ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์: หลักปฏิบัติและท่าทีที่เหมาะสมในมุมมองสหสาขา
บทนำ
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เป็นพื้นฐานสำคัญของสังคม
ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์คู่สมรส พ่อแม่-ลูก พี่-น้อง เพื่อน ครู-ศิษย์
หรือเจ้านาย-ลูกน้อง ความสัมพันธ์เหล่านี้ต่างมีบทบาทในการหล่อหลอมบุคคลและชุมชน
บทความนี้สำรวจหลักปฏิบัติและท่าทีที่ควรมีต่อกันในความสัมพันธ์ดังกล่าว
ผ่านมุมมองจาก 7 สาขาวิชาหลัก ได้แก่
ศาสนา, ลัทธิ/อุดมการณ์, ปรัชญา, สังคมศาสตร์, มนุษยศาสตร์, ประวัติศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ แต่ละสาขาให้แง่มุมที่แตกต่างกันแต่เสริมกันในการทำความเข้าใจว่าเราควรปฏิบัติต่อกันอย่างไรอย่างเหมาะสมและมีคุณธรรม
มุมมองทางศาสนา
ศาสนาต่าง ๆ
มักมีคำสอนชี้แนะแนวทางความประพฤติที่ถูกต้องในความสัมพันธ์มนุษย์ โดยเน้นคุณธรรม
เช่น ความรัก, ความเมตตา, ความเคารพ, และ ความซื่อสัตย์
- พระพุทธศาสนา: ใน สิงคาลกสูตร ได้กล่าวถึง
“ทิศ 6” หรือบุคคล 6 ฝ่ายที่เราควรปฏิบัติต่ออย่างถูกต้องตามฐานะ
ได้แก่ บิดามารดา, ครูอาจารย์, สามี-ภรรยา,
มิตรสหาย, ผู้ใต้บังคับบัญชา
และสมณพราหมณ์ แต่ละฝ่ายมีหน้าที่และความกตัญญูต่อกันอย่างเป็นระบบ
ตัวอย่างเช่น บุตรพึงเลี้ยงดูตอบแทนบิดามารดา ดำรงวงศ์สกุล
และทำบุญอุทิศให้เมื่อท่านล่วงลับ
ขณะที่พ่อแม่ก็มีหน้าที่อบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนดีและมอบทรัพย์ให้เมื่อถึงเวลา;
สามีพึงยกย่องให้เกียรติและไม่นอกใจภรรยา
พร้อมทั้งมอบอำนาจในการจัดการงานบ้าน, ส่วนภรรยาก็ควรจัดการงานเรือนอย่างเรียบร้อย
ไม่นอกใจ และรักษาทรัพย์สินของสามีอย่างขยันขันแข็ง ความสัมพันธ์อื่น ๆ
ก็เช่นกัน: ครูอาจารย์พึงถ่ายทอดวิชาด้วยเมตตาและดูแลศิษย์ให้ปลอดภัย,
ศิษย์ควรเคารพเชื่อฟังครู; มิตรสหายควรมีน้ำใจ
ซื่อสัตย์ และช่วยเหลือกันยามทุกข์ยาก; นายจ้างพึงจัดสวัสดิการและค่าตอบแทนให้ลูกจ้างตามความสามารถ
และลูกจ้างก็ควรทำงานเต็มที่ด้วยความซื่อสัตย์และรักษาชื่อเสียงนายจ้าง
คำสอนทางพุทธศาสนานี้ชี้ให้เห็นหลัก กตัญญูรู้คุณและความเมตตา ระหว่างคู่สัมพันธ์แต่ละแบบ
เพื่อให้ “ทิศ” แต่ละด้านร่มเย็นมั่นคง
- ศาสนาคริสต์: หลักคำสอนแบบคริสเตียนเน้นความรักแบบ
agape และความเสียสละในครอบครัวและชุมชน
ในคัมภีร์ไบเบิลมีการกำหนดบทบาทของสมาชิกครอบครัวอย่างชัดเจน เช่น
สามีต้องรักภรรยาดังที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร
และภรรยาพึงให้ความเคารพเชื่อฟังสามีของตนด้วยเต็มใจ
ทั้งสองฝ่ายจึงควรปฏิบัติต่อกันด้วยความรักและนับถือซึ่งกันและกัน นอกจากนี้
พ่อแม่มีหน้าที่สั่งสอนและอบรมบุตร “ตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า”
ด้วยความอดทนเมตตา ไม่ใช้อำนาจข่มขี่บุตรเกินควร ขณะเดียวกัน
บุตรก็มีบัญญัติให้ “เชื่อฟังบิดามารดา” และ “ให้เกียรติบิดามารดา” เสมอ
ถือเป็นหน้าที่สำคัญทั้งในวัยเยาว์และตลอดชีวิต (ดูพระธรรมเอเฟซัส 6:1-3)
การให้เกียรติบิดามารดานี้เชื่อว่าจะนำมาซึ่งพระพรจากพระเจ้า สำหรับพี่น้อง
คริสต์ศาสนาสอนให้รักใคร่สามัคคีกันดัง “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”
ซึ่งรวมถึงพี่น้องและเพื่อนในชุมชนคริสเตียน (ทัศนะ “บราเดอร์ฮูด”
ที่ทุกคนเป็นบุตรพระเจ้า) ด้านความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เช่น นายและบ่าว
(อุปมาถึงเจ้านาย-ลูกน้องในปัจจุบัน) พระคัมภีร์สอนไว้ว่า บ่าว จงเชื่อฟังนายด้วยความเคารพ
จริงใจ “เหมือนเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า” และทำงานอย่างสุดใจ
ไม่ใช่เฉพาะต่อหน้าต่อตานายเท่านั้น ในขณะเดียวกัน นาย ก็ต้องปฏิบัติต่อบ่าวอย่างยุติธรรม
ไม่ข่มเหงขู่เข็ญ
เพราะทั้งนายและบ่าวต่างมีพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกันในสวรรค์และพระองค์ไม่ทรงเลือกที่รักมักที่ชัง
หลักการนี้สะท้อนแนวคิดเรื่อง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่เท่าเทียมกันต่อหน้าพระเจ้า:
แม้บทบาทต่างกันแต่ทุกคนควรได้รับความยุติธรรมและเมตตา
- ศาสนาอิสลาม: คำสอนในอิสลามกำหนดสิทธิและหน้าที่ของแต่ละฝ่ายไว้อย่างชัดเจนเช่นกัน
โดยมีหลักการสำคัญคือความรับผิดชอบ (responsibility) และความยุติธรรม (justice) ภายในครอบครัว
อัลกุรอานกล่าวว่า “บุรุษเป็นผู้นำผู้หญิง” (ดู อัล-บะเกาะเราะฮ์ 2:228)
ซึ่งตีความว่าบุรุษมีหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ทำงานนอกบ้าน
หาเลี้ยงภรรยาและบุตร และปกป้องครอบครัวให้พ้นจากสิ่งชั่วร้าย
ส่วนสตรีมีบทบาทสำคัญในการดูแลงานบ้านและเลี้ยงดูลูกด้วยความรัก
จัดหาความสะดวกสบายให้สามีและบุตร หน้าที่ของสามี ตามหลักอิสลามจึงรวมถึงการรับผิดชอบหาเลี้ยงภรรยาและลูก
จัดหาที่อยู่ที่กินและเสื้อผ้าที่เหมาะสม ปฏิบัติต่อภรรยาด้วยความอ่อนโยน
อดทนต่อความโกรธหรือความไม่พอใจของนาง เอาใจใส่ดูแลเมื่อภรรยาป่วย
และสั่งสอนภรรยาในสิ่งที่ดีงามด้วย หน้าที่ของภรรยา ได้แก่
การปรนนิบัติสามี ดูแลบ้านเรือนให้เป็นระเบียบ อบรมสั่งสอนบุตรให้ดี
และรักษาความจริงใจหวังดีต่อสามีอยู่เสมอ นอกจากนี้ภรรยาต้องให้เกียรติสามี
เชื่อฟังสามีในเรื่องที่ไม่ขัดต่อหลักศาสนา หลีกเลี่ยงสิ่งที่สามีรังเกียจ
ไม่ออกจากบ้านหรือใช้ทรัพย์ของสามีโดยพลการ
และให้ความเคารพครอบครัวฝ่ายสามีด้วย จะเห็นว่าอิสลามให้ความสำคัญกับ บทบาทที่เกื้อกูลกัน:
สามีทำหน้าที่ผู้นำและผู้อุปถัมภ์
ขณะที่ภรรยาเป็นผู้ดูแลภายในและเป็นคู่ชีวิตที่ซื่อสัตย์
ทั้งสองฝ่ายต้องซื่อสัตย์ต่อกัน (การนอกใจถือว่าผิดบาปร้ายแรงในอิสลาม)
และมีเมตตาเอื้อเฟื้อต่อกัน บุตรในอิสลามมีหน้าที่สำคัญคือเชื่อฟัง (ฏออะฮ์)
และแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ — คัมภีร์อัลกุรอานสอนไว้ว่า
“จงทำดีต่อบิดามารดา” และมีหะดีษที่ระบุว่าความดีใด ๆ
ที่ทำต่อแม่ย่อมมีค่าอย่างยิ่ง (“สวรรค์อยู่ใต้เท้าของมารดา”)
เมื่อพ่อแม่ชราลง
ลูกมีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูรับใช้ท่านดุจที่ท่านเคยเลี้ยงเรามา การไม่ใส่ใจดูแลบิดามารดาถือเป็นบาปใหญ่
ด้าน พี่น้อง และ เครือญาติ อิสลามเน้นเรื่อง สายสัมพันธ์เครือญาติ
(Arabic: ซิละตุรเราะฮฺม์) ห้ามตัดขาดญาติสนิท
ผู้มีฐานะควรช่วยเหลือญาติที่ยากไร้ ถือเป็นการทำดีที่พระเจ้าทรงโปรดปราน สำหรับความสัมพันธ์นอกครอบครัว
อิสลามสนับสนุนให้เลือกคบเพื่อนที่ดี (หะดีษ: “คนเราจะเป็นไปตามศาสนาของมิตรสหายของเขา
ดังนั้นจงพิจารณาให้ดีว่าใครคือมิตรของท่าน”)
เพื่อนที่ดีเปรียบดังผู้ขายน้ำหอมที่จะพาให้เราหอม (หมายถึงทำดี)
ตรงข้ามกับเพื่อนชั่วดังช่างตีเหล็กที่จะพาให้เรามัวหมอง ส่วน ครูกับศิษย์
ในวัฒนธรรมอิสลามมีการยกย่องครูว่าเป็น “ผู้ชี้ทางสว่างทางปัญญา”
ซึ่งต้องให้ความเคารพและปฏิบัติตามคำสอนของท่านอย่างเคร่งครัด
ถือว่าครูเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องให้ความเคารพโดยแท้จริง
ขนาดที่ท่านอิมามอะลี (วงศ์ประทีปแห่งอิสลามนิกายชีอะฮ์) กล่าวว่า “ผู้ใดที่ได้สอนวิชาข้าเพียงคำหนึ่ง
ผู้นั้นทำให้ข้ากลายเป็นทาสของเขา” คำพูดนี้สะท้อนถึงค่านิยมดั้งเดิมในอิสลามว่า
ครูอาจารย์เปรียบเสมือนบิดาคนที่สอง และลูกศิษย์พึงนอบน้อมเชื่อฟังด้วยความเคารพยิ่ง
จะเห็นได้ว่าศาสนาต่าง ๆ
แม้รายละเอียดคำสอนจะแตกต่าง แต่ล้วนส่งเสริมหลักการร่วมกันคือ ความรักและเมตตา,
ความเคารพและกตัญญู, ความซื่อสัตย์และความยุติธรรม ในความสัมพันธ์ เช่น สามีภรรยาต้องซื่อสัตย์และดูแลเกื้อกูลกัน
พ่อแม่ลูกต้องมีความรักกตัญญูต่อกัน พี่น้องควรรักใคร่ไม่แก่งแย่งชิงดีกัน
เพื่อนต้องจริงใจและช่วยเหลือกัน ครูศิษย์ต้องเคารพกันบนพื้นฐานของปัญญาธรรม
และเจ้านายลูกน้องควรปฏิบัติต่อกันด้วยความเป็นธรรม ศาสนาจึงทำหน้าที่เป็นเสมือน รากฐานทางจริยธรรม
สำหรับความสัมพันธ์มนุษย์ เพื่อให้สังคมสงบสุขและเกิดประโยชน์สุขร่วมกัน
มุมมองทางลัทธิและอุดมการณ์
ทัศนะจากลัทธิความเชื่อทางสังคมและการเมือง
(เช่น ขงจื๊อ, เต๋า, มาร์กซิสม์)
เสนอหลักปฏิบัติในความสัมพันธ์มนุษย์ที่สะท้อนค่านิยมและเป้าหมายเฉพาะของแต่ละแนวคิด
- ลัทธิขงจื๊อ: ปรัชญาขงจื๊อกล่าวถึง 「五伦」 หรือความสัมพันธ์หลัก 5
ประการ ซึ่งประกอบด้วย เจ้า-ขุนนาง
(ผู้ปกครอง-ผู้อยู่ใต้ปกครอง), บิดา-บุตร,
สามี-ภรรยา, พี่-น้อง และ มิตร-มิตร แนวคิดสำคัญคือการจัดระเบียบความสัมพันธ์ในสังคมแบบลำดับชั้นที่มีความรับผิดชอบร่วมกัน
ขงจื๊อเน้น ความกตัญญูและความเคารพเชื่อฟัง จากฝ่ายที่อาวุโสน้อยกว่าต่อฝ่ายอาวุโสมากกว่า
และ ความเมตตาปกป้องดูแล จากฝ่ายอาวุโสต่อผู้อาวุโสน้อย ตัวอย่างเช่น
บุตรต้องเคารพเชื่อฟังบิดามารดาอย่างสมบูรณ์ (แนวคิดเรื่อง ความกตัญญูของบุตร
หรือ 孝) ภรรยาต้องเคารพเชื่อฟังสามี
น้องน้อยต้องนบนอบต่อพี่ผู้ใหญ่
และผู้อยู่ใต้ปกครองต้องภักดีต่อพระมหากษัตริย์หรือนายเหนือหัว
ทั้งนี้ขงจื๊อถือว่าการเคารพเชื่อฟังดังกล่าวเป็นไปโดยมีคุณธรรมเป็นฐาน
(มิใช่การกดขี่) ขณะเดียวกันฝ่ายผู้นำหรือผู้อาวุโสมีหน้าที่ต้องประพฤติดีและพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้ใต้ปกครองหรือผู้อ่อนวัยกว่า
เช่น พ่อแม่ต้องคุ้มครองเลี้ยงดูลูกและขยันหาทรัพย์มาเลี้ยงครอบครัว, สามีต้องปกป้องดูแลภรรยาให้มีความสุข, พี่ชายต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและช่วยเหลือน้องเมื่อมีภัย,
พระมหากษัตริย์ต้องปกครองด้วยคุณธรรมเพื่อความร่มเย็นของประชาชน
หากทุกฝ่ายปฏิบัติตามบทบาทและคุณธรรมของตน
ความสัมพันธ์ทั้งปวงก็จะราบรื่นและสังคมจะสงบเรียบร้อย
(ขงจื๊อเชื่อว่าหากทุกคนทำหน้าที่ตาม 礼 หรือพิธีรีตองและหน้าที่ของตนอย่างถูกต้อง
จะเกิดความสามัคคีในบ้านเมือง)
แนวคิดนี้สะท้อนค่านิยมเอเชียตะวันออกหลายสังคม เช่น
การเน้นให้ลูกหลานเชื่อฟังผู้ใหญ่
การให้ความสำคัญต่อการมีสัมมาคารวะต่อครูบาอาจารย์และผู้บังคับบัญชา
ตลอดจนการให้เกียรติผู้อาวุโสโดยทั่วไป
- ลัทธิเต๋า: แนวคิดเต๋าเน้นความเป็นธรรมชาติ
(自然
– จื้อหรัน) และความสมดุลของ หยิน-หยาง ในความสัมพันธ์
แทนที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ตายตัวแบบขงจื๊อ
เต๋าส่งเสริมให้แต่ละบุคคลดำเนินชีวิตและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นโดย ไม่ฝืนธรรมชาติ
(無為
– อู๋เหวย)
ซึ่งหมายถึงไม่ควบคุมหรือบังคับอีกฝ่ายอย่างเข้มงวดเกินไป
แต่ยอมรับในธรรมชาติและบทบาทที่แตกต่างกันของกันและกัน
การประยุกต์หลักหยิน-หยางในบริบทครอบครัว เช่น สามีกับภรรยา
ถือเป็นการเสริมสร้างซึ่งกันและกัน สามีอาจมีบทบาทเชิง หยาง คือฝ่ายกระทำ/ผู้นำ
(เช่น เป็นผู้หาเลี้ยงดูนอกบ้าน) ส่วนภรรยาเป็น หยิน คือฝ่ายสนับสนุน/โอบอ้อม
(ดูแลบ้านและลูก) แต่เต๋ายังย้ำว่าแท้จริงแล้วหยินและหยางมีอยู่ในคนทุกคน
ดังนั้นบทบาทเหล่านี้สามารถยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละครอบครัวในสถานการณ์ต่าง
ๆ การเปิดใจกว้างและยอมรับความ พลิกแพลง ของบทบาทจะช่วยสร้างบรรยากาศเกื้อกูลที่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกมีคุณค่าและได้รับความเคารพเท่าเทียมกัน
นอกจากนี้เต๋ายังแนะให้สมาชิกครอบครัวหรือแม้แต่ในความสัมพันธ์มิตรสหาย มี การสื่อสารที่เปิดเผยและจริงใจ
ฟังเสียงของกันและกันโดยปราศจากอคติ เพื่อรักษาความกลมเกลียว (แนวคิดเรื่อง การเว้นที่ว่าง
ให้ชีวิตไหลไปอย่างไม่ติดขัด) หากเกิดความขัดแย้ง
เต๋าเสนอให้ใช้ความอ่อนโยนดุจน้ำแก้ไฟ
คือใช้ความสงบและผ่อนปรนดับความแข็งกร้าว
การไม่โต้ตอบด้วยความโกรธจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ (ตามคติ
“ธรรมชาติของน้ำคืออ่อนน้อม แต่ชนะทุกสิ่งที่แข็งกระด้าง”) หลักคิดนี้ยังส่งเสริม
ความยืดหยุ่นและการปรับตัว ในครอบครัวและความสัมพันธ์:
เมื่อเผชิญความเปลี่ยนแปลง เช่น ปัญหาเศรษฐกิจหรือสุขภาพ
สมาชิกต้องพร้อมปรับบทบาทหน้าที่ช่วยเหลือกันแทนที่จะยึดติดกับกรอบเดิมๆ โดยสรุป
เต๋าสอนให้มนุษย์สัมพันธ์กันด้วยความสมดุล เคารพซึ่งความแตกต่าง
และใช้ความนุ่มนวลกลมกลืนแทนการปะทะ ซึ่งจะนำไปสู่ ฮาร์โมนี (ความกลมกลืน) ในระยะยาว
- ลัทธิมาร์กซิสม์ (Marxism): มาร์กซิสม์มองความสัมพันธ์มนุษย์ผ่านปัจจัยทางเศรษฐกิจและชนชั้น
โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในครอบครัวและที่ทำงาน มาร์กซและเองเงิลส์วิพากษ์ว่า โครงสร้างครอบครัวดั้งเดิมแบบปิตาธิปไตย
(ชายเป็นใหญ่) เป็นผลผลิตของระบบเศรษฐกิจที่มีทรัพย์สินส่วนบุคคล
เมื่อมนุษย์เริ่มมีทรัพย์สินและความมั่งคั่ง
สิ่งที่ตามมาคือความต้องการส่งมรดกแก่ลูกตนเอง
ทำให้ต้องมั่นใจว่าลูกเป็นสายเลือดแท้ ผลคือเกิด การควบคุมความประพฤติสตรี
อย่างเข้มงวดในฐานะภรรยา
นำมาซึ่งการกดให้ผู้หญิงอยู่ใต้ปกครองของผู้ชายในครัวเรือน (ผู้หญิงกลายเป็น
“สมบัติ” ของสามี)
เองเงิลส์ถึงกับเรียกการเกิดครอบครัวคู่ผัวตัวเมียผูกขาดนี้ว่า
“ความพ่ายแพ้ทางประวัติศาสตร์ของเพศหญิง”
เพราะผู้หญิงถูกลดทอนสถานะลงเป็นเพียงผู้ให้กำเนิดทายาทและแรงงานในบ้านภายใต้อาณัติสามี
อย่างไรก็ดี มาร์กซิสม์ไม่ได้ต้องการทำลายความสัมพันธ์ครอบครัว แต่ประสงค์ ปลดปล่อยความสัมพันธ์เหล่านี้จากโครงสร้างการกดขี่
ที่เกิดจากทรัพย์สินส่วนบุคคลและชนชั้น ตัวอย่างเช่น คำประกาศพรรคคอมมิวนิสต์
(ค.ศ. 1848) ตอบโต้ข้อกล่าวหาที่ว่าคอมมิวนิสต์ต้องการ
“ให้ภรรยาเป็นของส่วนกลาง” โดยชี้ว่าภายใต้ระบบทุนนิยม
นายทุนเองต่างหากที่มองภรรยาตนเป็นเครื่องมือผลิตลูกและบำเรอกาม
(เพราะมีหญิงบำเรอหรือเมียน้อยเป็นเรื่องปกติ)
ในขณะที่เป้าหมายของคอมมิวนิสต์คือการเลิกสถานะที่เห็นผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุผลิตลูกนั้นเสีย
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือให้ผู้หญิงมีศักดิ์ศรีและสิทธิเสมอภาค
ไม่ตกเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจของผู้ชายแนวคิดมาร์กซิสต์เชื่อว่าเมื่อกำจัดระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและชนชั้นออกไป
สถาบันครอบครัวจะปรับเปลี่ยนไปสู่ความสัมพันธ์บนพื้นฐานความเสมอภาคอย่างแท้จริง
(เช่นในสังคมคอมมิวนิสต์ยูโทเปีย
ครอบครัวจะร่วมมือกันโดยไม่มีการกดขี่ทางเพศ) ในทางปฏิบัติ
รัฐสังคมนิยมหลายแห่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้ส่งเสริมให้สตรีทำงานนอกบ้านและมีสถานรับเลี้ยงเด็กสาธารณะ
เพื่อแบ่งเบาภาระหน้าที่การดูแลลูกจากมารดาโดยเฉพาะ
ถือเป็นการก้าวสู่ความเสมอภาคของบทบาทในครัวเรือน นอกจากนี้
มาร์กซิสม์ยังกระตุ้นให้มองความสัมพันธ์อื่นในเชิงโครงสร้าง: เช่น เจ้านาย-ลูกน้อง
ถูกมองผ่านปริมณฑลความขัดแย้งทางชนชั้น (นายทุน-กรรมาชีพ)
ที่นายทุนมักเอารัดเอาเปรียบแรงงาน มาร์กซเสนอให้แรงงานรวมพลังกัน (ภารดรภาพของชนชั้นกรรมาชีพ)
เพื่อล้มล้างระบบนาย-บ่าวในโรงงาน
เปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์แบบสหกรณ์ที่เสมอภาคในการผลิต แนวคิดเรื่อง “สหาย” (comrade)
ของสังคมนิยมสะท้อนความพยายามลดระดับความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบเก่า
ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงานหรือในกองทัพ
ลงสู่ฐานที่ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์เท่าเทียมกัน นอกจากนี้
มาร์กซิสต์ยังวิจารณ์ค่านิยมแบบขงจื๊อหรือศาสนาที่บีบบังคับให้ผู้น้อยยอมจำนนต่อผู้อาวุโสว่าเป็นเครื่องมือรักษาระบบชนชั้น
อย่างไรก็ตาม มาร์กซิสม์เองก็ยอมรับคุณค่าของมิตรภาพและความสามัคคีในกลุ่ม
(เช่นคำขวัญ “ชนทุกชั้นจงสามัคคี”)
กล่าวได้ว่ามาร์กซิสม์มุ่งสร้างความสัมพันธ์มนุษย์ที่ปราศจากการกดขี่
ไม่ว่าจากเพศหรือชนชั้น โดยเชื่อว่าจะเป็นจริงได้เมื่อ โครงสร้างเศรษฐกิจ-สังคม
เปลี่ยนไปเป็นระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งในอุดมคติจะ “ปลดปล่อย”
มนุษย์จากการเอารัดเอาเปรียบและสร้างความสัมพันธ์แบบพี่น้องที่แท้จริง
มุมมองทางปรัชญา
นักปรัชญาทั้งตะวันตกและตะวันออกต่างขบคิดเกี่ยวกับคุณค่าของความสัมพันธ์และหน้าที่เชิงจริยธรรมที่มนุษย์พึงมีต่อกัน
- ปรัชญาตะวันตกคลาสสิก: เพลโตและอริสโตเติลให้ความสำคัญกับ
มิตรภาพ (friendship) และ ความสัมพันธ์ในครอบครัว
ในฐานะพื้นฐานของชีวิตที่ดี (eudaimonia) อริสโตเติลกล่าวไว้ว่า
“มนุษย์ไม่มีเพื่อนย่อมไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่
แม้จะมีทรัพย์สมบัติทุกอย่างก็ตาม”
ซึ่งสะท้อนว่ามิตรภาพเป็นสิ่งจำเป็นต่อความสุขของมนุษย์
การมีเพื่อนแท้ที่ปรารถนาดีต่อกันถือเป็นเงื่อนไขหนึ่งของชีวิตที่เจริญงอกงามด้วยคุณธรรม
นอกจากนี้ อริสโตเติลได้จำแนกมิตรภาพออกเป็น 3 ประเภท:
มิตรภาพเพื่อประโยชน์, มิตรภาพเพื่อความพึงใจ
และมิตรภาพแห่งคุณธรรม โดยเขายกย่องมิตรภาพประเภทหลังสุดว่าเป็น มิตรภาพที่สมบูรณ์แบบ
ระหว่างคนดีที่มีคุณธรรมใกล้เคียงกัน ปรารถนาดีต่อกันอย่างแท้จริง
และพร้อมช่วยเหลือกันในสิ่งที่ดีงามเสมอ แนวคิดนี้สอดคล้องกับสุภาษิตที่ว่า “เพื่อนแท้คือคนที่รักเราทุกเมื่อ” (ดูสุภาษิต
17:17 ซึ่งตรงกับที่อริสโตเติลมองว่ามิตรภาพที่ดีจะไม่สลายไปตามประโยชน์หรือความเพลิดเพลินที่ได้จากกันเท่านั้น)
สำหรับความสัมพันธ์ในครอบครัว อริสโตเติลใน Politics มองครอบครัวว่าเป็นหน่วยพื้นฐานของรัฐ
และภายในครอบครัวก็มีความสัมพันธ์แบบ ลำดับชั้นธรรมชาติ เช่น
สามีมีภาวะผู้นำเหนือภรรยาเหมือนการปกครองแบบราชาธิปไตยโดยธรรม
(แต่ควรปกครองด้วยคุณธรรม), บิดาปกครองบุตรแบบกษัตริย์ทรงธรรม,
นายปกครองทาส (ลูกจ้างในสมัยนั้น) แบบผู้ปกครองเด็ดขาด
เขาเห็นว่านี่เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ยุคนั้น แต่อริสโตเติลก็ย้ำเรื่อง ความยุติธรรมและคุณธรรม
ที่ผู้นำต้องมีต่อผู้อยู่ใต้ ผู้น้อยเองก็ควรเคารพเชื่อฟังผู้มีคุณธรรม
(แนวคิดนี้แม้จะสะท้อนยุคโบราณ แต่ก็มีเค้าความคิดเรื่อง paternalism
คือการที่ผู้มีอำนาจดูแลผู้ใต้ปกครองเสมือนลูก)
- ปรัชญาตะวันออก: ปรัชญาจีนอย่างขงจื๊อและเมิ่งจื๊อถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดอุดมการณ์ที่ได้กล่าวไปแล้ว
ซึ่งเน้น 仁 (เหริน) หรือความเมตตากรุณา
และ 孝 (เซี่ยว) หรือความกตัญญู
ในความสัมพันธ์ครอบครัว ปรัชญาอินเดียและพุทธปรัชญาก็มีมุมมองเฉพาะเช่นกัน
เช่น หลัก พรหมวิหาร 4 ในพุทธปรัชญา
(เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)
เป็นธรรมะที่ควรใช้ปฏิบัติต่อสรรพสัตว์และผู้อื่นอย่างเสมอหน้า
โดยเฉพาะเมตตาและกรุณาที่ส่งเสริมให้สามีภรรยา พ่อแม่ลูก
หรือเพื่อนมนุษย์ทั่วไปมีความปรารถนาดีต่อกัน ไม่เบียดเบียนกัน แนวคิดเรื่อง อุเบกขา
(วางใจเป็นกลาง)
ช่วยให้เกิดการให้อภัยและไม่ลำเอียงในการตัดสินใจเกี่ยวกับคนใกล้ชิด
นอกจากนี้ปรัชญาฮินดูมีแนวคิดเรื่อง ธรรมะ (หน้าที่อันชอบธรรม)
ของแต่ละสถานภาพในชีวิต เช่น
“ธรรมหรือหน้าที่ของบิดามารดาคือเลี้ยงดูลูกให้เติบใหญ่เป็นคนดี” และ
“ธรรมของบุตรคือการเคารพบูชาบิดามารดา”
(ปรากฏในคัมภีร์พระเวทและคัมภีร์ธรรมศาสตร์บางฉบับ) ส่วนปรัชญาญี่ปุ่นในยุค บูชิโด
สอนเรื่องความจงรักภักดีและเคารพเจ้านายอย่างที่สุด
และการปฏิบัติต่อครอบครัวด้วยความรับผิดชอบและมีเกียรติ –
แม้จะเป็นบริบทซามูไร
แต่ก็เป็นคติความซื่อสัตย์ที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมองค์กรญี่ปุ่นยุคใหม่
- ปรัชญาสมัยใหม่: นักปรัชญาสายคุณธรรม (virtue
ethics) ยังคงยกย่องคุณธรรมเช่น ความซื่อสัตย์,
ความมีเมตตา, ความยุติธรรม ในความสัมพันธ์ทุกระดับ ยกตัวอย่างเช่น Immanuel Kant
นักปรัชญาเยอรมันเสนอ “ข้อบัญญัติสูงสุด”
(categorical imperative) ว่าเราควรปฏิบัติต่อมนุษย์คนอื่น เป็นเป้าหมายในตัวเอง
ไม่ใช่แค่เครื่องมือ (to treat others always as ends in
themselves, never merely as means) หลักการนี้เมื่อปรับใช้กับความสัมพันธ์ต่าง
ๆ หมายความว่า ไม่ว่าจะต่อคู่สมรส ลูกน้อง หรือลูกศิษย์
เราต้องเคารพศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของเขา
ไม่เอาเปรียบใช้เขาเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แนวคิดของ Kant มีอิทธิพลต่อหลักสิทธิมนุษยชนและจริยธรรมวิชาชีพยุคใหม่ เช่น
สิทธิของเด็กและสตรี ที่เน้นว่าทุกคนมีความเป็น ปัจเจกบุคคล ที่มีคุณค่าในตัวเอง
ซึ่งต้องเคารพเสมอ นอกจากนี้ นักปรัชญาในสายสังคมสัญญาประชาคม (เช่น John
Locke, Jean-Jacques Rousseau) ได้เสนอว่าความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
เช่น รัฐกับประชาชน หรือเจ้านายกับลูกจ้าง
ควรตั้งอยู่บนสัญญาใจหรือข้อตกลงร่วมกันที่เป็นธรรม ไม่ใช่การบังคับข้างเดียว
ส่วนนักปรัชญาแนวอัตถิภาวนิยม (existentialism) เช่น Martin
Buber ได้พูดถึงความสัมพันธ์ “ฉัน-ท่าน”
(I-Thou) ว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงพบพานอย่างลึกซึ้งที่มองอีกฝ่ายเป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณเท่าเทียมกัน
มิใช่ “ฉัน-มัน” ที่มองอีกฝ่ายเป็นวัตถุ
สิ่งนี้ให้แง่คิดว่าในทุกความสัมพันธ์ – ไม่ว่าเพื่อนหรือคนในครอบครัว –
เราควรปฏิบัติต่อกันด้วยความเข้าอกเข้าใจและเคารพในความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย
สุดท้าย
นักปรัชญาสตรีนิยมร่วมสมัยได้ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ในอดีตมักถูกครอบงำด้วยโครงสร้างชายเป็นใหญ่
จึงเรียกร้อง การทบทวนศีลธรรม ที่แฝงอคติทางเพศ เช่น Carol
Gilligan เสนอว่าสตรีมักใช้ จริยธรรมแห่งการดูแล
(ethics of care) ในการตัดสินใจทางศีลธรรม
ซึ่งเน้นการรักษาสัมพันธ์และความใส่ใจผู้อื่น
สิ่งนี้ตอกย้ำว่าการเอาใจเขามาใส่ใจเราและความเห็นอกเห็นใจ (empathy) เป็นคุณธรรมสำคัญในความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในครอบครัวและมิตรภาพ
โดยสรุป
มุมมองทางปรัชญามอบกรอบคิดเชิงเหตุผลเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์มนุษย์
ตั้งแต่ประเด็นบทบาท หน้าที่ คุณธรรม ไปจนถึงสิทธิและเสรีภาพ
ทั้งนี้แม้นักปรัชญาแต่ละสำนักจะต่างกัน
แต่เสียงสอดประสานที่มักปรากฏคือเราควรปฏิบัติต่อกันด้วย ความดีงามและเคารพในคุณค่าความเป็นมนุษย์
นั่นเอง
มุมมองทางสังคมศาสตร์
สังคมศาสตร์ (เช่น มานุษยวิทยา สังคมวิทยา
และจิตวิทยาสังคม) ศึกษาความสัมพันธ์มนุษย์ในบริบททางวัฒนธรรม สังคม และจิตวิทยา
ทำให้เราเข้าใจบทบาทหน้าที่
ตลอดจนพลวัตความสัมพันธ์เหล่านี้ในชีวิตจริงอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
- มานุษยวิทยา: นักมานุษยวิทยาพบว่า ความสัมพันธ์ครอบครัวและเครือญาติ
เป็นหัวใจของโครงสร้างสังคมทุกแห่ง แม้รูปแบบจะแตกต่างกัน เช่น
บางวัฒนธรรมเป็นครอบครัวขยาย (อยู่ร่วมกันหลายรุ่น)
บางแห่งเป็นครอบครัวเดี่ยว (พ่อแม่ลูก) ระบบเครือญาติ (kinship
system) กำหนดทั้งสถานภาพทางสังคมและหน้าที่ เช่น สังคมที่เป็น
ปิติลิเนียล (สืบสายตระกูลทางฝ่ายพ่อ)
จะให้อำนาจชายและเครือญาติฝ่ายพ่อมาก ในทางกลับกันระบบ มาตริลิเนียล
(สืบสายทางแม่) จะให้บทบาทสำคัญแก่ฝ่ายหญิง อย่างไรก็ดี
ไม่ว่าวัฒนธรรมใดล้วนมี ข้อห้ามร่วมประเวณีในเครือญาติ (incest
taboo) เพื่อป้องกันปัญหาทางพันธุกรรมและรักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่เครือญาติ
นอกจากนี้ทุกสังคมมีประเพณีการแต่งงานเพื่อจัดระเบียบความสัมพันธ์สามี-ภรรยาและการเลี้ยงดูบุตร
บางวัฒนธรรมยอมรับ พหุสามี/พหุภรรยา ขณะที่ส่วนใหญ่ส่งเสริม ผัวเดียวเมียเดียว
ทั้งนี้ก็เพื่อความมั่นคงในการเลี้ยงดูบุตรหลาน
สิ่งที่มานุษยวิทยาชี้ให้เราเห็นคือ แม้ธรรมเนียมปฏิบัติจะต่างกัน
แต่ทุกสังคมล้วนมีระบบรองรับความสัมพันธ์เหล่านี้ให้ทำงานเป็น หน่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน
และ กลไกถ่ายทอดวัฒนธรรม รุ่นต่อรุ่น เช่น
เด็กทุกสังคมจะถูกสอนให้รู้บทบาทของตนในฐานะลูกและพี่น้องว่าควรเคารพผู้ใหญ่
รักพี่รักน้อง ฯลฯ
- สังคมวิทยา: นักสังคมวิทยามองครอบครัว
โรงเรียน กลุ่มเพื่อน และองค์การงาน เป็น สถาบันทางสังคม ที่ทำหน้าที่สำคัญเพื่อรักษาเสถียรภาพของสังคม
(มุมมองแบบ Functionalism) ครอบครัวถูกมองว่ามีหน้าที่หลายประการ
เช่น การสังคม (socialization) เด็ก –
สอนภาษา ค่านิยม กฎระเบียบให้เด็กกลายเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม, การสนับสนุนทางอารมณ์ – ครอบครัวเป็นแหล่งความรักความอบอุ่นสำหรับสมาชิก, การจัดระเบียบพฤติกรรมทางเพศและการสืบเผ่าพันธุ์ – แต่งงาน/ความสัมพันธ์คู่สมรสควรอยู่ในกรอบที่สังคมยอมรับ และ การให้สถานะทางสังคม
– คนเราเกิดมาในครอบครัวก็ได้รับนามสกุล ชนชั้น ทางชาติพันธุ์
เป็นต้น หากครอบครัวล้มเหลวในหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง (เช่น
ไม่เลี้ยงดูลูกให้ดี) ก็อาจเกิดปัญหาสังคมได้
ด้วยเหตุนี้นักสังคมวิทยาจึงสนใจว่าความเปลี่ยนแปลงเช่น
อัตราหย่าร้างที่สูงขึ้น หรือรูปแบบครอบครัวใหม่ ๆ (เช่น
ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว) จะมีผลอย่างไรต่อสังคมโดยรวม นอกจากนี้
สังคมวิทยายังศึกษา บทบาท (roles) ที่บุคคลแสดงในแต่ละความสัมพันธ์
เช่น Talcott Parsons เสนอแนวคิดเรื่องบทบาทคู่ในครอบครัว
โดยมองว่าสามีในครอบครัวนิวเคลียร์ยุคอุตสาหกรรมทำหน้าที่ “บทบาทเครื่องมือ”
(instrumental role) คือ
ออกไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวและเป็นผู้นำเชิงสถานะสังคม ส่วนภรรยาทำ
“บทบาทแสดงออก” (expressive role) คือ
ดูแลเรื่องบ้านและเป็นผู้ให้กำลังใจทางอารมณ์แก่สมาชิกในบ้าน แม้แนวคิดนี้จะสะท้อนบทบาทแบบดั้งเดิม
(และถูกวิจารณ์ว่าไม่ทันยุคปัจจุบันที่ผู้หญิงก็ทำงานนอกบ้าน)
แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าบทบาททางสังคมกำหนดความคาดหวังต่อพฤติกรรมของแต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้บทบาทดังกล่าวมีความยืดหยุ่นขึ้น เช่น สามีก็ช่วยเลี้ยงลูกทำงานบ้าน
ภรรยาก็เป็นผู้นำในที่ทำงานได้ –
นักสังคมวิทยาปัจจุบันสนใจศึกษาการต่อรองบทบาทเหล่านี้ (role
negotiation) และผลกระทบต่อความสัมพันธ์
ตัวอย่างหนึ่งคือแนวคิด ความขัดแย้งระหว่างบทบาท (role
conflict) เช่น เมื่อคนคนหนึ่งเป็นทั้งแม่และเป็นลูกจ้าง
อาจเกิดความตึงเครียดในการแบ่งเวลาให้ทั้งลูกและงาน
ความเข้าใจถึงบทบาทและความคาดหวังที่แตกต่างนี้ช่วยให้สังคมออกแบบนโยบาย
(เช่น ลาคลอด, เวลาทำงานยืดหยุ่น)
เพื่อสนับสนุนให้ความสัมพันธ์ทุกด้านดำเนินไปได้ดี
- จิตวิทยาสังคม: มุมมองทางจิตวิทยาสังคมเจาะลึกถึงกระบวนการทางจิตใจในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
งานวิจัยจำนวนมากช่วยให้เราเข้าใจวิธีเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
และระบุปัจจัยที่บั่นทอนความสัมพันธ์ ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีความผูกพัน (Attachment
Theory) ของ John Bowlby และ Mary
Ainsworth อธิบายว่าเด็กที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอในวัยทารกจะพัฒนา
รูปแบบความผูกพันที่มั่นคง (secure attachment) ส่งผลให้โตขึ้นมีแนวโน้มสร้างความสัมพันธ์รักหรือมิตรภาพที่ไว้วางใจและมั่นคง
ในทางกลับกัน เด็กที่ถูกทอดทิ้งหรือได้รับประสบการณ์ลบ
อาจเกิดรูปแบบความผูกพันไม่มั่นคง
ทำให้เมื่อโตมามีแนวโน้มกลัวการถูกทอดทิ้งหรือหวาดระแวงในความรัก งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า
ท่าทีของพ่อแม่ในวัยเด็ก ส่งผลยาวนานต่อบุคลิกภาพด้านความสัมพันธ์ของลูก
นอกจากนี้ ทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทางสังคม (Social Exchange
Theory) มองว่าความสัมพันธ์ (เช่น มิตรภาพหรือคู่ชีวิต)
จะยั่งยืนหากทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่า “ได้สิ่งที่คุ้มค่า” จากความสัมพันธ์และ มีความยุติธรรม
(equity) กล่าวคือ
ผลประโยชน์ที่ได้รับและเสียไปสมดุลกัน
ถ้าฝ่ายหนึ่งรู้สึกเสียสละมากกว่าโดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางใจที่พอเหมาะ
ก็อาจเกิดความขัดแย้งหรือสิ้นสุดความสัมพันธ์ได้
ดังนั้นนักจิตวิทยาจึงแนะนำให้คู่รักหรือเพื่อนสนิทพยายามทำสิ่งดีๆ
ให้กันอย่างสมดุลและสื่อสารความต้องการกันตรงไปตรงมา ด้านความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
งานวิจัยของ สแตนลีย์ มิลแกรม (1963) และ ฟิลิป
ซิมบาร์โด (1971) ให้ภาพที่ชัดเจนว่าคนเราสามารถปฏิบัติตามบทบาทผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจได้เกินคาด
หากสภาพแวดล้อมเอื้อ (เช่น การทดลองของมิลแกรม
แสดงว่าคนทั่วไปยอมทำร้ายผู้อื่นเมื่อได้รับคำสั่งจากผู้มีอำนาจ)
สิ่งนี้กระตุ้นให้มีการออกแบบระบบการทำงานและการศึกษาให้พอดี มี การตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ
(checks and balances) เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต
ทั้งนี้งานศึกษาก็พบว่า ความเป็นผู้นำแบบยอมรับฟังและสนับสนุนลูกน้อง สัมพันธ์กับความพึงพอใจและผลงานของผู้ใต้บังคับบัญชาสูงขึ้น
ในทางตรงข้าม ผู้นำที่เผด็จการจะสร้างความเครียดและความขัดแย้ง
สอดคล้องกับแนวคิด Leader-Member Exchange (LMX) ในจิตวิทยาองค์การที่ชี้ว่าหัวหน้าที่สร้างความไว้วางใจและสนับสนุนสมาชิก
จะได้รับความร่วมมือและผลงานที่ดีกว่า ส่วนในบริบทห้องเรียน ปรากฏการณ์พิกเมเลียน
(Pygmalion effect) ชี้ว่าความคาดหวังของครูมีผลอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของนักเรียน
ครูที่เชื่อมั่นและตั้งความหวังว่านักเรียนจะทำได้ดี
มักมีพฤติกรรมส่งเสริมที่ทำให้นักเรียนคนนั้นเรียนดีขึ้นจริงๆ ตรงกันข้าม
ครูที่ดูแคลนนักเรียนก็อาจเผลอปฏิบัติแย่ใส่ ส่งผลให้นักเรียนขาดกำลังใจและผลงานแย่ลง
งานวิจัยนี้สะท้อนว่า ทัศนคติและอคติที่เรามีต่อผู้อื่นสามารถกลายเป็นคำพยากรณ์ที่ตอบสนองตนเอง
(self-fulfilling prophecy) ได้ ดังนั้นในทุกความสัมพันธ์
โดยเฉพาะบทบาทที่มีอิทธิพล เช่น ครู-ศิษย์ หรือ หัวหน้า-ลูกน้อง
การมีท่าทีเชิงบวกและให้เกียรติแก่กันย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย
โดยสรุป สังคมศาสตร์ช่วยตอกย้ำความสำคัญของ บทบาทที่ชัดเจนและคาดหวังที่เป็นธรรม,
การสื่อสารและการสนับสนุนทางอารมณ์, ความยุติธรรมและดุลยภาพในการแลกเปลี่ยน ตลอดจน การตระหนักรู้ถึงอคติและอิทธิพลของบริบททางสังคม
ต่อความสัมพันธ์ หากเรานำความรู้นี้มาประยุกต์
ก็จะสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงและลดความขัดแย้งในระดับบุคคลและสังคมได้
มุมมองทางมนุษยศาสตร์
มนุษยศาสตร์ (เช่น วรรณกรรม ศิลปวัฒนธรรม
จริยธรรม และประเพณี) ช่วยให้เราเข้าใจคุณค่าของความสัมพันธ์มนุษย์ผ่านเรื่องราว
แนวปฏิบัติ และหลักคุณธรรมที่ตกทอดมา
- วรรณกรรมและศิลปะ: เรื่องเล่าและศิลปกรรมจากทุกยุคสมัยสะท้อนให้เห็นภาพความสัมพันธ์ทั้งด้านบวกและด้านลบ
เพื่อสอนใจผู้คน ตัวอย่างเช่น วรรณคดีไทยเรื่อง สังข์ทอง สอดแทรกคติว่าพ่อแม่ควรมองเห็นคุณค่าของลูกทุกคน
(พระสังข์ซึ่งถูกหมางเมินเพราะดูไม่งาม แต่แท้จริงวิเศษสุด)
และสอนให้ลูกมีความเพียรและกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ อีกตัวอย่างหนึ่ง รามเกียรติ์
แสดงภาพอุดมคติของความกตัญญูของพระรามที่ยอมออกป่า 14 ปีตามคำสั่งบิดา
และความซื่อสัตย์ของพระราม-นางสีดาในฐานะคู่ครองที่ไม่ทอดทิ้งกัน
แม้บทประพันธ์จะเกินจริง แต่ก็ชี้บรรทัดฐานทางจริยธรรมที่คนควรยึดถือ
วรรณคดีตะวันตกเช่น King Lear ของเชคสเปียร์
เป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดจากลูกสาวที่อกตัญญูต่อบิดา
สะท้อนให้เห็นว่าการทรยศความไว้ใจในความสัมพันธ์พ่อ-ลูกนำมาซึ่งความพินาศทั้งครอบครัว
ดังนั้นงานวรรณกรรมมักทำหน้าที่ กระจก ให้เราตรวจสอบการกระทำของตนในความสัมพันธ์:
ชี้ให้เห็นอุดมคติที่ควรทำตาม และเตือนถึงผลร้ายของการละเมิดคุณธรรม
- จริยธรรมและศาสนธรรมพื้นบ้าน: ในทุกสังคมมีชุดกฎศีลธรรมหรือ
จรรยาบรรณประเพณี ที่นิยามว่าผู้คนควรปฏิบัติต่อกันอย่างไร เช่น
ในสังคมไทยแต่โบราณ มี คติธรรม ที่พ่อแม่ถ่ายทอดสู่ลูก เช่น
“รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี”
หมายถึงความรักของพ่อแม่ที่ต้องรู้จักฝึกสอนลูกด้วยวินัย
(แม้บางครั้งจะต้องตีสอน) ซึ่งสะท้อนความเชื่อว่า วินัยและความหวังดีที่เข้มงวด
เป็นคุณในความสัมพันธ์พ่อแม่-ลูก (แม้ค่านิยมยุคใหม่อาจมองต่างไป)
หรือสุภาษิต “พี่รักน้อง น้องรักพี่ ไม่มีสิ่งใดกั้นกลาง”
ที่เน้นความสามัคคีของพี่น้อง วัฒนธรรมการไหว้ครู ในไทยก็เป็นประเพณีที่ตอกย้ำความสำคัญของความเคารพในความสัมพันธ์ครู-ศิษย์
โดยมีพิธีการให้ศิษย์แสดงความนอบน้อม และครูก็ให้พรศิษย์
เป็นการเริ่มต้นปีการศึกษาด้วยความผูกพันทางใจ ประเพณีในที่ทำงานไทยบางแห่ง
เช่น การเรียกผู้อาวุโสกว่าในที่ทำงานว่า “พี่” และผู้เยาว์กว่าว่า “น้อง”
ก็สะท้อน วัฒนธรรมพี่น้องในที่ทำงาน ที่แม้จะมีลำดับตำแหน่ง
แต่ก็คาดหวังความเอื้อเฟื้อกันแบบครอบครัว
- คติชนและคำสอนดั้งเดิม: นิทานพื้นบ้าน
ตำนาน และสุภาษิต เป็น คลังปัญญาชาวบ้าน ที่กลั่นหลักปฏิบัติในความสัมพันธ์ให้เข้าใจง่าย
เช่น นิทานเรื่อง พี่น้องสองกษัตริย์ ที่แย่งราชสมบัติกัน สอนว่า ความโลภอิจฉาระหว่างพี่น้องนำหายนะมาให้ครอบครัว;
นิทานเรื่อง เพื่อนแท้สี่คน ที่ร่วมผจญภัย สอนว่า ความสามัคคีและความซื่อสัตย์ระหว่างเพื่อนนำไปสู่ความสำเร็จ
ในขณะที่คนที่คิดทรยศเพื่อนจะพบจุดจบที่เลวร้าย สุภาษิตต่าง ๆ เช่น
“เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก”
เตือนให้เราเลือกคบเพื่อนที่จริงใจพร้อมช่วยเหลือไม่ใช่เพื่อนที่คบกันเพียงผลประโยชน์
เช่นเดียวกับสำนวน “สามีภรรยาเหมือนลิ้นกับฟัน” ที่สื่อว่าคู่ชีวิตอาจมีขัดใจกันบ้างเป็นธรรมดา
แต่ก็ต้องรู้จักให้อภัยและอยู่ร่วมกันต่อไป
โดยรวม มุมมองมนุษยศาสตร์เน้น การปลูกฝังคุณค่าทางจริยธรรมและความเห็นอกเห็นใจ
ในความสัมพันธ์ ผ่านเรื่องเล่า ประเพณี และคำสอนที่เข้าถึงจิตใจคน
ความสัมพันธ์ที่ดีถูกวาดภาพให้เป็นสิ่งสวยงามน่าปรารถนา
ในขณะที่ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษถูกเตือนถึงผลลัพธ์เลวร้าย แนวคิดเช่น ความรักความผูกพันในครอบครัว,
มิตรภาพที่ยั่งยืน, ความกตัญญูและความซื่อสัตย์ มักปรากฏเป็นธีมหลักให้เราเห็นความสำคัญและปฏิบัติตาม
จึงกล่าวได้ว่ามนุษยศาสตร์ช่วยเสริมสร้าง ความเข้าใจทางอารมณ์และคุณธรรม ในความสัมพันธ์
ที่บางครั้งวิทยาศาสตร์อาจอธิบายไม่ได้ทั้งหมด
มุมมองทางประวัติศาสตร์
มิติทางประวัติศาสตร์เผยให้เห็นว่า รูปแบบความสัมพันธ์มนุษย์มิได้หยุดนิ่ง
หากแต่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เงื่อนไขทางเศรษฐกิจสังคม และแนวคิดที่เปลี่ยนไป
การศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ช่วยให้เข้าใจว่าหลักปฏิบัติและท่าทีในความสัมพันธ์ที่เราเห็นเป็นเรื่องปกติทุกวันนี้
ในอดีตอาจแตกต่างออกไปมาก และแนวโน้มอนาคตก็อาจเปลี่ยนไปอีก
- ยุคโบราณและยุคกลาง: ในหลายอารยธรรมยุคโบราณ
(เช่น กรีก โรมัน อินเดีย จีน)
สถาบันครอบครัวเป็นหน่วยผลิตและหน่วยทรัพย์สินที่สำคัญ เช่น ในกรุงโรม บิดา
มีอำนาจเบ็ดเสร็จในครอบครัว (patria potestas) สามารถตัดสินใจแทนลูกและภรรยาได้
การสมรสในชนชั้นสูงมักเป็นเรื่องพันธมิตรระหว่างตระกูลมากกว่าเรื่องความรัก (arranged
marriage) ผู้หญิงถูกจัดว่าเป็นสมบัติครอบครัวฝ่ายสามี
(เช่นระบบ coverture ในอังกฤษยุคหลัง)
ลูกสาวมักไม่ได้รับมรดกเท่าลูกชาย ส่วนลูกชายคนโตมักได้รับสิทธิพิเศษ (primogeniture)
ในฐานะผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป
ความสัมพันธ์พ่อแม่-ลูกในสังคมดั้งเดิมมีระยะห่างทางอำนาจสูง
เด็กถูกคาดหวังให้เชื่อฟังโดยไม่มีข้อแม้และการลงโทษทางร่างกายถือเป็นเรื่องปกติในการสั่งสอน
(แนวคิด “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ปรากฏในหลายวัฒนธรรมไม่ใช่เฉพาะไทย)
สำหรับพี่น้องในสังคมเกษตรกรรม
มักอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวขยายภายใต้ผู้อาวุโสของตระกูล
ความขัดแย้งระหว่างพี่น้อง (เช่น เรื่องมรดก)
อาจนำไปสู่การแตกครอบครัวหรือทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง
(ดังเห็นในพงศาวดารหลายเรื่อง) ด้านความสัมพันธ์เพื่อน
ในยุคที่สังคมยังเป็นชุมชนเล็กและเครือญาติ
ความเป็นเพื่อนอาจไม่ถูกเน้นเท่าวันนี้ โดยมิตรภาพมักเกิดในกลุ่มเพศเดียวกัน
(เช่น พวกทหาร, กลุ่มสตรีทอผ้า)
มากกว่าระหว่างชายหญิงซึ่งถูกจำกัดปฏิสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ครู-ศิษย์ในอดีตเป็นแบบ
เจ้าคุณลูกหลาน คือครูมีสถานะสูงส่ง (เช่น บทบาทของ กูรู ในอินเดีย,
อาจารย์ปราชญ์ ในจีนโบราณ)
ศิษย์ต้องปรนนิบัติรับใช้ครูและเชื่อฟังโดยเคร่งครัดเพื่อแลกความรู้
(มีคำกล่าวจีนว่า “一日为师,终身为父” – เป็นครูหนึ่งวัน เป็นดั่งพ่อตลอดชีวิต)
ส่วนนาย-บ่าวในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชหรือศักดินา ความสัมพันธ์มีลักษณะ อุปถัมภ์แบบขัดแย้ง
คือนายให้ที่อยู่ที่กินและการคุ้มครอง
ขณะที่บ่าว/ไพร่ให้แรงงานและความจงรักภักดี
แต่ความสัมพันธ์นี้ไม่เท่าเทียมอย่างมาก บ่าวไพร่ไม่มีสิทธิทัดเทียม
ขึ้นกับเมตตาของนายเป็นหลัก
- ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมถึงสมัยใหม่: ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่
18 เป็นต้นมาได้ปรับโครงสร้างความสัมพันธ์มนุษย์อย่างใหญ่หลวง
การปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้คนย้ายจากชนบทสู่เมือง, ครอบครัวขยายแตกออกเป็นครอบครัวเดี่ยว
(เพราะแรงงานต้องไปทำงานในเมือง โรงงานไม่เอื้อต่อการอยู่กันหลายคน)
นักคิดอย่าง John Locke และ Jean-Jacques
Rousseau ในยุค Enlightenment เริ่มท้าทายอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชและระบบชายเป็นใหญ่
โดยเสนอแนวคิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและความเสมอภาค
สิ่งนี้มีอิทธิพลโดยตรงต่อความสัมพันธ์ เช่น ภายในครอบครัว: มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง (movement for
married women’s property rights) ทำให้ในศตวรรษที่ 19
กฎหมายตะวันตกหลายแห่งเริ่มทยอยยกเลิกระบบสามีเป็นเจ้าของทรัพย์สินและร่างกายภรรยา
(coverture) เช่น ในอเมริกาศตวรรษที่ 19 แม้กฎหมายยังถือว่าการสมรสคือความสัมพันธ์ที่สามีมีอำนาจครอบงำภรรยา
แต่ก็เริ่มมีช่องทางให้ภรรยาขอหย่าหรือมีทรัพย์สินของตนเองได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
มีการออกกฎหมายให้ผู้หญิงแต่งงานแล้วสามารถถือครองทรัพย์สินหรือฟ้องร้องคดีได้โดยไม่ต้องผ่านสามี
(เช่น Married Women’s Property Act 1882 ในอังกฤษ)
รวมถึงการเลิกทาสซึ่งเปลี่ยนสถานะความสัมพันธ์นาย-บ่าวไปโดยสิ้นเชิง
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทั่วโลกตะวันตก
(และประเทศอื่นที่รับค่านิยมสมัยใหม่) มีการสถาปนา สิทธิการเลือกตั้งของสตรี
และ สิทธิเด็ก (เช่น ห้ามใช้แรงงานเด็ก, บังคับการศึกษาภาคบังคับ)
ทำให้ความสัมพันธ์พ่อแม่-ลูกมีการคุ้มครองตามกฎหมายเพิ่ม
พ่อแม่ไม่มีสิทธิกระทำทารุณกรรมลูกอีกต่อไปโดยไม่ผิดกฎหมาย แนวคิด คู่สมรสเป็นหุ้นส่วนชีวิตที่เท่าเทียมกัน
เริ่มแพร่หลายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะในคริสต์ทศวรรษ
1960-1970 ที่กระแสสตรีนิยมและสิทธิพลเมืองเฟื่องฟู
ทำให้หลายประเทศแก้กฎหมายให้สามีภรรยาเสมอภาค (เช่น
กำหนดว่าการข่มขืนในสมรสเป็นความผิดอาญา)
ยอมรับการหย่าร้างโดยความสมัครใจทั้งสองฝ่าย และครอบครัวรูปแบบใหม่ ๆ (เช่น
การอยู่ร่วมกันโดยไม่แต่งงาน, คู่รักเพศเดียวกัน)
ถูกพูดถึงอย่างเปิดเผยมากขึ้น
- สังคมปัจจุบันและแนวโน้มอนาคต: ในคริสต์ศตวรรษที่
21 เราเห็นความสัมพันธ์มนุษย์มาถึงจุดที่ เน้นความเท่าเทียมและเคารพเสรีภาพส่วนบุคคล
อย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งหมดไป
หากแต่แบบแผนเปลี่ยนไปชัดเจน เช่น
พ่อแม่ยุคใหม่ถูกคาดหวังให้เลี้ยงลูกด้วยเหตุผลและความเข้าใจ
ไม่ใช้อำนาจเด็ดขาดหรือลงโทษรุนแรง (แนวคิด positive parenting
หรือการเลี้ยงดูเชิงบวก) คู่สมรสจำนวนมากประกอบอาชีพทั้งคู่
แบ่งงานบ้านงานเลี้ยงลูกกัน (role sharing) ไม่จำกัดว่าฝ่ายหญิงต้องเป็นแม่บ้านเสมอไปและฝ่ายชายต้องหาเงินคนเดียว
การตัดสินใจแต่งงานหรือมีลูกก็กลายเป็นเรื่องความสมัครใจส่วนบุคคลมากขึ้น
(คนรุ่นใหม่บางส่วนเลือกไม่แต่งงานหรือไม่มีลูก)
ความสัมพันธ์พี่น้องก็เปลี่ยนจากระบบพึ่งพิงอาวุโสมาเป็นแนว “เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน”
มากขึ้น กล่าวคือ พี่น้องมักคุยกันแบบเพื่อน ช่วยกันทำกิจกรรม
และพ่อแม่ก็ให้ความสำคัญว่าลูกทุกคนมีสิทธิเท่ากัน
(ไม่มีการยกมรดกให้อีกคนมากกว่าเพราะเป็นพี่ชายคนโตเช่นแต่ก่อน) ความสัมพันธ์ครู-ศิษย์เปลี่ยนในเชิงที่ผู้เรียนมีบทบาทและสิทธิขึ้น
ครูไม่ได้เป็นผู้เผด็จการเบ็ดเสร็จอีกต่อไป
ในบางประเทศมีกฎหมายห้ามครูทำโทษร่างกายหรือกลั่นแกล้งนักเรียน บทบาทของครูเริ่มเป็น
ผู้แนะนำและผู้ร่วมเรียนรู้ มากกว่าจะเป็นผู้ปกครองศิษย์แบบเก่า
(ดังคำกล่าว “ครูคือโค้ช”) ส่วน ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน ปัจจุบันนิยมการจัดองค์กรแบบแบนราบ
(flat organization) ลดลำดับชั้น
เพื่อให้เจ้านายลูกน้องทำงานแบบทีมมากขึ้น นายจ้างสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตลูกจ้าง
(เช่น สวัสดิการ, ความปลอดภัย, สมดุลชีวิตการทำงาน)
เพราะตระหนักว่าลูกจ้างที่มีความสุขจะทำงานได้ดี (ผลการศึกษาพบว่าภาวะผู้นำที่เปิดกว้างและเห็นอกเห็นใจ
มีความสัมพันธ์กับความจงรักภักดีและประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงขึ้น)
ในทางกลับกัน ลูกน้องยุคใหม่ก็กล้าแสดงความคิดเห็น
เสนอนวัตกรรม และคาดหวังว่าจะได้รับการปฏิบัติอย่างเคารพ
ไม่ยอมรับวัฒนธรรมองค์กรที่กดขี่ (เช่น
การดุด่าประจานลูกน้องต่อหน้าคนอื่นกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้) จะเห็นได้ว่าประวัติศาสตร์ได้ก้าวจากยุคที่ความสัมพันธ์ถูกกำหนดด้วย
สถานะและหน้าที่ ตายตัว มาสู่ยุคที่ความสัมพันธ์ถูกสร้างขึ้นด้วย การสื่อสารและข้อตกลงร่วมกันบนพื้นฐานสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล
แนวโน้มอนาคตยังคงเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ยืดหยุ่น ปรับตัวตามบริบท (เช่น
การสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลทำให้รูปแบบมิตรภาพและเครือข่ายการทำงานข้ามพรมแดน)
ทว่าหลักการสำคัญเช่น การเคารพซึ่งกันและกันและความยุติธรรม ยังเป็นค่านิยมที่ต่อเนื่องและอาจยิ่งสำคัญขึ้นในโลกยุคใหม่
มุมมองทางวิทยาศาสตร์
ศาสตร์สมัยใหม่ทั้งสายชีววิทยา วิทยาศาสตร์สมอง
และพฤติกรรมศาสตร์ ได้เปิดเผยรากฐานและกลไกเบื้องหลังความสัมพันธ์มนุษย์
ทำให้เข้าใจว่าทำไมเราจึงผูกพันรักใคร่ หรือขัดแย้งกันในบางครั้ง
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ไม่ได้ลดทอนคุณค่าความสัมพันธ์ หากแต่ช่วย สนับสนุน
ให้เราสร้างความสัมพันธ์ที่ดีด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องยิ่งขึ้น
- ชีววิทยาวิวัฒนาการ: ทฤษฎี “การคัดเลือกเครือญาติ” (kin selection) ในชีววิทยาอธิบายว่าพฤติกรรมเสียสละเพื่อญาติพี่น้องมีวิวัฒนาการมาได้อย่างไร
แนวคิดหลักคือสิ่งมีชีวิต (รวมถึงมนุษย์)
มีแนวโน้มช่วยเหลือผู้ที่มีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมกับตน
เพราะแม้ตัวเองจะเสียสละไป
แต่ญาติผู้มีกรรมพันธุ์ร่วมกันก็สามารถสืบทอดยีนของตนต่อได้ นั่นหมายความว่าจากมุมมองของยีน
การช่วยเหลือ ลูกหรือพี่น้อง ย่อมเพิ่มความสำเร็จในการส่งต่อยีนสู่รุ่นถัดไปไม่ต่างจากช่วยตัวเอง
ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น พ่อแม่รักและปกป้องลูกยิ่งชีวิต
สะท้อนสัญชาตญาณพื้นฐานที่ต้องรักษายีนครึ่งหนึ่งของตนในตัวลูกให้รอดปลอดภัย
หรือพี่น้องที่อายุแก่กว่ามักปกป้องน้องเล็กโดยธรรมชาติ นี่ไม่ได้แปลว่ามนุษย์รักกันเพราะ
“ถูกยีนบงการ” เท่านั้น
แต่ทำให้เข้าใจว่าความผูกพันในครอบครัวมีรากฝังลึกในกลไกการอยู่รอดของสายพันธุ์มนุษย์
นอกจากนี้ แนวคิด การเลือกคู่ (mate selection) ทางชีววิทยาอธิบายว่าหลาย
ๆ พฤติกรรมระหว่างชายหญิง (หรือคู่รัก) มีพื้นฐานจากการเพิ่มโอกาสสืบพันธุ์
เช่น
ผู้ชายบางครั้งแสดงพฤติกรรมหวงคู่รักเนื่องจากในเชิงวิวัฒนาการต้องการมั่นใจว่าลูกที่เลี้ยงดูเป็นลูกของตนจริง
ส่วนผู้หญิงมักมองหาคู่ที่มีความสามารถหาเลี้ยงหรือมีคุณสมบัติส่งเสริมการอยู่รอดของลูก
(อธิบายวัฒนธรรมดั้งเดิมที่นิยมชายที่มั่นคงและหญิงที่อ่อนโยนเลี้ยงดู)
แน่นอนว่าในมนุษย์ซับซ้อนกว่าสัตว์
เพราะมีปัจจัยทางสังคมและความรักใคร่เชิงจิตใจเข้ามา
แต่ชีววิทยาวิวัฒนาการช่วยฉายภาพบางส่วนของ แรงขับ (drive)
พื้นฐานในความสัมพันธ์มนุษย์
- ประสาทวิทยาและฮอร์โมน: การศึกษาสมองเผยให้เห็นว่าสารเคมีในสมองและฮอร์โมนมีบทบาทอย่างยิ่งในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์
เรารู้จัก “อ๊อกซีโตซิน” (oxytocin) ซึ่งได้รับฉายาว่า “ฮอร์โมนแห่งความรัก” หรือ “ฮอร์โมนกอด” เพราะมันหลั่งออกมาเมื่อคนเรามีปฏิสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน เช่น
ขณะกอด สัมผัส พูดคุยอย่างลึกซึ้ง รวมถึงหลั่งมากในเหตุการณ์พิเศษเช่น
แม่คลอดลูกและให้นมลูก, หรือระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
ฮอร์โมนนี้มีผลทำให้เรารู้สึกผูกพัน ไว้วางใจ
และสงบใจเมื่ออยู่กับคนที่เรารัก
นอกจากนี้อ๊อกซีโตซินยังเกี่ยวข้องกับการลดความเครียด
(เพราะมันลดระดับฮอร์โมนความเครียดเช่นคอร์ติซอล)
งานวิจัยล่าสุดยืนยันว่าอ๊อกซีโตซินไม่ได้มีผลเฉพาะในคู่รักหรือแม่-ลูก
แต่ยังมีบทบาทในการสร้าง มิตรภาพ ด้วย จากการทดลองกับสัตว์สังคมเช่น แพร์รี่โวล
(หนูทุ่งชนิดหนึ่งที่มีพฤติกรรมคู่ชีวิตคล้ายมนุษย์)
พบว่าหนูที่ถูกปรับแต่งพันธุกรรมให้ไม่มีตัวรับอ๊อกซีโตซิน
จะใช้เวลานานผิดปกติในการสร้าง “เพื่อน”
ตัวใหม่และมีความผูกพันกับเพื่อนไม่ชัดเจนเท่าหนูปกติ
แถมยังไม่ค่อยแยกแยะระหว่างเพื่อนกับตัวแปลกหน้าด้วย แสดงว่าอ๊อกซีโตซินช่วยกระตุ้นทั้งด้าน
การเข้าหาผู้อื่น (approach) และ การจดจำเลือกสังคม
(social selectivity) ว่าใครคือมิตร
(แม้ในการสร้างคู่ชีวิตระยะยาว อาจมีฮอร์โมน/สารสื่อประสาทอื่นร่วมด้วย เช่น โดพามีน
และ ซีโรโทนิน ที่เกี่ยวข้องกับระบบรางวัลและอารมณ์)
นอกจากอ๊อกซีโตซินแล้ว ฮอร์โมนอื่นๆ ก็มีส่วน: อะดรีนาลีนและนอร์อะดรีนาลีน
สูงขึ้นในช่วงคนเราตกหลุมรักใหม่ ๆ ทำให้ใจเต้นแรง ตื่นตัว (เหมือนอาการ
“รักแรก” ที่หัวใจเต้นแรงเมื่อเจอคนรัก), เอนดอร์ฟิน หลั่งเมื่อเราใช้เวลาดี ๆ กับเพื่อนหรือครอบครัว
ทำให้รู้สึกมีความสุขสงบและอบอุ่นใจ (คล้ายฤทธิ์มอร์ฟีนธรรมชาติ) ส่วน ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน
เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมแข่งขันและความก้าวร้าว
พบว่าความขัดแย้งในที่ทำงานหรือความตึงเครียดระหว่างเจ้านายกับลูกน้องอาจสัมพันธ์กับการที่ทั้งสองฝ่ายมีระดับเทสโทสเทอโรน/คอร์ติซอลที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองแบบต่อสู้หรือหนี
(fight or flight) ดังนั้นในปัจจุบันมีงานวิจัยด้าน ประสาทวิทยาสังคม
(social neuroscience) ที่พยายามเข้าใจว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมเปลี่ยนเคมีในสมองเราอย่างไร
และในทางกลับกัน เคมีสมองก็มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางสังคมอย่างไร เช่น
คนที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างอบอุ่นอาจมีระบบอ๊อกซีโตซินที่ไวเป็นพิเศษ
ทำให้เป็นคนไว้วางใจและผูกพันกับคนได้ง่าย
ต่างจากคนที่เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมรุนแรงซึ่งระบบฮอร์โมนความเครียดพัฒนาเกินพอดีจนระแวงคนง่าย
- วิทยาศาสตร์พฤติกรรมและจิตวิทยาวิวัฒนาการ:
นอกจากชีววิทยาแข็งแล้ว งานศึกษาพฤติกรรมมนุษย์เชิงทดลองก็ให้ข้อมูลน่าสนใจ
เช่น การทดลองของแฮร์รี่ ฮาร์โลว์ กับลูกลิงแสดงว่า การขาดความรักความอบอุ่นในวัยทารกส่งผลร้ายแรง
ต่อพัฒนาการอารมณ์ – ลูกลิงที่ไม่มีแม่กอด (เลี้ยงด้วยแม่จำลองลวด)
โตมามีพฤติกรรมผิดปกติ ไม่เข้าสังคม, ส่วนลูกลิงที่มีตุ๊กตาแม่นุ่มๆ
ให้กอดมีพัฒนาการดีกว่า
นี่ตอกย้ำว่าความผูกพันทางกายภาพและอารมณ์ในช่วงแรกเกิดเป็นพื้นฐานให้สัตว์สังคมสร้างความสัมพันธ์ปกติได้ในอนาคต
ด้าน จิตวิทยาวิวัฒนาการ มีการอธิบายพฤติกรรมเช่น “สัญชาตญาณความเป็นแม่” ว่ามีพื้นฐานจากการที่สตรีที่ทะนุถนอมลูกอ่อนมีแนวโน้มที่ลูกจะรอดและถ่ายทอดยีนต่อ
มากกว่าคนที่ละเลยลูก (ดังนั้นยีนของฝ่ายแรกจึงถูกส่งต่อมากกว่า)
สิ่งนี้สะท้อนผ่านพฤติกรรมระดับสากล เช่น แม่จะตอบสนองทันทีเมื่อลูกอ่อนร้อง
และเด็กทารกก็มีลักษณะน่าเอ็นดู (เช่น ตากลมโต หน้าผากยื่น)
ที่กระตุ้นให้ผู้ใหญ่รู้สึกอยากดูแล (นักวิทยาศาสตร์เรียก baby
schema effect) ในความสัมพันธ์หนุ่มสาว
งานศึกษาพบพฤติกรรมบางอย่างที่อธิบายได้ด้วยทฤษฎีการลงทุนของเพศ (Parental
Investment Theory): ผู้หญิงโดยทั่วไปให้ความสำคัญกับ ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ
ของคู่ เพราะการตั้งครรภ์และเลี้ยงลูกอ่อนมีต้นทุนสูง
จึงต้องเลือกพ่อของลูกที่มีแนวโน้มช่วยเลี้ยงดูได้ ส่วนผู้ชายให้ความสำคัญกับ
ความอ่อนวัยและสุขภาพ ของผู้หญิง
เพราะบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ในการให้กำเนิดบุตร
(ทั้งนี้อยู่ในจิตใต้สำนึกและถูกวัฒนธรรมกลบเกลื่อนบางส่วน) อย่างไรก็ดี
วิทยาศาสตร์ไม่ได้นำมาใช้เพื่อ ชี้ถูกผิดทางศีลธรรม แต่เพื่อให้เข้าใจ
เหตุปัจจัยเชิงกลไก เช่น ทำไมมนุษย์จึงหวงแหนคนรัก, ทำไมพ่อแม่จึงรักลูกมาก, ทำไมเราจึงเชื่อใจหรือไม่เชื่อใจคนบางคน
เป็นต้น
ความรู้นี้สนับสนุนการสร้างนโยบายหรือการบำบัดที่ช่วยแก้ปัญหาความสัมพันธ์
เช่น การบำบัดคู่รักโดยให้ฝึกกอดสัมผัสมากขึ้น
เพื่อกระตุ้นอ๊อกซีโตซินให้คู่รู้สึกผูกพันกันมากขึ้น, การจัดให้เด็กกำพร้าได้รับการเลี้ยงดูแบบครอบครัวอุปถัมภ์เพื่อเติมเต็มความผูกพัน,
หรือการฝึกอบรมภาวะผู้นำให้หัวหน้าทีมเรียนรู้ที่จะสื่อสารเชิงบวกสร้างความไว้วางใจ
เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป
วิทยาศาสตร์ช่วยยืนยันความจริงที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคมโดยธรรมชาติ เรามีระบบชีววิทยาและสมองที่เอื้อให้สร้างความรักความผูกพันต่อกัน
และตอบสนองในทางบวกเมื่อได้รับการปฏิบัติที่ดี
ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขที่หลั่งเมื่อได้ใช้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อน,
หรือยีนที่ทำให้เรารักญาติพี่น้องของตนเอง
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ถูกกำหนดให้ ต้อง ทำสิ่งใด
แต่หมายความว่าความสัมพันธ์ที่ดีนั้น สอดคล้องกับธรรมชาติของเราเอง และเมื่อใดที่ความสัมพันธ์บิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ
(เช่น ถูกทารุณ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมเป็นพิษ)
ก็จะเกิดความเครียดและผลเสียต่อสุขภาพกายใจตามมา ดังนั้นการใช้ความรู้วิทยาศาสตร์
เช่น ความเข้าใจเรื่องฮอร์โมนความเครียด, เทคนิคการสื่อสารที่ลดอคติ,
หรือการออกแบบสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวก
ล้วนเป็นเครื่องมือที่จะช่วยส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์แน่นแฟ้นและมีสุขภาวะมากขึ้น
บทสรุป
จากการสำรวจทั้ง 7 สาขาวิชา
จะเห็นได้ว่าทุกมุมมองล้วนเน้นความสำคัญของ หลักปฏิบัติที่ดีและท่าทีที่เคารพต่อกัน
ในความสัมพันธ์มนุษย์ ไม่ว่าจะมองผ่านศาสนาที่ให้กรอบจริยธรรม, อุดมการณ์ที่ให้โครงสร้างสังคม, ปรัชญาที่ให้เหตุผลเชิงหลักการ,
สังคมศาสตร์ที่ให้อธิบายตามข้อเท็จจริง, มนุษยศาสตร์ที่ให้คติสอนใจ,
ประวัติศาสตร์ที่ให้ภาพวิวัฒนาการ, หรือวิทยาศาสตร์ที่ให้ความเข้าใจกลไกเบื้องหลัง
สาระสำคัญที่สอดคล้องกันคือ ความสัมพันธ์ที่ดีต้องตั้งอยู่บน ความรักเมตตา,
ความเคารพซึ่งกันและกัน, ความยุติธรรม,
และ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน ต่ออีกฝ่าย สามีภรรยาควรร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยความซื่อสัตย์และเข้าใจ
พ่อแม่ควรเลี้ยงดูลูกด้วยความรักและเป็นแบบอย่างที่ดี
ส่วนลูกก็ควรเชื่อฟังและกตัญญูตอบแทน
พี่น้องควรสามัคคีช่วยเหลือกันมากกว่าแก่งแย่งแข่งขัน
เพื่อนควรจริงใจและพร้อมแบ่งปัน ครูอาจารย์ควรสอนศิษย์ด้วยเมตตาปรารถนาดี
และศิษย์ก็ควรเคารพนบนอบเชื่อฟังด้วยความใฝ่รู้ ในที่ทำงาน
เจ้านายควรยุติธรรมและเห็นอกเห็นใจลูกน้อง
ขณะที่ลูกน้องก็ซื่อสัตย์สุจริตและตั้งใจทำงาน เมื่อหลักการเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติ
จะสร้าง ความไว้วางใจ (trust) และ ความผูกพัน
(bond) อันเป็นรากฐานให้ความสัมพันธ์แต่ละประเภทเติบโตงอกงามและยั่งยืน
นอกจากนี้ การทำความเข้าใจมุมมองต่าง ๆ
ทำให้เราตระหนักว่า ความสัมพันธ์มนุษย์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ในด้านหนึ่งมีหลักการสากลบางอย่าง
(เช่น ความเห็นอกเห็นใจเป็นคุณธรรมสากล)
แต่อีกด้านหนึ่งรายละเอียดปลีกย่อยขึ้นกับบริบทวัฒนธรรมและบุคคล ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีจึงต้องอาศัยทั้ง
ความรู้ และ ปัญญา กล่าวคือ เรียนรู้จากองค์ความรู้สาขาต่าง ๆ
แล้วปรับใช้อย่างแยบคายตามสถานการณ์จริง
ท้ายที่สุด
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่แน่นแฟ้นและเกื้อกูลกันไม่เพียงนำมาซึ่งความสุขส่วนบุคคล
หากยังเป็นพลังขับเคลื่อนให้สังคมโดยรวมสงบสุขและพัฒนาอย่างยั่งยืน
การที่สมาชิกครอบครัวรักใคร่ปรองดอง เพื่อนฝูงสามัคคี นายจ้างลูกจ้างไว้วางใจกัน
จะสร้างทุนทางสังคม (social capital) ที่เข้มแข็ง
ช่วยให้ชุมชนแก้ไขปัญหาและเผชิญวิกฤตได้ดีกว่า การปลูกฝังหลักปฏิบัติและท่าทีที่ควรมีต่อกันตามที่ได้สำรวจมา
จึงเป็นสิ่งจำเป็นในทุกระดับ ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน จนถึงสังคมวงกว้าง เพื่อให้
“มนุษย์กับมนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างเป็นมนุษย์” อย่างแท้จริงบนรากฐานแห่งคุณธรรมและความเข้าใจซึ่งกันและกัน
อ้างอิงข้อมูล: หลักธรรมคำสอนทางศาสนา
(พุทธ, คริสต์, อิสลาม); แนวคิดความสัมพันธ์ในลัทธิขงจื๊อและเต๋า; ทัศนะมาร์กซิสต์เกี่ยวกับครอบครัวและชนชั้น;
คุณค่ามิตรภาพตามปรัชญาอริสโตเติล; บทบาทในครอบครัวตามสังคมวิทยา
Parsons; ผลของความคาดหวังครูต่อนักเรียน (Pygmalion
effect); สถานภาพสตรีในกฎหมายสมรสประวัติศาสตร์อเมริกา; ทฤษฎีการคัดเลือกเครือญาติในชีววิทยา; บทบาทฮอร์โมนออกซิโทซินต่อสายสัมพันธ์
เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น