วิถีชีวิตแบบวีแกน: ข้อสนับสนุนและโต้แย้งในมิติศาสนา ปรัชญา วิวัฒนาการ และการแพทย์
บทนำ: วีแกน
(Veganism) คือวิถีชีวิตที่งดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทั้งหมด
รวมถึงไข่ นม น้ำผึ้ง และหลีกเลี่ยงการใช้สินค้าอื่นๆ ที่มาจากสัตว์
ด้วยเหตุผลด้านจริยธรรม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม หรือความเชื่อส่วนบุคคล
การใช้ชีวิตแบบวีแกนกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมปัจจุบัน
ซึ่งมีทั้งผู้สนับสนุนที่เห็นคุณค่าของการไม่เบียดเบียนสัตว์และผลดีต่อสุขภาพ
และผู้โต้แย้งที่ตั้งคำถามถึงความจำเป็นหรือความเหมาะสมของการละเว้นผลิตภัณฑ์สัตว์อย่างสิ้นเชิง
บทความนี้จะสำรวจข้อสนับสนุนและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับวิถีชีวิตวีแกนใน 4 มิติหลัก ได้แก่ ด้านศาสนา ปรัชญา วิวัฒนาการ
และการแพทย์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO),
สถาบันการศึกษา และงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
เพื่อช่วยให้ผู้อ่านทั่วไปเข้าใจประเด็นนี้อย่างลึกซึ้งในหลากหลายมุมมอง
มิติทางศาสนา: ศาสนากับการบริโภคเนื้อสัตว์
ประเด็นเรื่องการไม่บริโภคเนื้อสัตว์ปรากฏในคำสอนของหลายศาสนาใหญ่ทั่วโลก
แต่ละศาสนามีท่าทีและการตีความที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านที่สนับสนุนความเมตตาต่อสัตว์และด้านที่อนุโลมให้บริโภคเนื้อสัตว์ได้
ดังนี้:
- พระพุทธศาสนา: หลักเมตตาและความไม่เบียดเบียน
(อหิงสา) ในพระพุทธศาสนาชวนให้ชาวพุทธหลายคนหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์
โดยเฉพาะในมหายานที่มักสอนให้มังสวิรัติหรือวีแกนเพื่อหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์
อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติข้อห้ามการกินเนื้อสัตว์อย่างเด็ดขาด
ในยุคพุทธกาล ภิกษุสงฆ์ยังคงฉันอาหารที่ญาติโยมถวาย
ไม่ว่าจะมีเนื้อสัตว์หรือไม่ก็ตาม ตราบเท่าที่มิได้เห็น ไม่ได้ยิน
หรือรังเกียจในการฆ่าสัตว์นั้นๆ ในคัมภีร์บาลี (พระไตรปิฎก)
มีข้อความยืนยันว่าความบริสุทธิ์ทางศีลธรรมขึ้นอยู่กับการละกิเลส
ไม่ใช่อาหารที่บริโภค ดังนั้นในฝ่ายเถรวาทหลายพื้นที่ (เช่น ไทย ศรีลังกา)
การกินเนื้อสัตว์ยังพบได้โดยไม่ได้ถือว่าผิดศีล ขณะที่ฝ่ายมหายาน (เช่น จีน
เวียดนาม) นิยมถือศีลมังสวิรัติอย่างเคร่งครัดในหมู่พระและฆราวาสบางส่วน ทั้งนี้
ชาวพุทธที่สนับสนุนวีแกน ให้เหตุผลว่า “การกินเนื้อคือการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ก่อความทุกข์ทรมานและความตายแก่สัตว์นับล้าน
หากเรามีเมตตาจริงก็ควรหลีกเลี่ยง” ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่โต้แย้งว่าไม่จำเป็นต้องมังสวิรัติ
อ้างเหตุผลหลายประการ เช่น การกินเนื้อโดยตรงไม่ได้ผิดศีลหากตนมิได้ฆ่าเอง
(เหมือนอย่างที่ชาวสวนยังต้องฆ่าแมลงศัตรูพืชเพื่อปลูกผัก)
และคุณความดีของคนมิได้ขึ้นกับอาหารที่กินแต่ขึ้นอยู่กับเจตคติและศีลธรรมภายในมากกว่า
สรุปแล้ว พระพุทธศาสนามิได้กำหนดบทบัญญัติเรื่องการกินเนื้อไว้ตายตัว
การจะเป็นมังสวิรัติหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและเมตตาจิตของแต่ละบุคคลในทางปฏิบัติ
- ศาสนาฮินดู: หลักอหิงสาหรือการไม่เบียดเบียนเป็นคุณธรรมสำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ส่งผลให้ ชาวฮินดูจำนวนมากนิยมมังสวิรัติ โดยถือว่าการไม่กินเนื้อสัตว์ช่วยส่งเสริมความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณและหลีกเลี่ยงบาปจากการฆ่าสัตว์
ในคัมภีร์สำคัญของฮินดู เช่น มหาภารตะ ได้กล่าวไว้ว่าการไม่ใช้ความรุนแรงคือหน้าที่และคำสอนสูงสุด
และผู้ที่มีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม (ผู้สังหาร
ผู้ขาย ผู้ปรุง หรือผู้กิน) ล้วนถือเป็นผู้ร่วมการฆ่านั้น หลักธรรมเหล่านี้ถูกตีความว่า
การกินมังสวิรัติย่อมดีกว่าต่อกรรมของตน และไม่นำตนไปสู่การสะสมบาปเพิ่มขึ้น
ฮินดูจำนวนมาก (ราวหนึ่งในสาม)
จึงเป็นมังสวิรัติอย่างน้อยก็ไม่กินเนื้อวัวตามความเชื่อเรื่องวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์
อย่างไรก็ดี ศาสนาฮินดูเองไม่ได้บังคับเรื่องอาหารอย่างเอกฉันท์
คนฮินดูบางกลุ่มหรือบางภูมิภาคก็บริโภคเนื้อสัตว์ (เช่น ปลาหรือแพะ)
ตามวัฒนธรรมท้องถิ่น
และในคัมภีร์ก็มีหลักฐานว่ายุคพระเวทดั้งเดิมมีการบูชายัญสัตว์เพื่อประกอบพิธีกรรมด้วย
แต่จำกัดเฉพาะบางโอกาส ปัจจุบันในสังคมอินเดีย
พบว่าแม้ชาวฮินดูเคร่งศาสนาจะมีแนวโน้มมังสวิรัติมากกว่า แต่ภาพรวมแล้ว คนอินเดียส่วนใหญ่
(ประมาณ 61%) ยังคงบริโภคเนื้อสัตว์ในบางรูปแบบ
(ไม่ว่าจะเป็นไม่ทานเนื้อบางชนิดหรือเว้นช่วงบางวัน) โดยรวมถึง
81% ของชาวอินเดียที่จำกัดการกินเนื้อของตนในทางใดทางหนึ่ง
สะท้อนว่าการถือมังสวิรัติในฮินดูเป็นคุณธรรมที่ได้รับการยกย่อง
แต่ไม่ได้เคร่งครัดเป็นข้อบังคับทางศาสนาสำหรับทุกคน
- ศาสนาคริสต์: คัมภีร์ไบเบิลระบุว่า มนุษย์ได้รับอนุญาตให้ครอบครองสัตว์และใช้เป็นอาหารได้
(ปฐมกาล 9:3) อีกทั้ง พระเยซู และสาวกก็มีกล่าวถึงการบริโภคปลาและอาหารอื่นๆ
ทำให้ประเพณีหลักของคริสต์ศาสนาไม่ถือว่าการกินเนื้อสัตว์เป็นบาป
ในประวัติศาสตร์ยุคกลางเคยมีนักบวชและนักบุญบางท่านถือมังสวิรัติด้วยเหตุผลพรตหรือสุขภาพ
แต่ภายหลังแนวทางการตีความคัมภีร์มุ่งไปในทางว่า “ของกินทุกอย่างที่พระเจ้าประทานนั้นบริโภคได้” ส่งผลให้ปัจจุบันคริสตชนส่วนใหญ่อาหารการกินไม่มีข้อห้ามเรื่องเนื้อสัตว์
รายงานหนึ่งระบุว่า คริสเตียนยุคใหม่ส่วนมากสามารถกินเนื้อสัตว์ได้อย่างไร้ข้อจำกัด
แม้ว่าหลายคนในยุคกลางจะเคยถือมังสวิรัติ
แต่การตีความไบเบิลแบบส่งเสริมการกินเนื้อค่อยๆ
กลายมาเป็นท่าทีหลักของศาสนจักรคริสต์ในยุคต่อมา อย่างไรก็ดี
ในคริสต์ศาสนาก็มีกลุ่มผู้ศรัทธาที่เลือกเป็นมังสวิรัติ/วีแกนด้วยจิตสำนึกทางศีลธรรม
เช่น ชาวเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนทิสต์ (Seventh-day Adventists) ซึ่งส่งเสริมการกินอาหารมังสวิรัติในหลักสุขภาพ
และพบว่ากลุ่มนี้มีอายุขัยเฉลี่ยสูงและสุขภาพดีกว่าค่าเฉลี่ยประชากร
(จากงานวิจัยด้านระบาดวิทยา) ส่วนคริสตชนกลุ่มอื่นๆ
บางส่วนก็อาจถือมังสวิรัติเป็นการส่วนตัวหรือในช่วงเทศกาลถือศีลอดอาหาร
(อย่างเทศกาลมหาพรต (Lent) ที่เคยปฏิบัติด้วยการงดเนื้อสัตว์)
ดังนั้น แม้คริสต์ศาสนาโดยรวมจะไม่ได้กำหนดให้ต้องละเว้นเนื้อสัตว์
แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้ศรัทธาที่มีจิตสำนึกเรื่องนี้สามารถเลือกวิถีมังสวิรัติ/วีแกนได้
โดยไม่ขัดกับหลักศรัทธาพื้นฐาน
- ศาสนาอิสลาม: อิสลามไม่มีข้อห้ามการกินเนื้อสัตว์
ยกเว้นต้องเป็นเนื้อที่ฮาลาล (ถูกต้องตามหลักศาสนา) และห้ามเนื้อสัตว์บางชนิด
(เช่น หมู) คัมภีร์อัลกุรอานระบุอย่างชัดเจนว่าสัตว์ที่ถูกเชือดอย่างถูกวิธีนั้นเป็นฮาลาลสำหรับการบริโภค
ซึ่งสะท้อนว่าการกินเนื้อเป็นที่ยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอิสลามมาแต่ดั้งเดิม
อย่างไรก็ดี อิสลามเน้นเรื่องความเมตตาและการไม่ทารุณสัตว์ในการเชือดสัตว์
(สัตว์ต้องไม่ทุกข์ทรมานเกินจำเป็น) และ ท่านศาสดามูฮัมหมัด เองก็ทรงตำหนิการฆ่าสัตว์เล่นเพื่อความสนุกสนาน
(เช่น ล่าสัตว์โดยไม่จำเป็น) ในมุมของการถือมังสวิรัติ/วีแกน ชาวมุสลิมจำนวนไม่มากนักที่เลือกวิถีนี้
โดยผู้รู้ศาสนาอิสลามส่วนใหญ่ลงความเห็นตรงกันว่า “การไม่กินเนื้อสัตว์นั้นทำได้และไม่บาป
ตราบใดที่ผู้นั้นไม่หลงคิดว่าการมังสวิรัติทำให้ตนเป็นมุสลิมที่เคร่งครัดหรือใกล้ชิดพระเจ้ามากกว่าผู้อื่น” กล่าวคือ
อิสลามอนุญาตให้เป็นมังสวิรัติได้แต่ไม่ถือว่าเป็นข้อปฏิบัติทางศาสนาที่เหนือกว่าการกินเนื้อสัตว์
ผู้ศรัทธาจะงดเนื้อด้วยเหตุผลส่วนตัว (เช่น สุขภาพหรือความเมตตา) ก็ย่อมได้
แต่ต้องไม่มองว่าการกระทำนั้นทำให้ตน “เป็นมุสลิมที่ดีขึ้น”
ในเชิงศาสนาเมื่อเทียบกับคนที่กินเนื้อ นอกจากนี้
ในธรรมเนียมสำคัญของอิสลามอย่าง เทศกาลอีดอัฎฮา ก็ยังคงมีพิธีเชือดสัตว์พลีเป็นสุนัต
(ปฏิบัติตามแบบอย่างท่านศาสดา) เพื่อแบ่งปันเนื้อแก่ญาติพี่น้องและผู้ยากไร้
นับเป็นส่วนหนึ่งของศรัทธาปฏิบัติ
ดังนั้นกระแสหลักของชาวมุสลิมยังบริโภคเนื้อสัตว์เป็นปกติ
(ผลสำรวจในอินเดียพบว่ามุสลิมเพียง ~8% ที่เป็นมังสวิรัติ)
ส่วนผู้ถือวีแกนในกลุ่มมุสลิมมักทำด้วยเหตุผลส่วนตัวมากกว่าคำสอนศาสนาโดยตรง
หมายเหตุ: นอกจากศาสนาข้างต้น
ยังมีศาสนาอื่นที่ส่งเสริมการไม่กินเนื้อสัตว์อย่างเข้มงวด เช่น ศาสนาเชน (Jainism)
ที่บัญญัติให้สาวกทุกคนต้องถือศีลมังสวิรัติอย่างเคร่งครัดและพยายามหลีกเลี่ยงการทำร้ายสิ่งมีชีวิตแม้แต่จุลินทรีย์ในดิน
(ถึงกับไม่รับประทานผักหัวใต้ดินเพราะการขุดขึ้นมาจะทำให้พืชตาย) ขณะที่ ศาสนายูดาย
และ ศาสนาซิกข์ ก็มีบางนิกายหรือบางบุคคลที่สนับสนุนมังสวิรัติ
แต่โดยทั่วไปยังอนุญาตเนื้อสัตว์ตามหลักโคเชอร์หรือคฤหัสถ์ตามลำดับ ดังนั้น
บทบาทของศาสนาต่อวีแกนอาจกล่าวโดยสรุปว่า ศาสนาตะวันออกบางศาสนายกย่องการละเว้นเนื้อสัตว์ว่าเป็นการเพิ่มพูนบุญและเมตตาธรรม
ในขณะที่ศาสนาตะวันตกส่วนใหญ่ไม่ได้มองเป็นข้อปฏิบัติจำเป็นทางศาสนา
แต่ก็เปิดทางให้ปฏิบัติได้หากทำด้วยจิตสำนึกส่วนตัว
มิติทางปรัชญา:
แนวคิดนักปรัชญาตะวันตกและตะวันออก
ประเด็นเรื่องการบริโภคหรือไม่บริโภคเนื้อสัตว์นั้นเกี่ยวพันกับคำถามทางจริยธรรมและปรัชญามาอย่างยาวนาน
นักคิดทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออกได้ให้ทรรศนะไว้หลากหลาย ซึ่งสามารถแบ่งเป็น ฝ่ายที่สนับสนุนจริยธรรมแบบวีแกน
กับ ฝ่ายที่โต้แย้งในเชิงปรัชญา ดังนี้:
แนวคิดสนับสนุนการละเว้นบริโภคสัตว์
(ฝ่ายสนับสนุนวีแกน)
- สิทธิและสวัสดิภาพของสัตว์: นักปรัชญายุคใหม่จำนวนมากให้ความสำคัญกับ
“สิทธิของสัตว์” (animal rights) โดยเห็นว่าสัตว์มีคุณค่าในตัวเองและมีสิทธิที่จะไม่ถูกทรมานหรือถูกฆ่าอย่างไม่จำเป็น
ปีเตอร์ ซิงเกอร์ (Peter Singer) นักปรัชญาสายอรรถประโยชน์ชาวออสเตรเลียได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง
“สายพันธ์นิยม” (speciesism) ว่าเป็นอคติที่มนุษย์ถือว่าชีวิตสัตว์ต่ำค่ากว่าชีวิตมนุษย์โดยไม่มีเหตุผลทางจริยธรรมที่ดี
เขาเสนอว่า หากสัตว์มีความสามารถรู้สึกทุกข์ทรมานได้
เราก็ควรนับทุกข์นั้นเข้าในการคำนวณทางศีลธรรมด้วย การเลี้ยงและฆ่าสัตว์เป็นอาหารในระบบอุตสาหกรรมทุกวันนี้ก่อความทุกข์ทรมานมหาศาลอย่างไม่มีความจำเป็น
จึงเป็นสิ่งที่ผิดจริยธรรมตามมุมมองของซิงเกอร์ นอกจากนี้ ทอม รีแกน (Tom
Regan) นักปรัชญาชาวอเมริกันก็เสนอทฤษฎีสิทธิสัตว์ว่า สัตว์ที่มีความรู้สึกมีสำนึก
(subject-of-a-life) ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ถูกมองเป็นเพียงทรัพย์สินหรือทรัพยากร มนุษย์จึงไม่มีสิทธิ์เบียดเบียนชีวิตสัตว์เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของตนเอง
แนวคิดเชิงสิทธิและสวัสดิภาพสัตว์เหล่านี้เป็นฐานคิดสำคัญที่สนับสนุนวิถีชีวิตวีแกนในโลกตะวันตก
- ลัทธิอรรถประโยชน์ (Utilitarianism): แนวคิดแบบอรรถประโยชน์เสนอว่า
การตัดสินความถูกผิดของการกระทำควรพิจารณาจากผลรวมของความสุขหรือความทุกข์ที่เกิดกับทุกฝ่าย
ดังนั้นหากการกินเนื้อสัตว์ก่อความทุกข์มหาศาลให้แก่สัตว์ในฟาร์มอุตสาหกรรม
(ซึ่งถูกขังและถูกฆ่า) มากกว่าความสุขที่มนุษย์ได้รับจากการบริโภค
การกินเนื้อก็ถือว่าไม่คุ้มค่าทางศีลธรรม
ผู้สนับสนุนวีแกนชี้ว่าเราสามารถดำรงชีวิตและมีสุขภาพดีได้ด้วยอาหารจากพืชเป็นหลัก
การละเว้นเนื้อสัตว์จะช่วยลดจำนวนสัตว์ที่ต้องถูกเลี้ยงและฆ่า
เป็นการลดปริมาณความทุกข์โดยรวมในโลก
อันสอดคล้องกับหลักอรรถประโยชน์ที่ว่าต้องการ “ความสุขมากที่สุดแก่จำนวนผู้คน
(และสิ่งมีชีวิต) มากที่สุด”
นอกจากนี้ยังมีการโต้แย้งเชิงอรรถประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น
การลดบริโภคเนื้อช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม (การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การใช้ที่ดินและนํ้าที่สูงจากปศุสัตว์)
และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอาหาร
(เนื่องจากการผลิตธัญพืชเลี้ยงคนโดยตรงเลี้ยงคนได้มากกว่าการปลูกให้สัตว์กินแล้วฆ่าสัตว์)
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติในภาพรวม
- ปรัชญาตะวันออกและหลักเมตตากรุณา: ในโลกตะวันออก
แนวคิดทางปรัชญาที่สนับสนุนการไม่กินเนื้อสัตว์มีรากฐานจากหลักคุณธรรมและการหลีกเลี่ยงบาปกรรม
ตัวอย่างเช่น คติอหิงสา ในศาสนาพุทธ ฮินดู
และเชนที่ได้กล่าวถึงในส่วนศาสนา แนวคิดเหล่านี้ตีความในทางปรัชญาได้ว่า “การทำร้ายสัตว์คือการทำร้ายตนเอง” เพราะส่งผลต่อจิตใจและกรรม
วิถีชีวิตแบบวีแกนจึงถูกมองว่าเป็นหนทางฝึกตนให้มีเมตตากรุณาและลดการพึ่งพาความรุนแรง
มหาตมะ คานธี ผู้นำทางความคิดชาวอินเดีย
(แม้ไม่ใช่นักปรัชญาเชิงวิชาการแต่มีอิทธิพลทางจริยศาสตร์)
ก็ยึดหลักอหิงสามาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คานธีกล่าวว่า “ความยิ่งใหญ่ของชาติและความก้าวหน้าทางศีลธรรมวัดได้จากวิธีที่ปฏิบัติต่อสัตว์” เขาเห็นว่าการกินมังสวิรัติเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตด้วยสันติและสัจจะ
ในทำนองเดียวกัน
ปรัชญาแบบเซนของญี่ปุ่นและจีนบางนิกายก็ส่งเสริมอาหารมังสวิรัติว่าเป็นการทำจิตให้บริสุทธิ์เรียบง่าย
ซึ่งเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมและสมาธิ
แนวคิดโต้แย้งหรือสนับสนุนการบริโภคเนื้อสัตว์
(ฝ่ายคัดค้านวีแกน)
- มนุษย์อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร: แนวคิดดั้งเดิมหลายกระแสถือว่า
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูงสุด
จึงมีสิทธิ์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงสัตว์เพื่อความอยู่รอดของตน ตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ
อริสโตเติล มองว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีลำดับชั้นและสัตว์ถูกสร้างมาเพื่อรับใช้ความต้องการของมนุษย์
ในยุโรปยุคกลาง แนวคิด “Great Chain of Being” ก็จัดลำดับพระเจ้าสูงสุด
ตามด้วยมนุษย์ สัตว์ และพืชตามลำดับ
ความเชื่อนี้ทำให้การใช้สัตว์เป็นอาหารหรือแรงงานถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติและสมเหตุสมผลทางธรรมชาติ
ฝ่ายโต้แย้งวีแกน บางส่วนยกเหตุผลว่า การล่าสัตว์และบริโภคเนื้อสัตว์เป็นวิถีของมนุษย์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์
เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการ (ดังจะกล่าวในหัวข้อต่อไป)
และเป็นธรรมชาติของห่วงโซ่อาหารที่สิ่งมีชีวิตต้องพึ่งพาและกินกันเป็นวัฏจักร
- เหตุผลด้านคุณค่าทางโภชนาการและสุขภาพตามธรรมชาติ: นักคิดบางกลุ่มให้เหตุผลเชิงธรรมชาติว่า ร่างกายมนุษย์วิวัฒนาการมาให้กินทั้งพืชและเนื้อ
(omnivorous) การปฏิเสธอาหารจากสัตว์โดยสิ้นเชิงอาจนำไปสู่การขาดสารอาหารสำคัญ
เช่น วิตามิน B12 เหล็ก หรือโอเมก้า-3 (ซึ่งในธรรมชาติได้มาจากเนื้อสัตว์หรือปลา)
ผู้คัดค้านบางคนอาจมิได้ปฏิเสธความเมตตาต่อสัตว์
แต่เกรงว่าการกินวีแกนเคร่งครัดจะขัดกับสรีรวิทยามนุษย์
การบริโภคไข่และนมจากฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์อย่างมีสวัสดิภาพจึงอาจเป็นทางสายกลางที่เหมาะสมกว่า
อย่างที่ โรเจอร์ ซครูตัน (Roger Scruton) นักปรัชญาชาวอังกฤษ เคยเสนอว่า เราสามารถรักและเคารพสัตว์ไปพร้อมกับการเลี้ยงและบริโภคมันได้
หากเราปฏิบัติต่อสัตว์อย่างดีในระหว่างที่มีชีวิตและฆ่าอย่างไม่ทารุณ
แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎี “ฟาร์มมนุษยธรรม”
(humane farming) ที่เชื่อว่าการทำปศุสัตว์แบบเน้นสวัสดิภาพสัตว์นั้นเป็นจริยธรรมที่ยอมรับได้
ผู้โต้แย้งเหล่านี้ให้เหตุผลว่า “การตายอย่างไม่เจ็บปวดไม่ใช่สิ่งเลวร้ายสำหรับสัตว์
หากพวกมันไม่รู้ถึงความตายหรือไม่ได้มีความปรารถนาจะมีชีวิตยืนยาวแบบมนุษย์” ดังที่ปรัชญาจารย์ คริส เบลชอว์ (Chris Belshaw)
เขียนไว้ว่า สัตว์ส่วนใหญ่ไม่รับรู้เรื่องอนาคตหรือตั้งเป้าหมายชีวิตระยะยาว
การที่พวกมันถูกฆ่าอย่างรวดเร็วไม่เจ็บปวดหลังมีชีวิตที่มีคุณภาพอาจไม่ถือเป็น
“ความเสียหาย” ต่อสัตว์นั้นในมุมมองจริยธรรม พร้อมเสริมว่า
“สัตว์เหล่านั้นอาจไม่เกิดมามีชีวิตเลยด้วยซ้ำ
หากไม่มีการเพาะเลี้ยงเพื่อการเกษตร” เมื่อมองเช่นนี้
การเลี้ยงสัตว์แบบปล่อยอิสระให้มีชีวิตที่ดีและฆ่าอย่างปรานีเพื่อบริโภค
จึงถูกบางคนมองว่าเป็นการประนีประนอมที่ยอมรับได้ทางจริยธรรม (คือสัตว์ได้รับชีวิตที่ดีช่วงหนึ่ง
แทนที่จะไม่มีชีวิตเลย) แนวคิดนี้คัดค้านจุดยืนวีแกนที่ว่า “การฆ่าสัตว์ใดๆ
ล้วนผิด” โดยชี้ว่าจริยธรรมมีความซับซ้อนและขึ้นกับบริบท เช่น
หากมนุษย์ดูแลสัตว์และมอบชีวิตที่มีความสุขพอสมควรแก่พวกมัน
การบริโภคเนื้อในลักษณะดังกล่าวก็ไม่ได้ละเมิดต่อคุณค่าทางจริยธรรมอย่างรุนแรงเหมือนกรณีฟาร์มอุตสาหกรรมที่ทารุณสัตว์
- ข้อโต้แย้งอื่นๆ: ยังมีข้อถกเถียงทางปรัชญาอื่นที่น่าสนใจ
เช่น นักปรัชญาบางท่านตั้งคำถามว่า “จุดหมายของศีลธรรมคือการลดความทุกข์เท่านั้นจริงหรือ?”
ฝ่ายนี้อาจยอมรับว่าการผลิตเนื้อสัตว์แบบอุตสาหกรรมทุกวันนี้มีปัญหาศีลธรรม
แต่ก็ไม่เห็นด้วยว่าทางออกคือการเลิกกินสัตว์ทั้งหมด บางคนเสนอแนวคิด “สัตว์เลี้ยงกับสัตว์ป่า” ว่า
หากเราหยุดบริโภคเนื้อสัตว์โดยสิ้นเชิง
สัตว์เลี้ยงในฟาร์มจำนวนมากย่อมสูญพันธุ์หรือถูกปล่อยสู่ธรรมชาติ
ซึ่งในความเป็นจริงพวกมันไม่อาจเอาตัวรอดเองได้และอาจประสบภัยทุกข์ทรมานยิ่งกว่าเดิมในโลกธรรมชาติที่เต็มไปด้วยผู้ล่าและความโหดร้าย
(เช่น วัวบ้าน ไก่บ้านไม่สามารถกลับไปดำรงชีวิตในป่าได้ง่าย)
ดังนั้นการดูแลสัตว์ในฟาร์มต่อไปอย่างมีมนุษยธรรมก็อาจเป็นการเมตตากว่าการ
“ปลดปล่อย” พวกมันสู่ป่าตามอุดมคติของนักสิทธิสัตว์สุดขั้ว
สรุปในมุมปรัชญา: การถกเถียงเรื่องวีแกนเกี่ยวข้องกับคำถามพื้นฐานทางจริยธรรมว่าเราจะขยายวงแห่งความเห็นอกเห็นใจของเราไปถึงสัตว์เพียงใด
และเราประเมินความทุกข์-ความสุขของสัตว์เทียบกับของมนุษย์อย่างไร ฝ่ายสนับสนุนวีแกนย้ำหลักเมตตาธรรมและการไม่เอาเปรียบสัตว์
โดยมองว่าวิถีชีวิตที่ไม่เบียดเบียนนั้นสอดคล้องกับจริยธรรมสากลและจะยกระดับคุณธรรมของมนุษย์
ส่วนฝ่ายโต้แย้งมักหยิบยกธรรมชาติของมนุษย์และความซับซ้อนของระบบนิเวศ-สังคมมาประกอบ
โดยเห็นว่ามนุษย์สามารถบริโภคเนื้อสัตว์ได้อย่างมีจริยธรรมหากกระทำด้วยความรับผิดชอบและปรานี
มิติทางวิวัฒนาการ:
มนุษย์เป็นสัตว์กินพืชหรือกินทั้งพืชและเนื้อ?
คำถามสำคัญประการหนึ่งคือ “มนุษย์เรามีวิวัฒนาการให้เป็นมังสวิรัติโดยธรรมชาติหรือไม่?” หรือกล่าวอีกอย่างคือ มนุษย์ควรกินอาหารจากพืชล้วนๆ ตามร่างกายที่ออกแบบมา
หรือเราวิวัฒน์มาเป็นสัตว์กินไม่เลือก (omnivore) ที่ต้องการทั้งพืชและเนื้อ?
ประเด็นนี้มีข้อสนับสนุนและข้อโต้แย้งดังนี้:
- หลักฐานที่สนับสนุนว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องกินเนื้อ
(มุมมองสนับสนุนวีแกน): มนุษย์จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกวานร
(primate) ซึ่งบรรพบุรุษดั้งเดิมของเรามีรูปแบบการกินคล้ายลิงและชิมแปนซี
คือกินพืชเป็นหลักและเสริมด้วยแมลงหรือสัตว์เล็กน้อยเป็นบางโอกาส
นักมานุษยวิทยาสันนิษฐานว่า อาหารของโฮมินินยุคแรกๆ (บรรพบุรุษมนุษย์)
น่าจะคล้ายกับของชิมแปนซีปัจจุบัน คือเป็น สัตว์กินพืชเป็นหลัก มีผลไม้
ใบไม้ ดอกไม้ เมล็ดพืช หัวใต้ดิน และแมลง เป็นองค์ประกอบหลัก
และมีเนื้อสัตว์เล็กๆ น้อยๆ บ้างตามโอกาส โครงสร้างฟันของมนุษย์ก็สะท้อนภาพนี้:
เรามีฟันกรามที่แบนใหญ่สำหรับบดพืช
และมีเขี้ยวที่เล็กมากเมื่อเทียบกับสัตว์กินเนื้อแท้จริง แถมลำไส้มนุษย์ก็ยาว
(ประมาณ 7-8 เมตร)
ใกล้เคียงกับสัตว์กินพืชซึ่งต้องมีเวลาย่อยอาหารที่มีไฟเบอร์สูง
(สัตว์กินเนื้อแท้มักมีลำไส้สั้นกว่ามาก)
ข้อมูลเหล่านี้มักถูกยกมาอ้างว่ามนุษย์เรา “ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ล่าและกินสัตว์ใหญ่เป็นประจำ” หากไม่มีเครื่องมือหรืออาวุธ
มนุษย์ดึกดำบรรพ์ก็คงจับสัตว์ใหญ่แทบไม่ได้
จะกินเนื้อได้ก็จากการขโมยซากที่สัตว์อื่นล่าหรือจับสัตว์เล็กง่ายๆ เช่น
กิ้งก่าหรือแมลงเท่านั้น ดังนั้น บางฝ่ายเห็นว่าอาหารจากพืช (รวมถึงผลไม้
ถั่ว และธัญพืช) น่าจะเป็นอาหารหลักดั้งเดิมของมนุษย์ การหันมากินพืชล้วนในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องขัดธรรมชาติแต่อย่างใด
แถมงานวิจัยด้านมานุษยวิทยาบางชิ้นยังเสนอว่า กลุ่มมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์บางกลุ่มอาจดำรงชีวิตแทบทั้งหมดด้วยพืชผล
โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สัตว์ใหญ่หายาก
ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างชนเผ่าพื้นเมืองบางเผ่าในปัจจุบันที่กินอาหารจากพืชเป็นหลักและมีสุขภาพแข็งแรง
- หลักฐานที่ชี้ว่ามนุษย์คือสัตว์กินทั้งพืชและเนื้อ
(มุมมองกระแสหลักทางวิทยาศาสตร์): ข้อมูลทางวิวัฒนาการชี้ว่า
การกินเนื้อสัตว์มีบทบาทสำคัญในวิวัฒนาการของมนุษย์ เมื่อราว 2.6
ล้านปีก่อน มีหลักฐานว่าบรรพบุรุษมนุษย์สาย
Homo เริ่มใช้เครื่องมือหินชำแหละเนื้อและกระดูกสัตว์ใหญ่เพื่อเอาไขกระดูกและเนื้อมาเป็นอาหาร
นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่มนุษย์โบราณเพิ่มสัดส่วนการกินโปรตีนและไขมันจากสัตว์มากขึ้นจากที่เคยเป็นอยู่
การบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้ำหนักสารอาหารสูงในปริมาณไม่มาก
ทำให้บรรพบุรุษของเราได้รับพลังงานเพียงพอที่จะวิวัฒนาการสมองที่ใหญ่ขึ้น นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าเมื่อมนุษย์เริ่มกินเนื้อและไขกระดูกมากขึ้น
ลำไส้ของเราก็ค่อยๆ สั้นลงเพราะย่อยอาหารที่มีคุณภาพสูงได้ง่ายกว่า
ขณะเดียวกันสมองก็ใหญ่ขึ้น (ใช้พลังงานเยอะขึ้น) รูปร่างร่างกายมนุษย์เริ่มเปลี่ยนไปเป็น
Homo erectus ที่ขายาว ลำตัวเพรียว
มีสมองใหญ่กว่าบรรพบุรุษก่อนหน้า
ซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่หลักฐานการล่าและกินเนื้อสัตว์ปรากฏมากขึ้นในบันทึกฟอสซิล
กล่าวได้ว่า มนุษย์วิวัฒนาการมาในฐานะสัตว์กินไม่เลือก (omnivore)
ผู้มีความยืดหยุ่นสูงด้านอาหาร เราสามารถกินได้ทั้งพืชและสัตว์ตามความหาได้
การวิเคราะห์ไอโซโทปกระดูกมนุษย์ดึกดำบรรพ์และคราบฟันบ่งชี้ว่า อาหารของมนุษย์ยุคก่อนประกอบด้วยความหลากหลายมาก
ทั้งเนื้อสัตว์ ปลา แมลง ผลไม้ พืชหัว และถั่วเมล็ดต่างๆ มนุษย์ไม่ได้กินแต่เนื้ออย่างเดียวเหมือนสัตว์จำพวกแมว
แต่ก็ไม่ได้กินแต่พืชอย่างเดียวเช่นช้างหรือวัว ทว่า ความสามารถในการกิน
“ทุกอย่าง” นี่เองที่เป็นเคล็ดลับความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เราปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ดีเยี่ยมด้วยการกินอาหารที่มีอยู่หลากชนิด
ตั้งแต่สัตว์ขนาดใหญ่ที่ล่าได้ ไปจนถึงพืชหัวใต้ดินที่ขุดหาในฤดูแล้ง หลักฐานทางฟอสซิลล่าสุดยังพบว่า
ในช่วงหลายแสนปีมานี้ บางยุคมนุษย์กินพืชมากขึ้น บางยุคกินเนื้อมากขึ้น
สลับไปตามสภาวะแวดล้อม
ยกตัวอย่างมนุษย์ยุคหินบางกลุ่มในยุโรปที่อยู่ในสภาพหนาวเย็นหาอาหารพืชได้จำกัดก็จะบริโภคเนื้อสัตว์เป็นหลัก
ขณะที่บางกลุ่มในเขตร้อนซึ่งพืชพรรณอุดมสมบูรณ์ก็จะกินพืชมากกว่าเนื้อ
เป็นต้น นักมานุษยวิทยาสรุปว่าคง ไม่อาจชี้ชัดว่ามนุษย์ “ควร”
กินแบบใดโดยธรรมชาติ เพราะธรรมชาติของเราคือการปรับตัว นั่นเอง
หลักฐานโดยรวม “หักล้าง” ความเชื่อที่ว่าบรรพบุรุษเรากินเนื้อเกือบล้วน ๆ
อย่างที่ผู้สนับสนุนอาหาร carnivore (กินแต่เนื้อ)
ในปัจจุบันกล่าวอ้าง ตรงกันข้าม อาหารบรรพกาลของมนุษย์นั้นหลากหลายยิ่งกว่านั้นมาก
ดังนั้นในมุมมองวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน
มนุษย์ไม่ได้เป็นสัตว์มังสวิรัติโดยกำเนิด
และก็ไม่ได้เป็นสัตว์กินเนื้อโดยกำเนิดอย่างเดียวเช่นกัน หากแต่เป็น สัตว์กินทั้งพืชและสัตว์ที่ยืดหยุ่น
(adaptive omnivore)
โดยสรุป ประเด็นวิวัฒนาการชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เราสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยอาหารจากพืชทั้งหมด
หากมีการปรุงและเสริมสารอาหารอย่างเหมาะสม
ในขณะเดียวกันร่างกายเราก็สามารถย่อยและใช้ประโยชน์จากเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน
ความสามารถทั้งสองด้านนี้คือจุดแข็งที่ทำให้มนุษย์อยู่รอดในสภาพแวดล้อมต่างๆ นานา การเลือกกินวีแกนในปัจจุบันจึงไม่ถือว่าฝืนธรรมชาติร่างกายจนเกินไป
เพราะเรามีวิวัฒนาการมาให้ย่อยอาหารพืชได้ดี
เพียงแต่ต้องระวังการขาดสารอาหารบางชนิดที่ครั้งหนึ่งเราเคยพึ่งพาจากสัตว์ (เช่น
วิตามิน B12) ส่วน ฝ่ายโต้แย้งที่ยืนยัน
“ความเป็นธรรมชาติ” ของการกินเนื้อ ก็มักเน้นว่าการกินทั้งพืชและสัตว์ผสมผสานกันอย่างสมดุลคือรูปแบบที่เหมาะสมกับพันธุกรรมของเรามากที่สุด
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ธรรมชาติ” ไม่ได้ตัดสิน “ความถูกผิด” ทางศีลธรรมโดยตรง
(สิ่งที่เป็นธรรมชาติอาจไม่ดีเสมอไป
หรือมนุษย์อาจเลือกขัดธรรมชาติเพื่อคุณธรรมที่สูงขึ้น)
ดังนั้นข้อถกเถียงทางวิวัฒนาการจึงมักถูกหยิบมาอ้างร่วมกับประเด็นด้านสุขภาพและจริยธรรมเพื่อสนับสนุนจุดยืนของแต่ละฝ่ายมากกว่าเป็นข้อสรุปเด็ดขาดในตัวเอง
มิติทางการแพทย์: ผลกระทบของวีแกนต่อสุขภาพ
สุดท้ายนี้จะพิจารณาจากแง่มุมทางการแพทย์และโภชนาการว่า
“การกินวีแกนส่งผลดีหรือเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างไร?”
ซึ่งเป็นคำถามสำคัญสำหรับผู้อ่านทั่วไปที่อยากทราบข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
ปัจจุบันมีงานวิจัยและความเห็นขององค์กรทางการแพทย์จำนวนมากเกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติ/วีแกน
สามารถสรุป ข้อดีและข้อควรระวัง ได้ดังนี้:
ข้อดีหรือประโยชน์ทางสุขภาพของอาหารวีแกน
(เมื่อปฏิบัติอย่างเหมาะสม)
- ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายชนิด: มีหลักฐานว่าผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติหรือวีแกนอย่างสมดุลจะมีสุขภาพโดยรวมดีกว่าผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์เป็นประจำในบางด้าน
ตัวอย่างเช่น งานวิจัยประชากรชี้ว่า มังสวิรัติ/วีแกนมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด
(โรคหลอดเลือดหัวใจ) เบาหวานประเภทที่ 2 ความดันโลหิตสูง
และโรคอ้วนลดลง เมื่อเทียบกับผู้กินเนื้อสัตว์ รวมถึงมีแนวโน้มระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว
(LDL) ต่ำกว่าและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดดีกว่า
ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวานได้ นอกจากนี้ อัตราการเกิดมะเร็งบางชนิด
ในกลุ่มมังสวิรัติก็พบว่าต่ำกว่าประชากรทั่วไปเล็กน้อย เช่น
มะเร็งลำไส้ใหญ่มะเร็งกระเพาะอาหาร (ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ WHO ที่ชี้ว่าการบริโภคเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่)
องค์การอนามัยโลกผ่านหน่วยงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ได้จัดให้ เนื้อแปรรูป (เช่น ไส้กรอก
เบคอน แฮม) เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์กลุ่มที่ 1 (มีหลักฐานชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับมะเร็ง)
และ เนื้อแดง (เช่น เนื้อวัว หมู แกะ) เป็นกลุ่ม
2A (น่าจะก่อมะเร็ง) การงดกินเนื้อเหล่านี้ย่อมช่วยหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว
ดังนั้นในภาพรวม แพทย์และนักโภชนาการจำนวนไม่น้อยยอมรับว่า
“อาหารวีแกนที่วางแผนดี”
สามารถส่งเสริมสุขภาพและลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้หลากหลาย
- น้ำหนักตัวและสุขภาพเมตาบอลิกที่ดีขึ้น: โดยเฉลี่ยแล้ว
ผู้ทานอาหารมังสวิรัติจะมีดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่าผู้ทานเนื้อสัตว์
และอัตราภาวะอ้วนก็ต่ำกว่าด้วย
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาหารจากพืชมักมีแคลอรีต่ำกว่าเมื่อเทียบปริมาณเท่ากันและมีใยอาหารสูง
ทำให้อิ่มอยู่ท้องได้นาน นอกจากนี้อาหารวีแกนมักมีไขมันอิ่มตัวต่ำมาก
(เนื่องจากไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่พบในเนื้อแดง นม เนย)
ส่งผลให้ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด การศึกษาของ Harvard
ระบุข้อดีของอาหารมังสวิรัติไว้ว่าเกี่ยวข้องกับ “ค่าดัชนีมวลกายและความดันโลหิตที่ต่ำกว่า ความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน
และมะเร็งบางชนิดที่ลดลง และอายุที่ยืนยาวขึ้น” เมื่อเทียบกับกลุ่มประชากรทั่วไป
คุณประโยชน์เหล่านี้มาจากการที่อาหารพืชเต็มไปด้วยผักผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด
และถั่วต่างๆ ซึ่งอุดมด้วยไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุ
และสารพฤกษเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ในขณะที่ปราศจากคอเลสเตอรอลและมีไขมันอิ่มตัวต่ำมาก
การศึกษาในวงกว้างของสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐฯ สรุปไว้ชัดเจนว่า “อาหารมังสวิรัติและวีแกนที่วางแผนอย่างเหมาะสมให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน
สามารถส่งเสริมสุขภาพ และอาจช่วยป้องกันและรักษาโรคบางชนิดได้” อีกทั้งเหมาะสำหรับคนทุกช่วงวัยไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ
หรือหญิงตั้งครรภ์ตราบใดที่ได้รับสารอาหารครบถ้วน ข้อนี้เป็นการยืนยันว่าอาหารวีแกนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีได้
- ข้อได้เปรียบด้านอื่น: แม้จะนอกเหนือประเด็นสุขภาพส่วนบุคคล แต่ก็ควรกล่าวว่าหลายองค์กรด้านสาธารณสุข (เช่น WHO และ Harvard School of Public Health) ยอมรับว่า อาหารที่เน้นพืชเป็นหลักมีประโยชน์ในระดับสังคม เช่น ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ทั้งยังตอบโจทย์จริยธรรมในมิติสุขภาพสัตว์และความปลอดภัยของอาหาร (โรคติดต่อจากฟาร์มสัตว์ เป็นต้น) การเลือกทานวีแกนอาจส่งผลดีทางอ้อมต่อสุขภาพส่วนรวม ทั้งในแง่ลดภาระโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคอุบัติใหม่ที่เกี่ยวข้องกับฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่
ความเสี่ยงและข้อควรระวังเกี่ยวกับสุขภาพในการทานวีแกน
- การขาดสารอาหารบางชนิด: ข้อพึงระวังสำคัญที่สุดของการทานวีแกนคือ
การได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนหากไม่วางแผนให้ดี อาหารจากพืชล้วนตามธรรมชาติ
ไม่มีวิตามิน B12 ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดงและรักษาการทำงานของระบบประสาท
วิตามิน B12 พบในผลิตภัณฑ์สัตว์ (เนื้อ นม ไข่)
หรือผลิตภัณฑ์เสริมเท่านั้น ผู้ที่ทานวีแกนจึงเสี่ยงขาดวิตามิน B12 ได้ภายในไม่กี่ปี (เพราะร่างกายมี B12 สะสมได้ราว
3-5 ปี)
หากไม่เสริมจากอาหารเสริมวิตามินหรืออาหารเสริมวิตามิน (เช่น นมถั่วเหลือง
ซีเรียล ที่เติม B12) อาการขาด B12 ได้แก่ โรคโลหิตจางชนิดเมกะโลบลาสติค (เม็ดเลือดแดงผิดปกติ) อ่อนเพลีย
เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ
และหากปล่อยไว้นานอาจทำลายระบบประสาทจนมีอาการชามือชาเท้า เดินเซ
ความจำเสื่อม หรือซึมเศร้าได้ ดังนั้นแพทย์แนะนำว่าวีแกนทุกคน “ต้องเสริมวิตามิน B12 เป็นประจำ” ไม่ว่าจะในรูปวิตามินเม็ดหรืออาหารที่มีการเสริม นอกจาก B12 แล้ว ธาตุเหล็ก และ แคลเซียม ก็เป็นสารอาหารที่ต้องระวังเช่นกัน
เหล็กจากพืช (non-heme iron) ร่างกายดูดซึมได้น้อยกว่าเหล็กจากเนื้อสัตว์
จำเป็นต้องกินในปริมาณมากพอและควรทานพร้อมวิตามินซีเพื่อช่วยดูดซึม
ส่วนแคลเซียมแม้มีในพืชใบเขียวและธัญพืชบางชนิด
แต่หากงดนมและผลิตภัณฑ์นมก็ต้องหาแหล่งทดแทนเช่น เต้าหู้งา
นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม หรือรับแสงแดดให้พอเพื่อให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีช่วยดูดซึมแคลเซียม
งานวิจัย EPIC-Oxford ที่ติดตามสุขภาพคนกินมังสวิรัติและวีแกนในยุโรปพบว่ากลุ่มวีแกนมีความหนาแน่นมวลกระดูกต่ำกว่าผู้กินเนื้อเล็กน้อย
และมีความเสี่ยงกระดูกหัก (โดยเฉพาะกระดูกสะโพก) สูงกว่า สันนิษฐานว่าเกิดจาก
การได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอและค่าดัชนีมวลกายที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
(คนผอมมากมีแนวโน้มกระดูกบางกว่า)
ดังนั้นผู้ทานวีแกนต้องใส่ใจบริโภคอาหารที่ให้แคลเซียมสูงหรือเสริมด้วยแคลเซียมและวิตามินดีเมื่อจำเป็น
- โปรตีนและกรดไขมันโอเมก้า-3: โดยทั่วไปการได้โปรตีนเพียงพอไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับวีแกน
หากกินพืชหลากหลายชนิด เช่น ถั่วต่างๆ ธัญพืชเต็มเมล็ด เต้าหู้
และโปรตีนเกษตร จะให้กรดอะมิโนครบถ้วนได้ อย่างไรก็ดี กรดไขมันโอเมก้า-3
ชนิดที่มีประโยชน์ (DHA/EPA) พบมากในปลาหรือน้ำมันปลา
ส่วนในพืชจะอยู่ในรูป ALA (เช่น จากเมล็ดแฟลกซ์
เมล็ดเจีย) ซึ่งร่างกายแปลงเป็น DHA/EPA ได้น้อย
ผู้ทานวีแกนอาจพิจารณาเสริมโอเมก้า-3 จากสาหร่ายทะเลหรือผลิตภัณฑ์เสริมโอเมก้า-3
ชนิดมังสวิรัติ นอกจากนี้ ไอโอดีน (ที่ได้จากอาหารทะเลหรือเกลือเสริมไอโอดีน) และ สังกะสี
(จากเนื้อสัตว์ หอยนางรม)
ก็เป็นเกลือแร่ที่ควรได้รับพอเพียงจากแหล่งพืช เช่น สาหร่ายทะเล ถั่ว
เมล็ดฟักทอง เป็นต้น
- ข้อควรระวังอื่น ๆ: การเปลี่ยนมาทานอาหารวีแกนต้องอาศัยการปรับตัวของระบบย่อยอาหารด้วย
เพราะใยอาหารที่สูงมากในพืชอาจทำให้บางคนมีอาการท้องอืดหรือถ่ายบ่อยช่วงแรกๆ
นอกจากนี้ อาหารวีแกนบางประเภทที่ผ่านการแปรรูปสูง (เช่น เนื้อเทียมสำเร็จรูป
ขนมขบเคี้ยวมังสวิรัติที่มีน้ำตาล/เกลือ/ไขมันสูง)
ก็ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเช่นกัน ผู้ทานวีแกนจึงควรเลือกรับประทานอาหารที่สดใหม่และสมดุล
หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปจัด แม้จะติดป้ายวีแกนก็ตาม
เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ หากทำได้ดังนี้ องค์กรวิชาชีพด้านโภชนาการยืนยันว่าอาหารวีแกนสามารถให้อาหารครบคุณค่าและดีต่อสุขภาพในทุกช่วงวัย
โดยสรุปทางการแพทย์: อาหารวีแกนมีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
แต่ผู้ปฏิบัติต้องมีความรู้และใส่ใจในการจัดเมนูเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดสารอาหาร
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ชดเชยสารอาหารบางชนิดที่หาไม่ได้จากพืช (โดยเฉพาะวิตามิน B12)
อย่างสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพเป็นระยะ หากปฏิบัติอย่างถูกต้อง
อาหารวีแกนก็ได้รับการยอมรับว่า “ดีต่อสุขภาพ” ไม่แพ้อาหารที่มีเนื้อสัตว์
แถมยังมีข้อดีในด้านลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อและโรคจากอาหารสัตว์ อย่างไรก็ตาม
อาหารทุกแบบย่อมมีทั้งคุณและโทษ ผู้ที่สนใจแนวทางวีแกนควรศึกษาข้อมูลและทดลองปรับพฤติกรรมการกินอย่างค่อยเป็นค่อยไป
(เช่น ลองมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นหรือมังสวิรัติแบบกินนมไข่ก่อน
แล้วจึงเข้าสู่วีแกนเต็มตัว) เพื่อดูว่าเหมาะสมกับร่างกายตนเองหรือไม่
การรับคำปรึกษาจากนักโภชนาการหรือนักกำหนดอาหารก็จะช่วยให้การวางแผนโภชนาการเป็นไปอย่างรอบคอบ
ป้องกันผลเสียต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น
บทสรุป
วิถีชีวิตแบบวีแกนเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและมีมิติหลากหลาย
ดังที่ได้อภิปรายมาในด้านศาสนา ปรัชญา วิวัฒนาการ และการแพทย์ แต่ละด้านต่างมีทั้ง
ข้อสนับสนุน และ ข้อคัดค้าน ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานเหตุผลและมุมมองที่แตกต่างกัน
ในด้านศาสนา
เราพบว่าศาสนาตะวันออกส่วนมากส่งเสริมความเมตตาต่อสัตว์และยกย่องการไม่กินเนื้อ
ขณะที่ศาสนาตะวันตกเปิดกว้างแต่ไม่บังคับ ในด้านปรัชญา
มีทั้งเสียงเรียกร้องจริยธรรมเพื่อสัตว์และเสียงทักท้วงเรื่องสิทธิในการยังชีพและธรรมชาติของมนุษย์
ด้านวิวัฒนาการชี้ชัดว่ามนุษย์เป็นสัตว์กินได้หลากหลาย การเลือกวีแกนจึงเป็น ทางเลือกเชิงจริยธรรมมากกว่าเงื่อนไขเชิงชีววิทยา
และสุดท้ายด้านการแพทย์ยืนยันว่าอาหารวีแกนที่ดีสามารถส่งเสริมสุขภาพได้จริง
แต่ก็ต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดสารอาหาร
ผู้อ่านทั่วไปสามารถนำข้อมูลทั้งหมดนี้มาประกอบการพิจารณา “วีแกนเหมาะกับตนหรือไม่” อย่างรอบด้าน
และไม่ว่าจะเลือกวิถีการบริโภคแบบใด
การมีความรู้ที่ถูกต้องก็จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและเคารพต่อมุมมองที่แตกต่างของผู้อื่นด้วย
อ้างอิง: องค์การอนามัยโลก
(WHO); Harvard Health Publishing; Pew Research Center; BuddhaNet; Nature
Education; Stanford Encyclopedia of Philosophy; Philosophy Now; Journal of the
Academy of Nutrition and Dietetics; Hinduism Today และแหล่งข้อมูลวิชาการอื่นๆ
ได้แก่ฯลฯ (ตามหมายเลขเชิงอรรถในบทความ)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น