครียดทางจิตใจและลดตัวชี้วัดทางสรีรวิทยาของความเครียด
(เช่น อัตราหัวใจ ความดันเลือด และระดับฮอร์โมนเครียด) อย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ฝึก
อีกทั้งยังพบว่าผู้ฝึกหายใจมีแนวโน้มตอบสนองต่อสถานการณ์กดดันได้สงบกว่าเดิม
และบางการศึกษาแนะว่าการฝึกหายใจเป็นประจำอาจเปลี่ยนแปลงวิธีที่ร่างกายตอบสนองต่อความเครียดในระยะยาว
กล่าวคือ ระบบประสาทจะไม่ตื่นตัวเกินเหตุเมื่อเจอสถานการณ์เครียดเล็กน้อย
ทำให้เรารับมือกับปัญหาได้ดีขึ้นโดยไม่ตระหนกง่าย
ระบบภูมิคุ้มกัน: ความเครียดเรื้อรังเป็นปัจจัยที่บั่นทอนภูมิคุ้มกันของร่างกาย
การฝึกหายใจซึ่งลดความเครียดได้ ย่อมส่งผลบวกต่อระบบภูมิคุ้มกันด้วย
นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเฉพาะที่บ่งชี้ว่าการหายใจแบบโยคะหรือปราณายามะอาจเสริมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิดโดยตรง
งานวิจัยหนึ่งในปี ค.ศ.2005 ศึกษาผู้ป่วยมะเร็งที่ฝึก
“สุทรัสตันกริยาโยคะ” (Sudarshan Kriya Yoga - SKY ซึ่งเป็นการหายใจแบบเป็นจังหวะช้าและเร็วสลับกัน)
พบว่าผู้ป่วยที่ฝึกมีจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์เพิ่มขึ้นกว่ากลุ่มที่ไม่ฝึก
และมีระดับสารต้านอนุมูลอิสระในเลือดสูงขึ้นด้วยเมื่อวัดหลังการฝึกเป็นระยะ
ซึ่งบ่งชี้ว่าการฝึกหายใจอาจช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและลดความเครียดออกซิเดชันในร่างกาย
นอกจากนี้ รายงานทบทวนโดย Dhanurkar และคณะ (2023) ระบุว่าโยคะปราณายามะมีส่วนช่วยปรับสมดุลระบบประสาทอัตโนมัติและส่งเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกัน
รวมถึงช่วยบรรเทาความผิดปกติหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและจิตใจ
แม้กลไกที่แน่ชัดระหว่างการหายใจกับระบบภูมิคุ้มกันยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม
แต่สิ่งที่ชัดเจนคือการฝึกหายใจช่วยลดความเครียด
ซึ่งจะส่งผลให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น
และอาจมีประโยชน์ในการเสริมสุขภาพโดยรวม
การประยุกต์ในทางการแพทย์และการบำบัด
วงการแพทย์ได้นำเทคนิคการฝึกหายใจมาใช้ช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการของโรคหลายชนิด
โดยเฉพาะโรคหรือภาวะที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด
หรือระบบอารมณ์ประสาท เช่น:
- โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) และโรคปอดอื่น ๆ: ผู้ป่วย COPD มักมีปัญหาหายใจไม่อิ่ม
เทคนิคที่เรียกว่า “การหายใจด้วยกะบังลม”
(diaphragmatic breathing หรือ การหายใจแบบใช้ท้อง)
ถูกนำมาสอนผู้ป่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจ
ให้ปอดขยายตัวได้มากขึ้นและแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ดีขึ้น
งานวิจัยทบทวนระบุว่าการหายใจด้วยกะบังลมช่วยเพิ่มความจุปอดและสมรรถภาพการออกกำลังในผู้ป่วย
COPD อย่างได้ผล รวมถึงช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคนิคหายใจแบบ pursed-lip breathing (ห่อปากหายใจออกช้า) และ breathing retraining อื่น ๆ ในผู้ป่วยโรคหอบหืดและปอด
เพื่อช่วยลดอาการเหนื่อยหอบและควบคุมการหายใจให้เป็นปกติ
- ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD): การฝึกหายใจเชิงลึกถูกนำมาใช้ในการบำบัดผู้ป่วย PTSD ซึ่งมักมีระบบประสาทในภาวะ “ตื่นตัวเกินไป” ตลอดเวลา
การศึกษาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดทดลองให้ทหารผ่านศึกที่มี PTSD ฝึกหายใจในโปรแกรม Sudarshan Kriya Yoga เป็นเวลา
1 สัปดาห์ เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ฝึก
ผลคือกลุ่มที่ฝึกมีคะแนนอาการ PTSD ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
(ขนาดผล d = 1.16) ระดับความวิตกกังวลลดลง
และอัตราการหายใจขณะพักช้าลง
เมื่อประเมินติดตามผลอีกหนึ่งปีต่อมายังพบว่าอาการดีขึ้นคงอยู่เมื่อเทียบกับก่อนฝึก
นอกจากนี้การวัดปฏิกิริยาสะดุ้งตกใจ (startle) พบว่ากลุ่มที่ฝึกหายใจมีการตอบสนองที่สงบขึ้น
สอดคล้องกับการลดลงของอาการ Hyperarousal ของ PTSD
นักวิจัยสรุปว่าการฝึกหายใจแบบ SKY อาจเป็นวิธีเสริมที่มีประโยชน์และปลอดภัยในการบำบัด
PTSD และความเครียดเรื้อรัง
- ความดันโลหิตสูง: มีเครื่องมือการแพทย์ที่ใช้หลักการ
“การหายใจช้าแบบมีเครื่องนำ”
(device-guided slow breathing) เพื่อช่วยลดความดันโลหิต
โดยเครื่องจะให้ผู้ใช้ซ้อมหายใจตามจังหวะเสียงประมาณ 6–8 ครั้งต่อนาที วันละ 15 นาที
ผลการทดลองพบว่าสามารถลดทั้งความดันช่วงบนและช่วงล่างลงได้เล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญ
และ FDA ของสหรัฐฯ
รับรองเครื่องมือนี้ในการช่วยบำบัดความดันโลหิตสูงด้วย ยิ่งไปกว่านั้น
การศึกษายังชี้ว่า ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ ก็ได้ผลเช่นกัน
เพียงฝึกหายใจช้าๆ (<10 ครั้ง/นาที)
ด้วยตนเองวันละไม่กี่นาทีก็ช่วยลดความดันโลหิตลงอย่างปลอดภัย
สันนิษฐานว่าการหายใจช้าช่วยเพิ่มการทำงานของปอดและหัวใจ
ลดการต้านทานหลอดเลือดส่วนปลายผ่านการเพิ่มความไวของบาโรรีเฟล็กซ์ (baroreflex)
ทำให้ความดันโลหิตโดยรวมลดต่ำลงเล็กน้อย
ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยความดันสูงระยะต้นหรือผู้ที่ต้องการเลี่ยงการใช้ยา
- โรควิตกกังวล แพนิค และอาการนอนไม่หลับ: เทคนิคการหายใจถูกนำมาใช้ในการบำบัดทางจิตวิทยาอย่างแพร่หลาย
เช่น ในการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) สำหรับโรคแพนิค
ผู้บำบัดจะสอนผู้ป่วยให้รู้จักหายใจช้าและลึกเมื่อเริ่มมีอาการตื่นตระหนก
เพื่อลดภาวะไฮเปอร์เวนทิเลชัน (หายใจเกิน) ที่ทำให้ใจสั่นมือเท้าเกร็ง
การฝึกนี้ช่วยให้อาการแพนิคสงบลงเร็วขึ้นและผู้ป่วยเกิดความมั่นใจว่าตนควบคุมอาการได้เอง
นอกจากนี้ การฝึกหายใจเพื่อการผ่อนคลายก่อนนอน เช่น
การหายใจเข้า-กลั้น-ออกตามจังหวะ 4-7-8 วินาที
ก็เป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับหรือหลับยาก
เพราะช่วยชะลอการเต้นหัวใจและคลายความคิดกังวล
ทำให้ร่างกายพร้อมจะหลับง่ายขึ้น
นอกจากที่กล่าวมานี้
การฝึกหายใจอย่างเหมาะสมยังมีรายงานว่าสามารถช่วยบรรเทาอาการของไมเกรน (โดยการลดความตึงเครียดของร่างกาย), ช่วยจัดการความเจ็บปวดเรื้อรัง,
บรรเทาอาการลำไส้แปรปรวน
(ผ่านการลดการตอบสนองของระบบประสาทลำไส้ที่สัมพันธ์กับความเครียด)
และเสริมการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหัวใจให้กลับมาออกกำลังกายได้ดีขึ้น ดังที่งานทบทวนปี 2020
สรุปว่าแม้คุณภาพของงานวิจัยบางส่วนยังไม่สูงนัก แต่ภาพรวมชี้ว่า “การหายใจด้วยกะบังลม” เป็นวิธีที่มีศักยภาพและปลอดภัยในการประยุกต์ใช้บำบัดภาวะผิดปกติต่าง
ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง วิตกกังวล ท้องผูกจากเครียด
และช่วยเพิ่มสมรรถภาพของผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวได้
เปรียบเทียบรูปแบบการหายใจต่าง ๆ
ที่ได้รับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์
การฝึกหายใจมีหลายวิธี
แต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะตัวและถูกนำไปศึกษาวิจัยแตกต่างกัน ต่อไปนี้เป็นรูปแบบสำคัญ
ๆ ที่พบในงานวิจัย:
- การหายใจช้าเป็นจังหวะ (Slow Paced Breathing): คือการหายใจให้ช้ากว่าปกติอย่างตั้งใจ เช่น ประมาณ 6–10 ครั้งต่อนาที สามารถทำได้โดยหายใจเข้า 4-5 วินาทีและหายใจออก
5-6 วินาที
การหายใจช้านี้ได้รับการศึกษามากที่สุดและพบข้อดีหลายประการ เช่น ช่วยเพิ่มความผันแปรของอัตราการเต้นหัวใจ
(HRV) และ เพิ่มภาวะพาราซิมพาเทติก ทำให้ร่างกายสงบผ่อนคลาย
ผู้เข้าร่วมวิจัยมักรายงานว่ารู้สึกสบาย “ใจเย็น” และมีสมาธิหลังหายใจช้าลึกเมื่อเทียบกับการหายใจปกติ
นอกจากนี้ยังพบว่าการหายใจช้า 6 ครั้งต่อนาทีทำให้เกิดการประสานจังหวะที่ดีระหว่างการเต้นของหัวใจกับความดันโลหิต
(respiratory sinus arrhythmia) ส่งผลให้ระบบหัวใจหลอดเลือดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
(เช่น เพิ่มการไหลเวียนเลือดกลับหัวใจ) งานวิจัยบางชิ้นบ่งชี้ว่าหายใจช้า ~6
ครั้ง/นาที
เป็นจังหวะที่ทำให้ร่างกายใช้พลังงานน้อยแต่ได้รับออกซิเจนคุ้มค่าที่สุด
และยังช่วยลดปฏิกิริยาต่อคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกิน
ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดแม้หายใจช้าลง
- การหายใจสลับรูจมูก (Alternate Nostril Breathing – Nadi
Shodhana): เป็นเทคนิคโยคะที่ผู้ฝึกจะใช้นิ้วอุดจมูกทีละข้างสลับกัน
หายใจเข้าทางรูจมูกด้านหนึ่งแล้วสลับไปหายใจออกอีกด้าน
และทำสลับเช่นนี้เป็นจังหวะ
วิธีนี้ได้รับความนิยมเพราะเชื่อว่าจะช่วยปรับสมดุลพลังงานซ้าย-ขวาของร่างกาย
งานวิจัยพบว่าการหายใจสลับรูจมูกวันละ ~30 นาที
ติดต่อกัน 12 สัปดาห์ ช่วยลดระดับความเครียดที่ผู้เข้าร่วมรายงานลงอย่างชัดเจน
อีกการทดลองหนึ่งพบว่าหลังฝึกไปสักระยะ เทคนิคนี้ช่วยลดความดันโลหิตพร้อมกับทำให้ผู้ฝึกมีความตื่นตัวมากขึ้น
แต่กลับรู้สึกผ่อนคลายทางจิตใจด้วย – นับว่าเป็นการเพิ่มพลังที่สงบ
(สงบแต่ไม่ง่วง)
จึงมีคำแนะนำว่าไม่ควรฝึกก่อนนอนเพราะอาจทำให้รู้สึกตื่นตัวเกินไป นอกจากนี้
การหายใจสลับรูจมูกยังส่งผลดีต่อระบบทางเดินหายใจโดยรวม งานวิจัยชี้ว่าหลังฝึก
4-6 สัปดาห์ ปริมาณอากาศที่หายใจเข้าออก (FEV1) และประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนก๊าซดีขึ้น
แสดงให้เห็นว่าปอดและหัวใจทำงานสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เทคนิคนี้จึงมีประโยชน์ทั้งในการลดความเครียดและส่งเสริมความฟิตของหัวใจปอด
- การหายใจแบบกล่อง (Box Breathing หรือ 4-4-4-4):
เป็นวิธีการหายใจที่แบ่งเป็น 4 ช่วงเท่า
ๆ กันเหมือนรูปทรงกล่อง ได้แก่ หายใจเข้า 4 วินาที กลั้น
4 วินาที หายใจออก 4 วินาที
และกลั้นที่ปอดว่างอีก 4 วินาที แล้ววนซ้ำ
วิธีนี้เป็นที่รู้จักจากหน่วยซีลของกองทัพเรือสหรัฐฯ
ที่ใช้ฝึกเพื่อควบคุมความเครียดในการปฏิบัติภารกิจ
ปัจจุบันคนทั่วไปก็นิยมใช้เมื่อรู้สึกวิตกกังวลหรือต้องการเรียกสมาธิกลับมา
ข้อดีของการหายใจแบบกล่องคือ โครงสร้างที่ง่ายต่อการปฏิบัติ (นับ 1-2-3-4 ไปเรื่อย ๆ)
ช่วยดึงจิตให้จดจ่อกับการนับและลมหายใจไปพร้อมกัน
เสมือนเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง
งานวิจัยระบุว่าการฝึกกำหนดลมหายใจในลักษณะนี้สามารถลดระดับคอร์ติซอล
(ฮอร์โมนเครียด) ในร่างกาย และยังช่วยกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติกเพื่อลดความตื่นตัวของร่างกายลง
ผู้ฝึกหลายคนรายงานว่าหลังหายใจแบบกล่อง 4-5 รอบจะรู้สึกใจเย็นลงอย่างมาก
ความคิดที่เคยตื่นตระหนกจะช้าลงและมีสมาธิมากขึ้น นอกจากนี้
การกลั้นหายใจช่วงสั้น ๆ สลับกับการหายใจเข้าออกลึก ๆ
ยังช่วยฝึกปอดให้แข็งแรงขึ้น
และเมื่อฝึกต่อเนื่องจะสามารถยืดระยะกลั้นลมหายใจได้นานขึ้นทีละน้อย
ส่งผลให้การหายใจในชีวิตประจำวันช้าลงโดยธรรมชาติ
ไม่ตื้นเร็วเหมือนเวลาที่เราเครียด
- การหายใจด้วยกะบังลม (Diaphragmatic Breathing): คือการฝึกหายใจโดยเน้นใช้กระบังลมหรือกล้ามเนื้อกะบังลมที่กั้นระหว่างช่องอกกับช่องท้อง
วิธีฝึกง่าย ๆ คือวางมือที่หน้าท้องแล้วหายใจเข้าทางจมูกลึก ๆ
ให้ท้องขยายดันมือออก (หน้าอกขยับน้อยที่สุด) จากนั้นหายใจออกช้า ๆ
ให้ท้องยุบลง การหายใจด้วยท้องลึก ๆ เช่นนี้จะทำให้อากาศเข้าปอดส่วนล่างได้มากกว่า
ต่างจากการหายใจตื้น ๆ ด้วยหน้าอกที่อากาศเข้าไม่เต็มปอด
การหายใจด้วยกะบังลมจึงช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือดและทำให้หัวใจไม่ต้องเต้นเร็วเกินไป
ผลการศึกษาพบว่าการหายใจแบบกะบังลม 5–10 นาทีช่วยลดอัตราการเต้นหัวใจและความดันเลือดลง
และเมื่อฝึกเป็นประจำยังช่วยปรับสมดุลความแปรปรวนของหัวใจ (HRV) ให้ดีขึ้นด้วย นอกจากผลด้านผ่อนคลายความเครียดแล้ว
งานวิจัยยังพบว่าการหายใจด้วยกะบังลมสามารถลดภาวะ oxidative
stress ในร่างกายได้ ตัวอย่างเช่น การทดลองในนักกีฬาโดย Martarelli
et al. พบว่าหลังจากฝึกหายใจด้วยท้องเป็นประจำ
ร่างกายมีระดับสารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นและสารชี้วัดความเครียดออกซิเดชันลดลงเมื่อเทียบกับก่อนฝึก
ประโยชน์นี้อาจอธิบายได้ว่าการหายใจลึกทำให้เลือดไหลเวียนและนำพาออกซิเจนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้น
ช่วยให้กระบวนการเผาผลาญสมดุล ภูมิคุ้มกันทำงานได้เต็มที่
และขจัดของเสียออกจากเซลล์มีประสิทธิภาพขึ้น นอกจากนี้
การหายใจด้วยกะบังลมยังเป็นพื้นฐานของการฝึกสมาธิหลายแขนง (เช่น
ในโยคะและศิลปะการต่อสู้) เพราะเมื่อกะบังลมทำงานดี
จังหวะหายใจจะช้าลงเองตามธรรมชาติและต่อเนื่อง ร่างกายและใจจึงพร้อมเข้าสู่ภาวะสงบนิ่งได้ง่าย
หมายเหตุ: นอกจากรูปแบบข้างต้น
ยังมีเทคนิคการหายใจอีกหลายอย่างที่มีการศึกษา เช่น การถอนหายใจยาว (Cyclic
Sighing) ซึ่งเป็นการหายใจเข้าช้าๆ
สองจังหวะแล้วหายใจออกยาวครั้งเดียว งานวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (2023)
พบว่าการฝึกถอนหายใจยาว 5 นาทีต่อวันช่วยลดความวิตกกังวลและอารมณ์ลบได้มากกว่าการนั่งสมาธิแบบเงียบ
ๆ ในช่วงเวลาที่เท่ากัน และยังเพิ่มอารมณ์เชิงบวกให้รู้สึกสงบและพร้อมมากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ยังมีวิธี 4-7-8 Breathing (หายใจเข้า 4
วินาที กลั้น 7 วินาที ออก 8 วินาที) ที่โด่งดังในการช่วยให้นอนหลับ และ เทคนิคบูเทโก (Buteyko)
สำหรับผู้ป่วยหอบหืดที่เน้นหายใจทางจมูกช้า ๆ ตื้น ๆ
เพื่อลดการสูญเสียคาร์บอนไดออกไซด์เกินจำเป็น
แต่เทคนิคเหล่านี้อาจเฉพาะทางเกินไปสำหรับบทความนี้
โดยสรุป ไม่ว่าการหายใจรูปแบบใด หลักการสำคัญที่พบร่วมกันคือ
การเพิ่มความตระหนักรู้ในการหายใจ และ ทำให้ลมหายใจช้าลึกมีประสิทธิภาพขึ้น
ทั้งสองปัจจัยนี้เองที่นำมาซึ่งผลดีต่อระบบประสาทและสุขภาพจิตใจตามที่กล่าวมาข้างต้น
ข้อเสนอแนะการฝึกหายใจเชิงปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
การฝึกหายใจเพื่อสุขภาพสามารถทำได้ง่ายและปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่
ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำทั่วไปในการฝึกหายใจที่นำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน:
- เริ่มจากการหายใจช้าและลึก: หาเวลาว่างวันละ
5–10 นาที นั่งหรือนอนในท่าสบาย หลับตาแล้วค่อย ๆ
หายใจเข้าลึกทางจมูกจนท้องป่องนูน จากนั้นผ่อนลมหายใจออกทางจมูกหรือปากช้า ๆ
จนสุด พยายามให้เวลาหายใจออกยาวกว่าหายใจเข้า (เช่น เข้า 4 วินาที ออก 6 วินาที)
การฝึกแบบนี้จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทผ่อนคลาย ทำให้รู้สึกสงบลงทันที
ควรฝึกเป็นประจำวันละครั้งหรือตามต้องการเมื่อรู้สึกเครียด
- ฝึกการหายใจด้วยท้องในชีวิตประจำวัน: ระหว่างวันให้ลองสังเกตว่าตนเองหายใจตื้นเร็วด้วยอกหรือไม่
หากใช่ให้ลองเปลี่ยนมาหายใจช้าลงและลึกถึงท้อง การทำเช่นนี้บ่อย ๆ
จะช่วยฝึกให้ร่างกายคุ้นชินกับการหายใจอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่งผลให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและมีพลังมากขึ้นตลอดวัน
- ใช้เทคนิคง่าย ๆ เมื่อเผชิญความเครียด: หากรู้สึกวิตกกังวลหรือโกรธ
ลองใช้ เทคนิค 4-7-8 – หายใจเข้าทางจมูกนับในใจถึง
4 กลั้นลมหายใจนับถึง 7 แล้วค่อย
ๆ เป่าลมหายใจออกทางปากยาว ๆ นับถึง 8 (ทำเสียงฟู่เบา
ๆ) ทำซ้ำ 4 รอบ
วิธีนี้เป็นการบังคับตัวเองให้หายใจช้าลงและเพิ่มช่วงกลั้นหายใจสั้น ๆ
ซึ่งจะช่วยหยุดปฏิกิริยาตื่นตระหนกของร่างกายและทำให้จิตใจสงบลง นอกจากนี้ การหายใจแบบกล่อง
(4-4-4-4) ที่กล่าวไป
ก็ใช้ได้ดีในสถานการณ์เครียด เช่น ก่อนพูดต่อหน้าที่ประชุม
หรือเมื่อต้องการเรียกสติ
ให้เวลาตัวเองสักครึ่งนาทีฝึกหายใจเข้า-ออกและกลั้นตามจังหวะ 4 วินาที จะพบว่าความตื่นเต้นลดลงมาก
- ฝึกก่อนนอนเพื่อช่วยการนอนหลับ: หากมีปัญหานอนไม่หลับหรือนอนหลับยาก
ในช่วงค่ำก่อนนอนให้ลองฝึกหายใจช้า ๆ สม่ำเสมอ เช่น หายใจเข้า-ออกลึก ๆ 6–8
ครั้งต่อนาที หรือทำ 4-7-8 breathing 4–8 รอบ แล้วจบด้วยการหายใจธรรมดาลึกช้า
วิธีนี้จะช่วยชะลอการเต้นหัวใจและส่งสัญญาณให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อน
เตรียมพร้อมสำหรับการนอนอย่างเป็นธรรมชาติ
ข้อควรระวัง: การฝึกหายใจส่วนใหญ่ปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป
แต่หากฝึกแล้วรู้สึกเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือชาที่ปลายมือเท้า
ให้หยุดพักและกลับมาหายใจตามปกติ อาการดังกล่าวมักเกิดจากการหายใจเร็ว/ลึกเกินไป
(ทำให้เกิดภาวะไฮเปอร์เวนทิเลชัน) ซึ่งแก้ได้โดยหายใจช้าลงหรือพักสักครู่ ผู้ที่มีโรคประจำตัวร้ายแรง
เช่น โรคปอด โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มฝึกหายใจเชิงลึก นอกจากนี้ ไม่ควรฝึกกลั้นหายใจนานเกินไป
หรือฝึกเทคนิคขั้นสูง (เช่น หายใจเร็วรัว ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน)
โดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญกำกับ เพราะอาจเสี่ยงเกิดอันตรายได้ สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว
การฝึกหายใจพื้นฐานอย่างช้าและลึกเป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ประโยชน์มากที่สุด
สรุป: “ลมหายใจ” เป็นของขวัญทางธรรมชาติที่เราสามารถใช้เยียวยาตนเองได้ในทุกวัน
ดังที่ทั้งคำสอนโบราณและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ต่างยืนยันถึงพลังของมัน
การสละเวลาวันละเล็กน้อยเพื่อฝึกหายใจอย่างมีสติ ไม่เพียงช่วยให้จิตใจสงบแจ่มใส
แต่ยังส่งผลดีต่อร่างกายในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ระบบประสาท หัวใจ สมอง
ไปจนถึงภูมิคุ้มกัน การฝึกหายใจจึงเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
ระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมกับหลักฐานวิทยาศาสตร์
เพื่อให้เราเข้าถึงสุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจได้ในชีวิตประจำวันของเราเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น