วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ความยุติธรรม

ความยุติธรรม: เปรียบเทียบมุมมองของศาสนาหลักและศาสตร์ต่าง ๆ

ความยุติธรรมในมุมมองของศาสนา

พุทธศาสนา

พุทธศาสนาดั้งเดิมมิได้ใช้คำว่า "ความยุติธรรม" โดยตรง แต่แก่นคำสอนมุ่งเน้นการลดทอนความทุกข์ของสรรพชีวิตผ่านหลักกรรมและความเมตตากรุณา แทนที่จะเน้นการลงโทษหรือให้แต่ละคน “ได้รับสิ่งที่ตนสมควร” พุทธศาสนาเน้นการเปลี่ยนแปลงภาวะทุกข์ของทุกคนโดยขจัดอวิชชาและน้อมนำสรรพชีวิตไปสู่การตรัสรู้ด้วยการกระทำที่เปี่ยมด้วยทาน ศีล และภาวนา แนวคิดเรื่องความยุติธรรมในพุทธศาสนาจึงสัมพันธ์กับความเข้าใจว่าทุกสรรพชีวิตล้วนเชื่อมโยงถึงกัน (ปฏิจจสมุปบาท) และต่างมีพุทธภาวะอยู่ในตนเอง การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมจึงหมายถึงการปฏิบัติต่อสรรพชีวิตด้วยความเคารพและเมตตาอย่างเสมอหน้า เพราะทุกคนมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมได้ไม่ต่างกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความยุติธรรมในมุมมองนี้คือการร่วมรับผิดชอบต่อทุกข์ของกันและกันและช่วยเหลือกันให้พ้นทุกข์ มากกว่าจะเป็นการตัดสินลงโทษตามความผิด ยิ่งในบริบทสังคมปัจจุบัน พระสงฆ์นักปราชญ์บางรูปยังชี้ว่าพุทธศาสนาควรมีบทบาทในการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม เพื่อลดระบบที่เต็มไปด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งเป็นรากเหง้าของความอยุติธรรมในสังคม

ศาสนาคริสต์

ในคริสต์ศาสนา ความยุติธรรมเป็นคุณลักษณะพื้นฐานของพระเจ้าและเป็นหลักการสำคัญที่ผู้ศรัทธาพึงปฏิบัติตาม พระคริสตธรรมคัมภีร์เน้นว่าพระเจ้านั้นทรงยุติธรรมและปรารถนาให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอย่างยุติธรรม ให้ความยุติธรรมหลั่งไหลดั่งธารน้ำ และความชอบธรรมดั่งลำธารที่ไหลอยู่ไม่ขาดสาย” (อโมส 5:24) ความยุติธรรมในมุมมองของคริสต์หมายถึงการประพฤติตนตามสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมตามบทบัญญัติของพระเจ้า ควบคู่กับการมีความรักและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ดังเช่นรักตนเอง ซึ่งถือเป็นการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าผู้ทรงทั้งยุติธรรมและเปี่ยมด้วยความรัก คัมภีร์ไบเบิลมีคำสอนให้ผู้ศรัทธากระทำการอย่างยุติธรรมเสมอ เช่น จงเรียนรู้ที่จะทำความดี แสวงหาความยุติธรรม แก้ไขการกดขี่ ให้ความยุติธรรมแก่ลูกกำพร้า และสู้ความเพื่อหญิงม่าย” (อิสยาห์ 1:17) ตลอดจนห้ามการลำเอียงหรือรับสินบนในการตัดสินคดีความ (เฉลยธรรมบัญญัติ 16:19) สะท้อนให้เห็นว่าความยุติธรรมในคริสต์ศาสนาครอบคลุมทั้งมิติแห่งการลงโทษความผิดอย่างเป็นธรรมและการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมตามจริยธรรมแห่งความรักมนุษย์

ศาสนาอิสลาม

ศาสนาอิสลามถือว่าความยุติธรรม (อัล-อัดล์) เป็นหลักธรรมสำคัญที่อยู่เคียงคู่กับความศรัทธาต่อพระเจ้า พระเจ้าตามความเชื่ออิสลามทรงมีพระนามว่า “ผู้ทรงยุติธรรม” และทรงประทานบทบัญญัติต่าง ๆ เพื่อให้มนุษย์ดำรงความยุติธรรมในทุกด้านของชีวิต ในมุมมองแบบอิสลาม ความยุติธรรมหมายถึงการวางทุกสิ่งไว้ในที่อันสมควรและการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเท่าเทียม” รวมถึงถือเป็นคุณธรรมประจำตัวมนุษย์เช่นเดียวกับทรรศนะตะวันตก อิสลามสอนให้ปฏิบัติอย่างเป็นธรรมแม้กระทั่งกับผู้ที่ตนมีข้อขัดแย้งด้วย และห้ามความอยุติธรรมอย่างเด็ดขาด ตัวอย่างเช่น อัลกุรอานบัญญัติว่า โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมและเป็นพยานเพื่ออัลลอฮ์ แม้จะต้องเป็นพยานปรักปรำตนเอง บรรพบุรุษ หรือญาติสนิท ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายคนรวยหรือคนจนก็ตาม” (อัลกุรอาน 4:135) ข้อความนี้ชี้ว่าผู้ศรัทธาต้องไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใด (แม้ตนเองหรือพวกพ้อง) เมื่อทำหน้าที่เป็นพยานหรือผู้ตัดสิน นอกจากนี้ คำสอนอิสลามระบุว่าจุดมุ่งหมายหนึ่งของการประทานคัมภีร์และการส่งศาสดามายังมนุษยชาติ คือ เพื่อให้มนุษย์ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม” (อัลกุรอาน 57:25) ดังนั้น ความยุติธรรมจึงเป็นหน้าที่ทางศาสนาที่มุสลิมทุกคนต้องยึดมั่น ปฏิบัติ และพิทักษ์รักษา ทั้งในระดับปัจเจกและสังคม และการกระทำที่อยุติธรรมถือเป็นบาปต้องห้ามในอิสลาม

 

ความยุติธรรมในมุมมองของศาสตร์สาขาต่าง ๆ

ปรัชญา

ในทางปรัชญา แนวคิดเรื่อง “ความยุติธรรม” เป็นประเด็นที่ได้รับการขบคิดมาอย่างยาวนาน นักปรัชญากรีกโบราณอย่างเพลโตได้อภิปรายไว้ในผลงาน Republic โดยระบุว่าความยุติธรรมคือภาวะที่ส่วนต่าง ๆ ของสังคมและจิตวิญญาณทำงานประสานสอดคล้องกันอย่างกลมกลืน แต่ละคนปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสมและได้รับสิ่งตอบแทนตามที่ตนสมควรโดยไม่ละเมิดส่วนของผู้อื่น มโนทัศน์นี้ชี้ว่าความยุติธรรมคือการที่ทุกคนอยู่ใน “ที่อันควรของตน” และทำสิ่งที่พึงกระทำอย่างดีที่สุด เพื่อก่อให้เกิดความสมดุลทั้งในระดับบุคคลและสังคมโดยรวม ในสมัยต่อมา อริสโตเติลได้แยกความยุติธรรมออกเป็น ความยุติธรรมแบบแจกแจง (distributive justice) ซึ่งว่าด้วยการแบ่งสรรคุณประโยชน์ให้เหมาะสมกับความดีความชอบของแต่ละบุคคล และ ความยุติธรรมแบบแก้ไข (corrective justice) ที่ว่าด้วยการชดเชยความเสียหายหรือการลงโทษผู้ทำผิดให้สาสม ซึ่งแนวคิดทั้งสองนี้มุ่งรักษาดุลยภาพในสังคมไม่ให้ผู้ใดได้หรือเสียเปรียบเกินควร

ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ยังคงให้ความสำคัญกับความยุติธรรม โดยมักเชื่อมโยงกับหลักความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชน นักปรัชญาชาวตะวันตกบางคนเช่น จอห์น สจ๊วต มิลล์ เห็นว่าความยุติธรรมมิใช่หลักพื้นฐานที่สุดของศีลธรรม หากแท้จริงแล้วควรตั้งอยู่บนผลลัพธ์ที่ดี (แนวคิดแบบประโยชน์นิยม) กล่าวคือ การกระทำใดให้ผลดีสูงสุดต่อคนจำนวนมากก็ถือว่าถูกต้อง และกฎความยุติธรรมที่ดีคือกฎที่นำไปสู่ผลลัพธ์ทางสังคมที่ดีที่สุด อย่างไรก็ดี แนวคิดนี้ถูกท้าทายโดยนักปรัชญารุ่นหลัง เช่น John Rawls (จอห์น รอลส์) ซึ่งเสนอทฤษฎี “ความยุติธรรมในฐานะความเป็นธรรม” (Justice as Fairness) แนวคิดของรอลส์ตั้งอยู่บนฐานสัญญาประชาคมสมมติที่ทุกคนไม่รู้ฐานะของตนเอง (veil of ignorance) ในสภาวะนั้น ทุกคนจะกำหนดหลักการของสังคมที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง รอลส์จึงเสนอหลักการสองข้อคือ: (1) หลักเสรีภาพ ซึ่งระบุว่าบุคคลทุกคนควรมีสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน และ (2) หลักความเสมอภาค ที่แบ่งย่อยเป็นหลักโอกาสที่เท่าเทียมและหลักความแตกต่าง โดยหลักความแตกต่างระบุว่าความไม่เท่าเทียมทางสังคมใด ๆ จะยอมรับได้ก็ต่อเมื่อมันก่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่เสียเปรียบที่สุดในสังคมนั้น หลักการของรอลส์ให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบโครงสร้างสังคมเพื่อคุ้มครองสิทธิและโอกาสของคนทุกกลุ่ม และลดช่องว่างระหว่างผู้ได้เปรียบกับผู้เสียเปรียบให้น้อยที่สุด กล่าวได้ว่าในมุมมองทางปรัชญา ความยุติธรรมถูกมองทั้งในแง่คุณธรรมส่วนบุคคลและในแง่หลักการสังคมที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความเป็นธรรมและความผาสุกแก่สมาชิกของสังคมโดยทั่วถึง

 

กฎหมาย

ความยุติธรรมเป็นเป้าหมายพื้นฐานของระบบกฎหมาย โดยทั่วไปหมายถึงการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติและเสมอภาคต่อบุคคลทุกคน ภายใต้หลักนิติธรรม (Rule of Law) ซึ่งกำหนดให้ทุกคนและทุกสถาบันอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย หลักการสำคัญคือต้องให้สิทธิและความคุ้มครองทางกฎหมายแก่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะมีสถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมเช่นไร ตัวอย่างของความยุติธรรมทางกฎหมายที่สำคัญคือ สิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (fair trial) ซึ่งหมายความว่าผู้ถูกกล่าวหาและคู่ความทุกฝ่ายมีโอกาสเท่าเทียมกันในการนำเสนอหลักฐานและเหตุผลต่อศาล มีผู้พิพากษาหรือคณะลูกขุนที่เป็นกลางปราศจากอคติ และกระบวนการทั้งปวงต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ระบบกฎหมายที่ยุติธรรมยังต้องมีหลักประกันว่าผู้กระทำผิดจะได้รับโทษตามความร้ายแรงของการกระทำ และผู้บริสุทธิ์จะไม่ถูกลงโทษโดยมิชอบ รวมถึงมีกลไกให้ประชาชนสามารถเรียกร้องความเป็นธรรมเมื่อถูกละเมิดสิทธิ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของสังคมที่ว่ากฎหมายคือเครื่องมือในการรักษาความเป็นธรรมและความสงบเรียบร้อย มิใช่เครื่องมือรับใช้ผู้มีอำนาจอย่างไม่เป็นธรรม

 

จิตวิทยา

ในทางจิตวิทยา แนวคิดเรื่องความยุติธรรมเกี่ยวข้องกับการรับรู้และปฏิกิริยาของมนุษย์ต่อความเป็นธรรมหรือความอยุติธรรมในการปฏิบัติต่อกัน นักจิตวิทยาพบว่ามนุษย์เรามีสำนึกเรื่องความยุติธรรมตั้งแต่วัยเยาว์และมีความต้องการพื้นฐานที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม งานวิจัยด้านประสาทวิทยาชิ้นหนึ่งระบุว่าเมื่อบุคคลได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรม สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบรางวัลจะถูกกระตุ้นคล้ายคลึงกับการได้รับสิ่งตอบแทนที่น่าพึงพอใจอย่างอาหารหรือเงิน กล่าวคือ การได้รับความเป็นธรรมเป็นการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน” ในทางสมอง ซึ่งสอดคล้องกับที่เรามักรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรม ในทางกลับกัน เมื่อคนเราพบกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ก็มักเกิดความรู้สึกด้านลบ เช่น ความโกรธหรือความขยะแขยง (มีการค้นพบว่าสมองส่วน insula ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้สึกสะอิดสะเอียน มีการทำงานมากขึ้นเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ถูกเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม) นอกจากนี้ นักจิตวิทยาสังคมยังกล่าวถึง สมมติฐานโลกที่ยุติธรรม” (Just-World Hypothesis) ซึ่งเป็นความเอนเอียงทางความคิดที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่าโลกนี้โดยเนื้อแท้แล้วมีความยุติธรรม คนดีจะได้รับสิ่งดีและคนทำผิดจะได้รับโทษอย่างสาสม ความเชื่อนี้ส่งผลให้คนเรามักพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตนเองเมื่อพบเห็นความอยุติธรรม เช่น โทษว่าเหยื่อเป็นฝ่ายผิดหรือ สมควรได้รับ” สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้น เพียงเพื่อจะรักษาความเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วโลกนี้ยุติธรรมอยู่เสมอ ความเอนเอียงดังกล่าวอาจช่วยปลอบประโลมใจในสภาวะการณ์ปกติ แต่ในทางกลับกันมันก็อาจขัดขวางการตระหนักรู้และการแก้ไขปัญหาความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นจริงในสังคม

 

สังคมศาสตร์

ในสาขาสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ มีแนวคิดเรื่อง ความยุติธรรมทางสังคม” (social justice) ซึ่งใช้กล่าวถึงความยุติธรรมในมิติของส่วนรวมและโครงสร้างสังคมโดยรวม ความยุติธรรมทางสังคมหมายถึงการที่บุคคลและกลุ่มประชากรทุกกลุ่มในสังคมได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม มีสถานะและสิทธิที่เท่าเทียมกันภายใต้กรอบกฎเกณฑ์ทางสังคมและกฎหมายเดียวกัน ซึ่งรวมถึงการที่ทุกคนได้รับโอกาสในการพัฒนาและมีส่วนร่วมในสังคมโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติหรือกีดกันเพราะชาติกำเนิด เชื้อชาติ ศาสนา เพศ หรือฐานะทางเศรษฐกิจ แนวคิดนี้ยังครอบคลุมถึง ความเสมอภาคเชิงการกระจาย (distributive justice) กล่าวคือ การกระจายทรัพยากร ผลประโยชน์ และภาระต่าง ๆ ในสังคมอย่างเป็นธรรม ไม่กระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม ตลอดจน ความเสมอภาคเชิงส่วนร่วม (contributive justice) กล่าวคือการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และรับประโยชน์จาก ความดีส่วนรวม” ของสังคมอย่างทั่วถึง ตัวอย่างเช่น นโยบายสาธารณะที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน หรือการส่งเสริมให้ผู้ที่เคยถูกกดขี่มีสิทธิ์เสียงในทางการเมืองมากขึ้น ล้วนสะท้อนความพยายามในการสร้างความยุติธรรมทางสังคม นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ชี้ว่าความยุติธรรมทางสังคมเป็นทั้งแนวคิดเชิงทฤษฎีที่ถกเถียงกัน และเป็นอุดมคติในทางปฏิบัติที่ขับเคลื่อนขบวนการทางสังคมต่าง ๆ ที่ต้องการปฏิรูปสังคมให้เป็นธรรมและน่าอยู่ขึ้นสำหรับทุกคน

 

บทสรุป

โดยสรุป ความยุติธรรม” เป็นมโนทัศน์สากลที่ได้รับการตีความหลากหลายในแต่ละบริบทของศาสนาและศาสตร์แขนงต่าง ๆ ศาสนาหลักทั้งพุทธ คริสต์ และอิสลามต่างเน้นย้ำความยุติธรรมในเชิงจริยธรรมและจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะผ่านความเมตตากรุณาและการลดทุกข์ในพุทธศาสนา ความชอบธรรมตามพระประสงค์ของพระเจ้าในคริสต์ศาสนา หรือการดำรงคุณธรรมและบทบัญญัติแห่งพระอัลลอฮ์ในอิสลาม ขณะที่ศาสตร์ทางโลกอย่างปรัชญา กฎหมาย จิตวิทยา และสังคมศาสตร์ ต่างมุ่งทำความเข้าใจและประยุกต์ใช้ความยุติธรรมในเชิงหลักเหตุผล ระบบระเบียบทางสังคม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งหมดนี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายร่วมกันคือการแสวงหาความเที่ยงธรรมและความถูกต้อง เพื่อสร้างสมดุลและความสงบสุขในชีวิตร่วมกันของมนุษยชาติ

 

แหล่งอ้างอิง:

  • Buske, Lynn. The Buddhist View On Justice. JONAH Justice, 12 Dec 2022.
  • Bhikkhu Bodhi. A Challenge to Buddhists. (as cited in Buske, 2022).
  • Justice in the Bible. GotQuestions.org.
  • Taylor, Adam. What does social justice really mean?. World Vision, 20 Feb 2012.
  • Choudhry, Hebba & Hussain, Mubashir. The Concept of Justice in Islam. Islamicity, 25 Oct 2018.
  • Meaning of justice in Islam. Arab News, 21 Sep 2012.
  • Plato. The Republic (as summarized in Wikipedia).
  • Rawls, John. Justice as Fairness (as summarized in Wikipedia).
  • Farah, Paolo. Understanding Justice: The Key Principles of Law. (Blog).
  • Tabibnia, Golnaz & Lieberman, Matthew. Psychological Science, vol. 19, no. 4, 2008 (as reported by UCLA News).
  • Just-world hypothesis. The Decision Lab (n.d.).
  • Britannica, Social justice.

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น