ความยุติธรรม: เปรียบเทียบมุมมองของศาสนาหลักและศาสตร์ต่าง ๆ
ความยุติธรรมในมุมมองของศาสนา
พุทธศาสนา
พุทธศาสนาดั้งเดิมมิได้ใช้คำว่า
"ความยุติธรรม" โดยตรง
แต่แก่นคำสอนมุ่งเน้นการลดทอนความทุกข์ของสรรพชีวิตผ่านหลักกรรมและความเมตตากรุณา
แทนที่จะเน้นการลงโทษหรือให้แต่ละคน “ได้รับสิ่งที่ตนสมควร”
พุทธศาสนาเน้นการเปลี่ยนแปลงภาวะทุกข์ของทุกคนโดยขจัดอวิชชาและน้อมนำสรรพชีวิตไปสู่การตรัสรู้ด้วยการกระทำที่เปี่ยมด้วยทาน
ศีล และภาวนา
แนวคิดเรื่องความยุติธรรมในพุทธศาสนาจึงสัมพันธ์กับความเข้าใจว่าทุกสรรพชีวิตล้วนเชื่อมโยงถึงกัน
(ปฏิจจสมุปบาท) และต่างมีพุทธภาวะอยู่ในตนเอง
การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมจึงหมายถึงการปฏิบัติต่อสรรพชีวิตด้วยความเคารพและเมตตาอย่างเสมอหน้า
เพราะทุกคนมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมได้ไม่ต่างกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง
ความยุติธรรมในมุมมองนี้คือการร่วมรับผิดชอบต่อทุกข์ของกันและกันและช่วยเหลือกันให้พ้นทุกข์
มากกว่าจะเป็นการตัดสินลงโทษตามความผิด ยิ่งในบริบทสังคมปัจจุบัน พระสงฆ์นักปราชญ์บางรูปยังชี้ว่าพุทธศาสนาควรมีบทบาทในการส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม
เพื่อลดระบบที่เต็มไปด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ
ซึ่งเป็นรากเหง้าของความอยุติธรรมในสังคม
ศาสนาคริสต์
ในคริสต์ศาสนา
ความยุติธรรมเป็นคุณลักษณะพื้นฐานของพระเจ้าและเป็นหลักการสำคัญที่ผู้ศรัทธาพึงปฏิบัติตาม
พระคริสตธรรมคัมภีร์เน้นว่าพระเจ้านั้นทรงยุติธรรมและปรารถนาให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอย่างยุติธรรม
“ให้ความยุติธรรมหลั่งไหลดั่งธารน้ำ
และความชอบธรรมดั่งลำธารที่ไหลอยู่ไม่ขาดสาย” (อโมส 5:24)
ความยุติธรรมในมุมมองของคริสต์หมายถึงการประพฤติตนตามสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมตามบทบัญญัติของพระเจ้า
ควบคู่กับการมีความรักและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ดังเช่นรักตนเอง
ซึ่งถือเป็นการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าผู้ทรงทั้งยุติธรรมและเปี่ยมด้วยความรัก
คัมภีร์ไบเบิลมีคำสอนให้ผู้ศรัทธากระทำการอย่างยุติธรรมเสมอ เช่น “จงเรียนรู้ที่จะทำความดี แสวงหาความยุติธรรม แก้ไขการกดขี่
ให้ความยุติธรรมแก่ลูกกำพร้า และสู้ความเพื่อหญิงม่าย” (อิสยาห์
1:17) ตลอดจนห้ามการลำเอียงหรือรับสินบนในการตัดสินคดีความ
(เฉลยธรรมบัญญัติ 16:19) สะท้อนให้เห็นว่าความยุติธรรมในคริสต์ศาสนาครอบคลุมทั้งมิติแห่งการลงโทษความผิดอย่างเป็นธรรมและการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมตามจริยธรรมแห่งความรักมนุษย์
ศาสนาอิสลาม
ศาสนาอิสลามถือว่าความยุติธรรม (อัล-อัดล์)
เป็นหลักธรรมสำคัญที่อยู่เคียงคู่กับความศรัทธาต่อพระเจ้า
พระเจ้าตามความเชื่ออิสลามทรงมีพระนามว่า “ผู้ทรงยุติธรรม”
และทรงประทานบทบัญญัติต่าง ๆ เพื่อให้มนุษย์ดำรงความยุติธรรมในทุกด้านของชีวิต
ในมุมมองแบบอิสลาม “ความยุติธรรมหมายถึงการวางทุกสิ่งไว้ในที่อันสมควรและการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเท่าเทียม” รวมถึงถือเป็นคุณธรรมประจำตัวมนุษย์เช่นเดียวกับทรรศนะตะวันตก
อิสลามสอนให้ปฏิบัติอย่างเป็นธรรมแม้กระทั่งกับผู้ที่ตนมีข้อขัดแย้งด้วย
และห้ามความอยุติธรรมอย่างเด็ดขาด ตัวอย่างเช่น อัลกุรอานบัญญัติว่า “โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมและเป็นพยานเพื่ออัลลอฮ์ แม้จะต้องเป็นพยานปรักปรำตนเอง
บรรพบุรุษ หรือญาติสนิท ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายคนรวยหรือคนจนก็ตาม” (อัลกุรอาน 4:135) ข้อความนี้ชี้ว่าผู้ศรัทธาต้องไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใด
(แม้ตนเองหรือพวกพ้อง) เมื่อทำหน้าที่เป็นพยานหรือผู้ตัดสิน นอกจากนี้
คำสอนอิสลามระบุว่าจุดมุ่งหมายหนึ่งของการประทานคัมภีร์และการส่งศาสดามายังมนุษยชาติ
คือ “เพื่อให้มนุษย์ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม”
(อัลกุรอาน 57:25) ดังนั้น
ความยุติธรรมจึงเป็นหน้าที่ทางศาสนาที่มุสลิมทุกคนต้องยึดมั่น ปฏิบัติ
และพิทักษ์รักษา ทั้งในระดับปัจเจกและสังคม
และการกระทำที่อยุติธรรมถือเป็นบาปต้องห้ามในอิสลาม
ความยุติธรรมในมุมมองของศาสตร์สาขาต่าง ๆ
ปรัชญา
ในทางปรัชญา แนวคิดเรื่อง “ความยุติธรรม”
เป็นประเด็นที่ได้รับการขบคิดมาอย่างยาวนาน
นักปรัชญากรีกโบราณอย่างเพลโตได้อภิปรายไว้ในผลงาน Republic โดยระบุว่าความยุติธรรมคือภาวะที่ส่วนต่าง ๆ
ของสังคมและจิตวิญญาณทำงานประสานสอดคล้องกันอย่างกลมกลืน
แต่ละคนปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสมและได้รับสิ่งตอบแทนตามที่ตนสมควรโดยไม่ละเมิดส่วนของผู้อื่น
มโนทัศน์นี้ชี้ว่าความยุติธรรมคือการที่ทุกคนอยู่ใน “ที่อันควรของตน”
และทำสิ่งที่พึงกระทำอย่างดีที่สุด
เพื่อก่อให้เกิดความสมดุลทั้งในระดับบุคคลและสังคมโดยรวม ในสมัยต่อมา
อริสโตเติลได้แยกความยุติธรรมออกเป็น ความยุติธรรมแบบแจกแจง
(distributive justice) ซึ่งว่าด้วยการแบ่งสรรคุณประโยชน์ให้เหมาะสมกับความดีความชอบของแต่ละบุคคล
และ ความยุติธรรมแบบแก้ไข (corrective justice) ที่ว่าด้วยการชดเชยความเสียหายหรือการลงโทษผู้ทำผิดให้สาสม
ซึ่งแนวคิดทั้งสองนี้มุ่งรักษาดุลยภาพในสังคมไม่ให้ผู้ใดได้หรือเสียเปรียบเกินควร
ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ยังคงให้ความสำคัญกับความยุติธรรม
โดยมักเชื่อมโยงกับหลักความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชน นักปรัชญาชาวตะวันตกบางคนเช่น
จอห์น สจ๊วต มิลล์ เห็นว่าความยุติธรรมมิใช่หลักพื้นฐานที่สุดของศีลธรรม
หากแท้จริงแล้วควรตั้งอยู่บนผลลัพธ์ที่ดี (แนวคิดแบบประโยชน์นิยม) กล่าวคือ
การกระทำใดให้ผลดีสูงสุดต่อคนจำนวนมากก็ถือว่าถูกต้อง
และกฎความยุติธรรมที่ดีคือกฎที่นำไปสู่ผลลัพธ์ทางสังคมที่ดีที่สุด อย่างไรก็ดี
แนวคิดนี้ถูกท้าทายโดยนักปรัชญารุ่นหลัง เช่น John Rawls (จอห์น รอลส์) ซึ่งเสนอทฤษฎี “ความยุติธรรมในฐานะความเป็นธรรม” (Justice
as Fairness) แนวคิดของรอลส์ตั้งอยู่บนฐานสัญญาประชาคมสมมติที่ทุกคนไม่รู้ฐานะของตนเอง
(veil of ignorance) ในสภาวะนั้น
ทุกคนจะกำหนดหลักการของสังคมที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง
รอลส์จึงเสนอหลักการสองข้อคือ: (1) หลักเสรีภาพ ซึ่งระบุว่าบุคคลทุกคนควรมีสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน และ
(2) หลักความเสมอภาค ที่แบ่งย่อยเป็นหลักโอกาสที่เท่าเทียมและหลักความแตกต่าง
โดยหลักความแตกต่างระบุว่าความไม่เท่าเทียมทางสังคมใด ๆ
จะยอมรับได้ก็ต่อเมื่อมันก่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่เสียเปรียบที่สุดในสังคมนั้น
หลักการของรอลส์ให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบโครงสร้างสังคมเพื่อคุ้มครองสิทธิและโอกาสของคนทุกกลุ่ม
และลดช่องว่างระหว่างผู้ได้เปรียบกับผู้เสียเปรียบให้น้อยที่สุด
กล่าวได้ว่าในมุมมองทางปรัชญา
ความยุติธรรมถูกมองทั้งในแง่คุณธรรมส่วนบุคคลและในแง่หลักการสังคมที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความเป็นธรรมและความผาสุกแก่สมาชิกของสังคมโดยทั่วถึง
กฎหมาย
ความยุติธรรมเป็นเป้าหมายพื้นฐานของระบบกฎหมาย
โดยทั่วไปหมายถึงการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติและเสมอภาคต่อบุคคลทุกคน
ภายใต้หลักนิติธรรม (Rule of Law) ซึ่งกำหนดให้ทุกคนและทุกสถาบันอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม
ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย
หลักการสำคัญคือต้องให้สิทธิและความคุ้มครองทางกฎหมายแก่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม
ไม่ว่าจะมีสถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมเช่นไร ตัวอย่างของความยุติธรรมทางกฎหมายที่สำคัญคือ
สิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (fair trial) ซึ่งหมายความว่าผู้ถูกกล่าวหาและคู่ความทุกฝ่ายมีโอกาสเท่าเทียมกันในการนำเสนอหลักฐานและเหตุผลต่อศาล
มีผู้พิพากษาหรือคณะลูกขุนที่เป็นกลางปราศจากอคติ
และกระบวนการทั้งปวงต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้
ระบบกฎหมายที่ยุติธรรมยังต้องมีหลักประกันว่าผู้กระทำผิดจะได้รับโทษตามความร้ายแรงของการกระทำ
และผู้บริสุทธิ์จะไม่ถูกลงโทษโดยมิชอบ
รวมถึงมีกลไกให้ประชาชนสามารถเรียกร้องความเป็นธรรมเมื่อถูกละเมิดสิทธิ
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของสังคมที่ว่ากฎหมายคือเครื่องมือในการรักษาความเป็นธรรมและความสงบเรียบร้อย
มิใช่เครื่องมือรับใช้ผู้มีอำนาจอย่างไม่เป็นธรรม
จิตวิทยา
ในทางจิตวิทยา
แนวคิดเรื่องความยุติธรรมเกี่ยวข้องกับการรับรู้และปฏิกิริยาของมนุษย์ต่อความเป็นธรรมหรือความอยุติธรรมในการปฏิบัติต่อกัน
นักจิตวิทยาพบว่ามนุษย์เรามีสำนึกเรื่องความยุติธรรมตั้งแต่วัยเยาว์และมีความต้องการพื้นฐานที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม
งานวิจัยด้านประสาทวิทยาชิ้นหนึ่งระบุว่าเมื่อบุคคลได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรม
สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบรางวัลจะถูกกระตุ้นคล้ายคลึงกับการได้รับสิ่งตอบแทนที่น่าพึงพอใจอย่างอาหารหรือเงิน
กล่าวคือ “การได้รับความเป็นธรรมเป็นการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน” ในทางสมอง
ซึ่งสอดคล้องกับที่เรามักรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรม
ในทางกลับกัน เมื่อคนเราพบกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ก็มักเกิดความรู้สึกด้านลบ
เช่น ความโกรธหรือความขยะแขยง (มีการค้นพบว่าสมองส่วน insula ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้สึกสะอิดสะเอียน
มีการทำงานมากขึ้นเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ถูกเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม)
นอกจากนี้ นักจิตวิทยาสังคมยังกล่าวถึง “สมมติฐานโลกที่ยุติธรรม”
(Just-World Hypothesis) ซึ่งเป็นความเอนเอียงทางความคิดที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่าโลกนี้โดยเนื้อแท้แล้วมีความยุติธรรม
คนดีจะได้รับสิ่งดีและคนทำผิดจะได้รับโทษอย่างสาสม
ความเชื่อนี้ส่งผลให้คนเรามักพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตนเองเมื่อพบเห็นความอยุติธรรม
เช่น โทษว่าเหยื่อเป็นฝ่ายผิดหรือ “สมควรได้รับ” สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้น
เพียงเพื่อจะรักษาความเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วโลกนี้ยุติธรรมอยู่เสมอ
ความเอนเอียงดังกล่าวอาจช่วยปลอบประโลมใจในสภาวะการณ์ปกติ
แต่ในทางกลับกันมันก็อาจขัดขวางการตระหนักรู้และการแก้ไขปัญหาความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นจริงในสังคม
สังคมศาสตร์
ในสาขาสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ มีแนวคิดเรื่อง “ความยุติธรรมทางสังคม” (social justice) ซึ่งใช้กล่าวถึงความยุติธรรมในมิติของส่วนรวมและโครงสร้างสังคมโดยรวม
ความยุติธรรมทางสังคมหมายถึงการที่บุคคลและกลุ่มประชากรทุกกลุ่มในสังคมได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม
มีสถานะและสิทธิที่เท่าเทียมกันภายใต้กรอบกฎเกณฑ์ทางสังคมและกฎหมายเดียวกัน
ซึ่งรวมถึงการที่ทุกคนได้รับโอกาสในการพัฒนาและมีส่วนร่วมในสังคมโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติหรือกีดกันเพราะชาติกำเนิด
เชื้อชาติ ศาสนา เพศ หรือฐานะทางเศรษฐกิจ แนวคิดนี้ยังครอบคลุมถึง ความเสมอภาคเชิงการกระจาย
(distributive justice) กล่าวคือ
การกระจายทรัพยากร ผลประโยชน์ และภาระต่าง ๆ ในสังคมอย่างเป็นธรรม
ไม่กระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม ตลอดจน ความเสมอภาคเชิงส่วนร่วม (contributive
justice) กล่าวคือการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และรับประโยชน์จาก
“ความดีส่วนรวม” ของสังคมอย่างทั่วถึง
ตัวอย่างเช่น นโยบายสาธารณะที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน
หรือการส่งเสริมให้ผู้ที่เคยถูกกดขี่มีสิทธิ์เสียงในทางการเมืองมากขึ้น
ล้วนสะท้อนความพยายามในการสร้างความยุติธรรมทางสังคม
นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ชี้ว่าความยุติธรรมทางสังคมเป็นทั้งแนวคิดเชิงทฤษฎีที่ถกเถียงกัน
และเป็นอุดมคติในทางปฏิบัติที่ขับเคลื่อนขบวนการทางสังคมต่าง ๆ
ที่ต้องการปฏิรูปสังคมให้เป็นธรรมและน่าอยู่ขึ้นสำหรับทุกคน
บทสรุป
โดยสรุป “ความยุติธรรม” เป็นมโนทัศน์สากลที่ได้รับการตีความหลากหลายในแต่ละบริบทของศาสนาและศาสตร์แขนงต่าง
ๆ ศาสนาหลักทั้งพุทธ คริสต์
และอิสลามต่างเน้นย้ำความยุติธรรมในเชิงจริยธรรมและจิตวิญญาณ
ไม่ว่าจะผ่านความเมตตากรุณาและการลดทุกข์ในพุทธศาสนา
ความชอบธรรมตามพระประสงค์ของพระเจ้าในคริสต์ศาสนา
หรือการดำรงคุณธรรมและบทบัญญัติแห่งพระอัลลอฮ์ในอิสลาม
ขณะที่ศาสตร์ทางโลกอย่างปรัชญา กฎหมาย จิตวิทยา และสังคมศาสตร์
ต่างมุ่งทำความเข้าใจและประยุกต์ใช้ความยุติธรรมในเชิงหลักเหตุผล
ระบบระเบียบทางสังคม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งหมดนี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายร่วมกันคือการแสวงหาความเที่ยงธรรมและความถูกต้อง
เพื่อสร้างสมดุลและความสงบสุขในชีวิตร่วมกันของมนุษยชาติ
แหล่งอ้างอิง:
- Buske,
Lynn. The Buddhist View On Justice. JONAH Justice, 12 Dec 2022.
- Bhikkhu
Bodhi. A Challenge to Buddhists. (as cited in Buske, 2022).
- Justice
in the Bible. GotQuestions.org.
- Taylor,
Adam. What does social justice really mean?. World Vision, 20 Feb
2012.
- Choudhry,
Hebba & Hussain, Mubashir. The Concept of Justice in Islam.
Islamicity, 25 Oct 2018.
- Meaning
of justice in Islam. Arab News, 21 Sep 2012.
- Plato.
The Republic (as summarized in Wikipedia).
- Rawls,
John. Justice as Fairness (as summarized in Wikipedia).
- Farah,
Paolo. Understanding Justice: The Key Principles of Law. (Blog).
- Tabibnia,
Golnaz & Lieberman, Matthew. Psychological Science, vol. 19,
no. 4, 2008 (as reported by UCLA News).
- Just-world
hypothesis. The Decision Lab (n.d.).
- Britannica,
Social justice.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น