วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568

วีแกน

วิถีชีวิตแบบวีแกน: ข้อสนับสนุนและโต้แย้งในมิติศาสนา ปรัชญา วิวัฒนาการ และการแพทย์

บทนำ: วีแกน (Veganism) คือวิถีชีวิตที่งดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทั้งหมด รวมถึงไข่ นม น้ำผึ้ง และหลีกเลี่ยงการใช้สินค้าอื่นๆ ที่มาจากสัตว์ ด้วยเหตุผลด้านจริยธรรม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม หรือความเชื่อส่วนบุคคล การใช้ชีวิตแบบวีแกนกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งผู้สนับสนุนที่เห็นคุณค่าของการไม่เบียดเบียนสัตว์และผลดีต่อสุขภาพ และผู้โต้แย้งที่ตั้งคำถามถึงความจำเป็นหรือความเหมาะสมของการละเว้นผลิตภัณฑ์สัตว์อย่างสิ้นเชิง บทความนี้จะสำรวจข้อสนับสนุนและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับวิถีชีวิตวีแกนใน 4 มิติหลัก ได้แก่ ด้านศาสนา ปรัชญา วิวัฒนาการ และการแพทย์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO), สถาบันการศึกษา และงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านทั่วไปเข้าใจประเด็นนี้อย่างลึกซึ้งในหลากหลายมุมมอง

 

มิติทางศาสนา: ศาสนากับการบริโภคเนื้อสัตว์

ประเด็นเรื่องการไม่บริโภคเนื้อสัตว์ปรากฏในคำสอนของหลายศาสนาใหญ่ทั่วโลก แต่ละศาสนามีท่าทีและการตีความที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านที่สนับสนุนความเมตตาต่อสัตว์และด้านที่อนุโลมให้บริโภคเนื้อสัตว์ได้ ดังนี้:

  • พระพุทธศาสนา: หลักเมตตาและความไม่เบียดเบียน (อหิงสา) ในพระพุทธศาสนาชวนให้ชาวพุทธหลายคนหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะในมหายานที่มักสอนให้มังสวิรัติหรือวีแกนเพื่อหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์ อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติข้อห้ามการกินเนื้อสัตว์อย่างเด็ดขาด ในยุคพุทธกาล ภิกษุสงฆ์ยังคงฉันอาหารที่ญาติโยมถวาย ไม่ว่าจะมีเนื้อสัตว์หรือไม่ก็ตาม ตราบเท่าที่มิได้เห็น ไม่ได้ยิน หรือรังเกียจในการฆ่าสัตว์นั้นๆ ในคัมภีร์บาลี (พระไตรปิฎก) มีข้อความยืนยันว่าความบริสุทธิ์ทางศีลธรรมขึ้นอยู่กับการละกิเลส ไม่ใช่อาหารที่บริโภค ดังนั้นในฝ่ายเถรวาทหลายพื้นที่ (เช่น ไทย ศรีลังกา) การกินเนื้อสัตว์ยังพบได้โดยไม่ได้ถือว่าผิดศีล ขณะที่ฝ่ายมหายาน (เช่น จีน เวียดนาม) นิยมถือศีลมังสวิรัติอย่างเคร่งครัดในหมู่พระและฆราวาสบางส่วน ทั้งนี้ ชาวพุทธที่สนับสนุนวีแกน ให้เหตุผลว่า การกินเนื้อคือการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ก่อความทุกข์ทรมานและความตายแก่สัตว์นับล้าน หากเรามีเมตตาจริงก็ควรหลีกเลี่ยง” ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่โต้แย้งว่าไม่จำเป็นต้องมังสวิรัติ อ้างเหตุผลหลายประการ เช่น การกินเนื้อโดยตรงไม่ได้ผิดศีลหากตนมิได้ฆ่าเอง (เหมือนอย่างที่ชาวสวนยังต้องฆ่าแมลงศัตรูพืชเพื่อปลูกผัก) และคุณความดีของคนมิได้ขึ้นกับอาหารที่กินแต่ขึ้นอยู่กับเจตคติและศีลธรรมภายในมากกว่า สรุปแล้ว พระพุทธศาสนามิได้กำหนดบทบัญญัติเรื่องการกินเนื้อไว้ตายตัว การจะเป็นมังสวิรัติหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและเมตตาจิตของแต่ละบุคคลในทางปฏิบัติ
  • ศาสนาฮินดู: หลักอหิงสาหรือการไม่เบียดเบียนเป็นคุณธรรมสำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ส่งผลให้ ชาวฮินดูจำนวนมากนิยมมังสวิรัติ โดยถือว่าการไม่กินเนื้อสัตว์ช่วยส่งเสริมความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณและหลีกเลี่ยงบาปจากการฆ่าสัตว์ ในคัมภีร์สำคัญของฮินดู เช่น มหาภารตะ ได้กล่าวไว้ว่าการไม่ใช้ความรุนแรงคือหน้าที่และคำสอนสูงสุด และผู้ที่มีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม (ผู้สังหาร ผู้ขาย ผู้ปรุง หรือผู้กิน) ล้วนถือเป็นผู้ร่วมการฆ่านั้น หลักธรรมเหล่านี้ถูกตีความว่า การกินมังสวิรัติย่อมดีกว่าต่อกรรมของตน และไม่นำตนไปสู่การสะสมบาปเพิ่มขึ้น ฮินดูจำนวนมาก (ราวหนึ่งในสาม) จึงเป็นมังสวิรัติอย่างน้อยก็ไม่กินเนื้อวัวตามความเชื่อเรื่องวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรก็ดี ศาสนาฮินดูเองไม่ได้บังคับเรื่องอาหารอย่างเอกฉันท์ คนฮินดูบางกลุ่มหรือบางภูมิภาคก็บริโภคเนื้อสัตว์ (เช่น ปลาหรือแพะ) ตามวัฒนธรรมท้องถิ่น และในคัมภีร์ก็มีหลักฐานว่ายุคพระเวทดั้งเดิมมีการบูชายัญสัตว์เพื่อประกอบพิธีกรรมด้วย แต่จำกัดเฉพาะบางโอกาส ปัจจุบันในสังคมอินเดีย พบว่าแม้ชาวฮินดูเคร่งศาสนาจะมีแนวโน้มมังสวิรัติมากกว่า แต่ภาพรวมแล้ว คนอินเดียส่วนใหญ่ (ประมาณ 61%) ยังคงบริโภคเนื้อสัตว์ในบางรูปแบบ (ไม่ว่าจะเป็นไม่ทานเนื้อบางชนิดหรือเว้นช่วงบางวัน) โดยรวมถึง 81% ของชาวอินเดียที่จำกัดการกินเนื้อของตนในทางใดทางหนึ่ง สะท้อนว่าการถือมังสวิรัติในฮินดูเป็นคุณธรรมที่ได้รับการยกย่อง แต่ไม่ได้เคร่งครัดเป็นข้อบังคับทางศาสนาสำหรับทุกคน
  • ศาสนาคริสต์: คัมภีร์ไบเบิลระบุว่า มนุษย์ได้รับอนุญาตให้ครอบครองสัตว์และใช้เป็นอาหารได้ (ปฐมกาล 9:3) อีกทั้ง พระเยซู และสาวกก็มีกล่าวถึงการบริโภคปลาและอาหารอื่นๆ ทำให้ประเพณีหลักของคริสต์ศาสนาไม่ถือว่าการกินเนื้อสัตว์เป็นบาป ในประวัติศาสตร์ยุคกลางเคยมีนักบวชและนักบุญบางท่านถือมังสวิรัติด้วยเหตุผลพรตหรือสุขภาพ แต่ภายหลังแนวทางการตีความคัมภีร์มุ่งไปในทางว่า ของกินทุกอย่างที่พระเจ้าประทานนั้นบริโภคได้” ส่งผลให้ปัจจุบันคริสตชนส่วนใหญ่อาหารการกินไม่มีข้อห้ามเรื่องเนื้อสัตว์ รายงานหนึ่งระบุว่า คริสเตียนยุคใหม่ส่วนมากสามารถกินเนื้อสัตว์ได้อย่างไร้ข้อจำกัด แม้ว่าหลายคนในยุคกลางจะเคยถือมังสวิรัติ แต่การตีความไบเบิลแบบส่งเสริมการกินเนื้อค่อยๆ กลายมาเป็นท่าทีหลักของศาสนจักรคริสต์ในยุคต่อมา อย่างไรก็ดี ในคริสต์ศาสนาก็มีกลุ่มผู้ศรัทธาที่เลือกเป็นมังสวิรัติ/วีแกนด้วยจิตสำนึกทางศีลธรรม เช่น ชาวเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนทิสต์ (Seventh-day Adventists) ซึ่งส่งเสริมการกินอาหารมังสวิรัติในหลักสุขภาพ และพบว่ากลุ่มนี้มีอายุขัยเฉลี่ยสูงและสุขภาพดีกว่าค่าเฉลี่ยประชากร (จากงานวิจัยด้านระบาดวิทยา) ส่วนคริสตชนกลุ่มอื่นๆ บางส่วนก็อาจถือมังสวิรัติเป็นการส่วนตัวหรือในช่วงเทศกาลถือศีลอดอาหาร (อย่างเทศกาลมหาพรต (Lent) ที่เคยปฏิบัติด้วยการงดเนื้อสัตว์) ดังนั้น แม้คริสต์ศาสนาโดยรวมจะไม่ได้กำหนดให้ต้องละเว้นเนื้อสัตว์ แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้ศรัทธาที่มีจิตสำนึกเรื่องนี้สามารถเลือกวิถีมังสวิรัติ/วีแกนได้ โดยไม่ขัดกับหลักศรัทธาพื้นฐาน
  • ศาสนาอิสลาม: อิสลามไม่มีข้อห้ามการกินเนื้อสัตว์ ยกเว้นต้องเป็นเนื้อที่ฮาลาล (ถูกต้องตามหลักศาสนา) และห้ามเนื้อสัตว์บางชนิด (เช่น หมู) คัมภีร์อัลกุรอานระบุอย่างชัดเจนว่าสัตว์ที่ถูกเชือดอย่างถูกวิธีนั้นเป็นฮาลาลสำหรับการบริโภค ซึ่งสะท้อนว่าการกินเนื้อเป็นที่ยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอิสลามมาแต่ดั้งเดิม อย่างไรก็ดี อิสลามเน้นเรื่องความเมตตาและการไม่ทารุณสัตว์ในการเชือดสัตว์ (สัตว์ต้องไม่ทุกข์ทรมานเกินจำเป็น) และ ท่านศาสดามูฮัมหมัด เองก็ทรงตำหนิการฆ่าสัตว์เล่นเพื่อความสนุกสนาน (เช่น ล่าสัตว์โดยไม่จำเป็น) ในมุมของการถือมังสวิรัติ/วีแกน ชาวมุสลิมจำนวนไม่มากนักที่เลือกวิถีนี้ โดยผู้รู้ศาสนาอิสลามส่วนใหญ่ลงความเห็นตรงกันว่า การไม่กินเนื้อสัตว์นั้นทำได้และไม่บาป ตราบใดที่ผู้นั้นไม่หลงคิดว่าการมังสวิรัติทำให้ตนเป็นมุสลิมที่เคร่งครัดหรือใกล้ชิดพระเจ้ามากกว่าผู้อื่น” กล่าวคือ อิสลามอนุญาตให้เป็นมังสวิรัติได้แต่ไม่ถือว่าเป็นข้อปฏิบัติทางศาสนาที่เหนือกว่าการกินเนื้อสัตว์ ผู้ศรัทธาจะงดเนื้อด้วยเหตุผลส่วนตัว (เช่น สุขภาพหรือความเมตตา) ก็ย่อมได้ แต่ต้องไม่มองว่าการกระทำนั้นทำให้ตน “เป็นมุสลิมที่ดีขึ้น” ในเชิงศาสนาเมื่อเทียบกับคนที่กินเนื้อ นอกจากนี้ ในธรรมเนียมสำคัญของอิสลามอย่าง เทศกาลอีดอัฎฮา ก็ยังคงมีพิธีเชือดสัตว์พลีเป็นสุนัต (ปฏิบัติตามแบบอย่างท่านศาสดา) เพื่อแบ่งปันเนื้อแก่ญาติพี่น้องและผู้ยากไร้ นับเป็นส่วนหนึ่งของศรัทธาปฏิบัติ ดังนั้นกระแสหลักของชาวมุสลิมยังบริโภคเนื้อสัตว์เป็นปกติ (ผลสำรวจในอินเดียพบว่ามุสลิมเพียง ~8% ที่เป็นมังสวิรัติ) ส่วนผู้ถือวีแกนในกลุ่มมุสลิมมักทำด้วยเหตุผลส่วนตัวมากกว่าคำสอนศาสนาโดยตรง

หมายเหตุ: นอกจากศาสนาข้างต้น ยังมีศาสนาอื่นที่ส่งเสริมการไม่กินเนื้อสัตว์อย่างเข้มงวด เช่น ศาสนาเชน (Jainism) ที่บัญญัติให้สาวกทุกคนต้องถือศีลมังสวิรัติอย่างเคร่งครัดและพยายามหลีกเลี่ยงการทำร้ายสิ่งมีชีวิตแม้แต่จุลินทรีย์ในดิน (ถึงกับไม่รับประทานผักหัวใต้ดินเพราะการขุดขึ้นมาจะทำให้พืชตาย) ขณะที่ ศาสนายูดาย และ ศาสนาซิกข์ ก็มีบางนิกายหรือบางบุคคลที่สนับสนุนมังสวิรัติ แต่โดยทั่วไปยังอนุญาตเนื้อสัตว์ตามหลักโคเชอร์หรือคฤหัสถ์ตามลำดับ ดังนั้น บทบาทของศาสนาต่อวีแกนอาจกล่าวโดยสรุปว่า ศาสนาตะวันออกบางศาสนายกย่องการละเว้นเนื้อสัตว์ว่าเป็นการเพิ่มพูนบุญและเมตตาธรรม ในขณะที่ศาสนาตะวันตกส่วนใหญ่ไม่ได้มองเป็นข้อปฏิบัติจำเป็นทางศาสนา แต่ก็เปิดทางให้ปฏิบัติได้หากทำด้วยจิตสำนึกส่วนตัว

 

มิติทางปรัชญา: แนวคิดนักปรัชญาตะวันตกและตะวันออก

ประเด็นเรื่องการบริโภคหรือไม่บริโภคเนื้อสัตว์นั้นเกี่ยวพันกับคำถามทางจริยธรรมและปรัชญามาอย่างยาวนาน นักคิดทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออกได้ให้ทรรศนะไว้หลากหลาย ซึ่งสามารถแบ่งเป็น ฝ่ายที่สนับสนุนจริยธรรมแบบวีแกน กับ ฝ่ายที่โต้แย้งในเชิงปรัชญา ดังนี้:

แนวคิดสนับสนุนการละเว้นบริโภคสัตว์ (ฝ่ายสนับสนุนวีแกน)

  • สิทธิและสวัสดิภาพของสัตว์: นักปรัชญายุคใหม่จำนวนมากให้ความสำคัญกับ สิทธิของสัตว์” (animal rights) โดยเห็นว่าสัตว์มีคุณค่าในตัวเองและมีสิทธิที่จะไม่ถูกทรมานหรือถูกฆ่าอย่างไม่จำเป็น ปีเตอร์ ซิงเกอร์ (Peter Singer) นักปรัชญาสายอรรถประโยชน์ชาวออสเตรเลียได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง สายพันธ์นิยม” (speciesism) ว่าเป็นอคติที่มนุษย์ถือว่าชีวิตสัตว์ต่ำค่ากว่าชีวิตมนุษย์โดยไม่มีเหตุผลทางจริยธรรมที่ดี เขาเสนอว่า หากสัตว์มีความสามารถรู้สึกทุกข์ทรมานได้ เราก็ควรนับทุกข์นั้นเข้าในการคำนวณทางศีลธรรมด้วย การเลี้ยงและฆ่าสัตว์เป็นอาหารในระบบอุตสาหกรรมทุกวันนี้ก่อความทุกข์ทรมานมหาศาลอย่างไม่มีความจำเป็น จึงเป็นสิ่งที่ผิดจริยธรรมตามมุมมองของซิงเกอร์ นอกจากนี้ ทอม รีแกน (Tom Regan) นักปรัชญาชาวอเมริกันก็เสนอทฤษฎีสิทธิสัตว์ว่า สัตว์ที่มีความรู้สึกมีสำนึก (subject-of-a-life) ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ถูกมองเป็นเพียงทรัพย์สินหรือทรัพยากร มนุษย์จึงไม่มีสิทธิ์เบียดเบียนชีวิตสัตว์เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของตนเอง แนวคิดเชิงสิทธิและสวัสดิภาพสัตว์เหล่านี้เป็นฐานคิดสำคัญที่สนับสนุนวิถีชีวิตวีแกนในโลกตะวันตก
  • ลัทธิอรรถประโยชน์ (Utilitarianism): แนวคิดแบบอรรถประโยชน์เสนอว่า การตัดสินความถูกผิดของการกระทำควรพิจารณาจากผลรวมของความสุขหรือความทุกข์ที่เกิดกับทุกฝ่าย ดังนั้นหากการกินเนื้อสัตว์ก่อความทุกข์มหาศาลให้แก่สัตว์ในฟาร์มอุตสาหกรรม (ซึ่งถูกขังและถูกฆ่า) มากกว่าความสุขที่มนุษย์ได้รับจากการบริโภค การกินเนื้อก็ถือว่าไม่คุ้มค่าทางศีลธรรม ผู้สนับสนุนวีแกนชี้ว่าเราสามารถดำรงชีวิตและมีสุขภาพดีได้ด้วยอาหารจากพืชเป็นหลัก การละเว้นเนื้อสัตว์จะช่วยลดจำนวนสัตว์ที่ต้องถูกเลี้ยงและฆ่า เป็นการลดปริมาณความทุกข์โดยรวมในโลก อันสอดคล้องกับหลักอรรถประโยชน์ที่ว่าต้องการ “ความสุขมากที่สุดแก่จำนวนผู้คน (และสิ่งมีชีวิต) มากที่สุด” นอกจากนี้ยังมีการโต้แย้งเชิงอรรถประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น การลดบริโภคเนื้อช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม (การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ที่ดินและนํ้าที่สูงจากปศุสัตว์) และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอาหาร (เนื่องจากการผลิตธัญพืชเลี้ยงคนโดยตรงเลี้ยงคนได้มากกว่าการปลูกให้สัตว์กินแล้วฆ่าสัตว์) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติในภาพรวม
  • ปรัชญาตะวันออกและหลักเมตตากรุณา: ในโลกตะวันออก แนวคิดทางปรัชญาที่สนับสนุนการไม่กินเนื้อสัตว์มีรากฐานจากหลักคุณธรรมและการหลีกเลี่ยงบาปกรรม ตัวอย่างเช่น คติอหิงสา ในศาสนาพุทธ ฮินดู และเชนที่ได้กล่าวถึงในส่วนศาสนา แนวคิดเหล่านี้ตีความในทางปรัชญาได้ว่า การทำร้ายสัตว์คือการทำร้ายตนเอง” เพราะส่งผลต่อจิตใจและกรรม วิถีชีวิตแบบวีแกนจึงถูกมองว่าเป็นหนทางฝึกตนให้มีเมตตากรุณาและลดการพึ่งพาความรุนแรง มหาตมะ คานธี ผู้นำทางความคิดชาวอินเดีย (แม้ไม่ใช่นักปรัชญาเชิงวิชาการแต่มีอิทธิพลทางจริยศาสตร์) ก็ยึดหลักอหิงสามาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คานธีกล่าวว่า ความยิ่งใหญ่ของชาติและความก้าวหน้าทางศีลธรรมวัดได้จากวิธีที่ปฏิบัติต่อสัตว์” เขาเห็นว่าการกินมังสวิรัติเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตด้วยสันติและสัจจะ ในทำนองเดียวกัน ปรัชญาแบบเซนของญี่ปุ่นและจีนบางนิกายก็ส่งเสริมอาหารมังสวิรัติว่าเป็นการทำจิตให้บริสุทธิ์เรียบง่าย ซึ่งเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมและสมาธิ

แนวคิดโต้แย้งหรือสนับสนุนการบริโภคเนื้อสัตว์ (ฝ่ายคัดค้านวีแกน)

  • มนุษย์อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร: แนวคิดดั้งเดิมหลายกระแสถือว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาสูงสุด จึงมีสิทธิ์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงสัตว์เพื่อความอยู่รอดของตน ตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ อริสโตเติล มองว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีลำดับชั้นและสัตว์ถูกสร้างมาเพื่อรับใช้ความต้องการของมนุษย์ ในยุโรปยุคกลาง แนวคิด “Great Chain of Being” ก็จัดลำดับพระเจ้าสูงสุด ตามด้วยมนุษย์ สัตว์ และพืชตามลำดับ ความเชื่อนี้ทำให้การใช้สัตว์เป็นอาหารหรือแรงงานถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติและสมเหตุสมผลทางธรรมชาติ ฝ่ายโต้แย้งวีแกน บางส่วนยกเหตุผลว่า การล่าสัตว์และบริโภคเนื้อสัตว์เป็นวิถีของมนุษย์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการ (ดังจะกล่าวในหัวข้อต่อไป) และเป็นธรรมชาติของห่วงโซ่อาหารที่สิ่งมีชีวิตต้องพึ่งพาและกินกันเป็นวัฏจักร
  • เหตุผลด้านคุณค่าทางโภชนาการและสุขภาพตามธรรมชาติ: นักคิดบางกลุ่มให้เหตุผลเชิงธรรมชาติว่า ร่างกายมนุษย์วิวัฒนาการมาให้กินทั้งพืชและเนื้อ (omnivorous) การปฏิเสธอาหารจากสัตว์โดยสิ้นเชิงอาจนำไปสู่การขาดสารอาหารสำคัญ เช่น วิตามิน B12 เหล็ก หรือโอเมก้า-3 (ซึ่งในธรรมชาติได้มาจากเนื้อสัตว์หรือปลา) ผู้คัดค้านบางคนอาจมิได้ปฏิเสธความเมตตาต่อสัตว์ แต่เกรงว่าการกินวีแกนเคร่งครัดจะขัดกับสรีรวิทยามนุษย์ การบริโภคไข่และนมจากฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์อย่างมีสวัสดิภาพจึงอาจเป็นทางสายกลางที่เหมาะสมกว่า อย่างที่ โรเจอร์ ซครูตัน (Roger Scruton) นักปรัชญาชาวอังกฤษ เคยเสนอว่า เราสามารถรักและเคารพสัตว์ไปพร้อมกับการเลี้ยงและบริโภคมันได้ หากเราปฏิบัติต่อสัตว์อย่างดีในระหว่างที่มีชีวิตและฆ่าอย่างไม่ทารุณ แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎี ฟาร์มมนุษยธรรม” (humane farming) ที่เชื่อว่าการทำปศุสัตว์แบบเน้นสวัสดิภาพสัตว์นั้นเป็นจริยธรรมที่ยอมรับได้ ผู้โต้แย้งเหล่านี้ให้เหตุผลว่า การตายอย่างไม่เจ็บปวดไม่ใช่สิ่งเลวร้ายสำหรับสัตว์ หากพวกมันไม่รู้ถึงความตายหรือไม่ได้มีความปรารถนาจะมีชีวิตยืนยาวแบบมนุษย์” ดังที่ปรัชญาจารย์ คริส เบลชอว์ (Chris Belshaw) เขียนไว้ว่า สัตว์ส่วนใหญ่ไม่รับรู้เรื่องอนาคตหรือตั้งเป้าหมายชีวิตระยะยาว การที่พวกมันถูกฆ่าอย่างรวดเร็วไม่เจ็บปวดหลังมีชีวิตที่มีคุณภาพอาจไม่ถือเป็น “ความเสียหาย” ต่อสัตว์นั้นในมุมมองจริยธรรม พร้อมเสริมว่า “สัตว์เหล่านั้นอาจไม่เกิดมามีชีวิตเลยด้วยซ้ำ หากไม่มีการเพาะเลี้ยงเพื่อการเกษตร” เมื่อมองเช่นนี้ การเลี้ยงสัตว์แบบปล่อยอิสระให้มีชีวิตที่ดีและฆ่าอย่างปรานีเพื่อบริโภค จึงถูกบางคนมองว่าเป็นการประนีประนอมที่ยอมรับได้ทางจริยธรรม (คือสัตว์ได้รับชีวิตที่ดีช่วงหนึ่ง แทนที่จะไม่มีชีวิตเลย) แนวคิดนี้คัดค้านจุดยืนวีแกนที่ว่า “การฆ่าสัตว์ใดๆ ล้วนผิด” โดยชี้ว่าจริยธรรมมีความซับซ้อนและขึ้นกับบริบท เช่น หากมนุษย์ดูแลสัตว์และมอบชีวิตที่มีความสุขพอสมควรแก่พวกมัน การบริโภคเนื้อในลักษณะดังกล่าวก็ไม่ได้ละเมิดต่อคุณค่าทางจริยธรรมอย่างรุนแรงเหมือนกรณีฟาร์มอุตสาหกรรมที่ทารุณสัตว์
  • ข้อโต้แย้งอื่นๆ: ยังมีข้อถกเถียงทางปรัชญาอื่นที่น่าสนใจ เช่น นักปรัชญาบางท่านตั้งคำถามว่า จุดหมายของศีลธรรมคือการลดความทุกข์เท่านั้นจริงหรือ?” ฝ่ายนี้อาจยอมรับว่าการผลิตเนื้อสัตว์แบบอุตสาหกรรมทุกวันนี้มีปัญหาศีลธรรม แต่ก็ไม่เห็นด้วยว่าทางออกคือการเลิกกินสัตว์ทั้งหมด บางคนเสนอแนวคิด สัตว์เลี้ยงกับสัตว์ป่า” ว่า หากเราหยุดบริโภคเนื้อสัตว์โดยสิ้นเชิง สัตว์เลี้ยงในฟาร์มจำนวนมากย่อมสูญพันธุ์หรือถูกปล่อยสู่ธรรมชาติ ซึ่งในความเป็นจริงพวกมันไม่อาจเอาตัวรอดเองได้และอาจประสบภัยทุกข์ทรมานยิ่งกว่าเดิมในโลกธรรมชาติที่เต็มไปด้วยผู้ล่าและความโหดร้าย (เช่น วัวบ้าน ไก่บ้านไม่สามารถกลับไปดำรงชีวิตในป่าได้ง่าย) ดังนั้นการดูแลสัตว์ในฟาร์มต่อไปอย่างมีมนุษยธรรมก็อาจเป็นการเมตตากว่าการ “ปลดปล่อย” พวกมันสู่ป่าตามอุดมคติของนักสิทธิสัตว์สุดขั้ว

สรุปในมุมปรัชญา: การถกเถียงเรื่องวีแกนเกี่ยวข้องกับคำถามพื้นฐานทางจริยธรรมว่าเราจะขยายวงแห่งความเห็นอกเห็นใจของเราไปถึงสัตว์เพียงใด และเราประเมินความทุกข์-ความสุขของสัตว์เทียบกับของมนุษย์อย่างไร ฝ่ายสนับสนุนวีแกนย้ำหลักเมตตาธรรมและการไม่เอาเปรียบสัตว์ โดยมองว่าวิถีชีวิตที่ไม่เบียดเบียนนั้นสอดคล้องกับจริยธรรมสากลและจะยกระดับคุณธรรมของมนุษย์ ส่วนฝ่ายโต้แย้งมักหยิบยกธรรมชาติของมนุษย์และความซับซ้อนของระบบนิเวศ-สังคมมาประกอบ โดยเห็นว่ามนุษย์สามารถบริโภคเนื้อสัตว์ได้อย่างมีจริยธรรมหากกระทำด้วยความรับผิดชอบและปรานี

 

มิติทางวิวัฒนาการ: มนุษย์เป็นสัตว์กินพืชหรือกินทั้งพืชและเนื้อ?

คำถามสำคัญประการหนึ่งคือ มนุษย์เรามีวิวัฒนาการให้เป็นมังสวิรัติโดยธรรมชาติหรือไม่?” หรือกล่าวอีกอย่างคือ มนุษย์ควรกินอาหารจากพืชล้วนๆ ตามร่างกายที่ออกแบบมา หรือเราวิวัฒน์มาเป็นสัตว์กินไม่เลือก (omnivore) ที่ต้องการทั้งพืชและเนื้อ? ประเด็นนี้มีข้อสนับสนุนและข้อโต้แย้งดังนี้:

  • หลักฐานที่สนับสนุนว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องกินเนื้อ (มุมมองสนับสนุนวีแกน): มนุษย์จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกวานร (primate) ซึ่งบรรพบุรุษดั้งเดิมของเรามีรูปแบบการกินคล้ายลิงและชิมแปนซี คือกินพืชเป็นหลักและเสริมด้วยแมลงหรือสัตว์เล็กน้อยเป็นบางโอกาส นักมานุษยวิทยาสันนิษฐานว่า อาหารของโฮมินินยุคแรกๆ (บรรพบุรุษมนุษย์) น่าจะคล้ายกับของชิมแปนซีปัจจุบัน คือเป็น สัตว์กินพืชเป็นหลัก มีผลไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เมล็ดพืช หัวใต้ดิน และแมลง เป็นองค์ประกอบหลัก และมีเนื้อสัตว์เล็กๆ น้อยๆ บ้างตามโอกาส โครงสร้างฟันของมนุษย์ก็สะท้อนภาพนี้: เรามีฟันกรามที่แบนใหญ่สำหรับบดพืช และมีเขี้ยวที่เล็กมากเมื่อเทียบกับสัตว์กินเนื้อแท้จริง แถมลำไส้มนุษย์ก็ยาว (ประมาณ 7-8 เมตร) ใกล้เคียงกับสัตว์กินพืชซึ่งต้องมีเวลาย่อยอาหารที่มีไฟเบอร์สูง (สัตว์กินเนื้อแท้มักมีลำไส้สั้นกว่ามาก) ข้อมูลเหล่านี้มักถูกยกมาอ้างว่ามนุษย์เรา ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ล่าและกินสัตว์ใหญ่เป็นประจำ” หากไม่มีเครื่องมือหรืออาวุธ มนุษย์ดึกดำบรรพ์ก็คงจับสัตว์ใหญ่แทบไม่ได้ จะกินเนื้อได้ก็จากการขโมยซากที่สัตว์อื่นล่าหรือจับสัตว์เล็กง่ายๆ เช่น กิ้งก่าหรือแมลงเท่านั้น ดังนั้น บางฝ่ายเห็นว่าอาหารจากพืช (รวมถึงผลไม้ ถั่ว และธัญพืช) น่าจะเป็นอาหารหลักดั้งเดิมของมนุษย์ การหันมากินพืชล้วนในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องขัดธรรมชาติแต่อย่างใด แถมงานวิจัยด้านมานุษยวิทยาบางชิ้นยังเสนอว่า กลุ่มมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์บางกลุ่มอาจดำรงชีวิตแทบทั้งหมดด้วยพืชผล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สัตว์ใหญ่หายาก ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างชนเผ่าพื้นเมืองบางเผ่าในปัจจุบันที่กินอาหารจากพืชเป็นหลักและมีสุขภาพแข็งแรง
  • หลักฐานที่ชี้ว่ามนุษย์คือสัตว์กินทั้งพืชและเนื้อ (มุมมองกระแสหลักทางวิทยาศาสตร์): ข้อมูลทางวิวัฒนาการชี้ว่า การกินเนื้อสัตว์มีบทบาทสำคัญในวิวัฒนาการของมนุษย์ เมื่อราว 2.6 ล้านปีก่อน มีหลักฐานว่าบรรพบุรุษมนุษย์สาย Homo เริ่มใช้เครื่องมือหินชำแหละเนื้อและกระดูกสัตว์ใหญ่เพื่อเอาไขกระดูกและเนื้อมาเป็นอาหาร นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่มนุษย์โบราณเพิ่มสัดส่วนการกินโปรตีนและไขมันจากสัตว์มากขึ้นจากที่เคยเป็นอยู่ การบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้ำหนักสารอาหารสูงในปริมาณไม่มาก ทำให้บรรพบุรุษของเราได้รับพลังงานเพียงพอที่จะวิวัฒนาการสมองที่ใหญ่ขึ้น นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าเมื่อมนุษย์เริ่มกินเนื้อและไขกระดูกมากขึ้น ลำไส้ของเราก็ค่อยๆ สั้นลงเพราะย่อยอาหารที่มีคุณภาพสูงได้ง่ายกว่า ขณะเดียวกันสมองก็ใหญ่ขึ้น (ใช้พลังงานเยอะขึ้น) รูปร่างร่างกายมนุษย์เริ่มเปลี่ยนไปเป็น Homo erectus ที่ขายาว ลำตัวเพรียว มีสมองใหญ่กว่าบรรพบุรุษก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่หลักฐานการล่าและกินเนื้อสัตว์ปรากฏมากขึ้นในบันทึกฟอสซิล กล่าวได้ว่า มนุษย์วิวัฒนาการมาในฐานะสัตว์กินไม่เลือก (omnivore) ผู้มีความยืดหยุ่นสูงด้านอาหาร เราสามารถกินได้ทั้งพืชและสัตว์ตามความหาได้ การวิเคราะห์ไอโซโทปกระดูกมนุษย์ดึกดำบรรพ์และคราบฟันบ่งชี้ว่า อาหารของมนุษย์ยุคก่อนประกอบด้วยความหลากหลายมาก ทั้งเนื้อสัตว์ ปลา แมลง ผลไม้ พืชหัว และถั่วเมล็ดต่างๆ มนุษย์ไม่ได้กินแต่เนื้ออย่างเดียวเหมือนสัตว์จำพวกแมว แต่ก็ไม่ได้กินแต่พืชอย่างเดียวเช่นช้างหรือวัว ทว่า ความสามารถในการกิน “ทุกอย่าง” นี่เองที่เป็นเคล็ดลับความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เราปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ดีเยี่ยมด้วยการกินอาหารที่มีอยู่หลากชนิด ตั้งแต่สัตว์ขนาดใหญ่ที่ล่าได้ ไปจนถึงพืชหัวใต้ดินที่ขุดหาในฤดูแล้ง หลักฐานทางฟอสซิลล่าสุดยังพบว่า ในช่วงหลายแสนปีมานี้ บางยุคมนุษย์กินพืชมากขึ้น บางยุคกินเนื้อมากขึ้น สลับไปตามสภาวะแวดล้อม ยกตัวอย่างมนุษย์ยุคหินบางกลุ่มในยุโรปที่อยู่ในสภาพหนาวเย็นหาอาหารพืชได้จำกัดก็จะบริโภคเนื้อสัตว์เป็นหลัก ขณะที่บางกลุ่มในเขตร้อนซึ่งพืชพรรณอุดมสมบูรณ์ก็จะกินพืชมากกว่าเนื้อ เป็นต้น นักมานุษยวิทยาสรุปว่าคง ไม่อาจชี้ชัดว่ามนุษย์ “ควร” กินแบบใดโดยธรรมชาติ เพราะธรรมชาติของเราคือการปรับตัว นั่นเอง หลักฐานโดยรวม “หักล้าง” ความเชื่อที่ว่าบรรพบุรุษเรากินเนื้อเกือบล้วน ๆ อย่างที่ผู้สนับสนุนอาหาร carnivore (กินแต่เนื้อ) ในปัจจุบันกล่าวอ้าง ตรงกันข้าม อาหารบรรพกาลของมนุษย์นั้นหลากหลายยิ่งกว่านั้นมาก ดังนั้นในมุมมองวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน มนุษย์ไม่ได้เป็นสัตว์มังสวิรัติโดยกำเนิด และก็ไม่ได้เป็นสัตว์กินเนื้อโดยกำเนิดอย่างเดียวเช่นกัน หากแต่เป็น สัตว์กินทั้งพืชและสัตว์ที่ยืดหยุ่น (adaptive omnivore)

โดยสรุป ประเด็นวิวัฒนาการชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เราสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยอาหารจากพืชทั้งหมด หากมีการปรุงและเสริมสารอาหารอย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกันร่างกายเราก็สามารถย่อยและใช้ประโยชน์จากเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน ความสามารถทั้งสองด้านนี้คือจุดแข็งที่ทำให้มนุษย์อยู่รอดในสภาพแวดล้อมต่างๆ นานา การเลือกกินวีแกนในปัจจุบันจึงไม่ถือว่าฝืนธรรมชาติร่างกายจนเกินไป เพราะเรามีวิวัฒนาการมาให้ย่อยอาหารพืชได้ดี เพียงแต่ต้องระวังการขาดสารอาหารบางชนิดที่ครั้งหนึ่งเราเคยพึ่งพาจากสัตว์ (เช่น วิตามิน B12) ส่วน ฝ่ายโต้แย้งที่ยืนยัน “ความเป็นธรรมชาติ” ของการกินเนื้อ ก็มักเน้นว่าการกินทั้งพืชและสัตว์ผสมผสานกันอย่างสมดุลคือรูปแบบที่เหมาะสมกับพันธุกรรมของเรามากที่สุด อย่างไรก็ตาม คำว่า “ธรรมชาติ” ไม่ได้ตัดสิน “ความถูกผิด” ทางศีลธรรมโดยตรง (สิ่งที่เป็นธรรมชาติอาจไม่ดีเสมอไป หรือมนุษย์อาจเลือกขัดธรรมชาติเพื่อคุณธรรมที่สูงขึ้น) ดังนั้นข้อถกเถียงทางวิวัฒนาการจึงมักถูกหยิบมาอ้างร่วมกับประเด็นด้านสุขภาพและจริยธรรมเพื่อสนับสนุนจุดยืนของแต่ละฝ่ายมากกว่าเป็นข้อสรุปเด็ดขาดในตัวเอง

 

มิติทางการแพทย์: ผลกระทบของวีแกนต่อสุขภาพ

สุดท้ายนี้จะพิจารณาจากแง่มุมทางการแพทย์และโภชนาการว่า การกินวีแกนส่งผลดีหรือเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างไร?” ซึ่งเป็นคำถามสำคัญสำหรับผู้อ่านทั่วไปที่อยากทราบข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันมีงานวิจัยและความเห็นขององค์กรทางการแพทย์จำนวนมากเกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติ/วีแกน สามารถสรุป ข้อดีและข้อควรระวัง ได้ดังนี้:

ข้อดีหรือประโยชน์ทางสุขภาพของอาหารวีแกน (เมื่อปฏิบัติอย่างเหมาะสม)

  • ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายชนิด: มีหลักฐานว่าผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติหรือวีแกนอย่างสมดุลจะมีสุขภาพโดยรวมดีกว่าผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์เป็นประจำในบางด้าน ตัวอย่างเช่น งานวิจัยประชากรชี้ว่า มังสวิรัติ/วีแกนมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด (โรคหลอดเลือดหัวใจ) เบาหวานประเภทที่ 2 ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลดลง เมื่อเทียบกับผู้กินเนื้อสัตว์ รวมถึงมีแนวโน้มระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ต่ำกว่าและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดดีกว่า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวานได้ นอกจากนี้ อัตราการเกิดมะเร็งบางชนิด ในกลุ่มมังสวิรัติก็พบว่าต่ำกว่าประชากรทั่วไปเล็กน้อย เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่มะเร็งกระเพาะอาหาร (ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ WHO ที่ชี้ว่าการบริโภคเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่) องค์การอนามัยโลกผ่านหน่วยงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ได้จัดให้ เนื้อแปรรูป (เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม) เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์กลุ่มที่ 1 (มีหลักฐานชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับมะเร็ง) และ เนื้อแดง (เช่น เนื้อวัว หมู แกะ) เป็นกลุ่ม 2A (น่าจะก่อมะเร็ง) การงดกินเนื้อเหล่านี้ย่อมช่วยหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ดังนั้นในภาพรวม แพทย์และนักโภชนาการจำนวนไม่น้อยยอมรับว่า “อาหารวีแกนที่วางแผนดี” สามารถส่งเสริมสุขภาพและลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้หลากหลาย
  • น้ำหนักตัวและสุขภาพเมตาบอลิกที่ดีขึ้น: โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ทานอาหารมังสวิรัติจะมีดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่าผู้ทานเนื้อสัตว์ และอัตราภาวะอ้วนก็ต่ำกว่าด้วย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาหารจากพืชมักมีแคลอรีต่ำกว่าเมื่อเทียบปริมาณเท่ากันและมีใยอาหารสูง ทำให้อิ่มอยู่ท้องได้นาน นอกจากนี้อาหารวีแกนมักมีไขมันอิ่มตัวต่ำมาก (เนื่องจากไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่พบในเนื้อแดง นม เนย) ส่งผลให้ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด การศึกษาของ Harvard ระบุข้อดีของอาหารมังสวิรัติไว้ว่าเกี่ยวข้องกับ ค่าดัชนีมวลกายและความดันโลหิตที่ต่ำกว่า ความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งบางชนิดที่ลดลง และอายุที่ยืนยาวขึ้น” เมื่อเทียบกับกลุ่มประชากรทั่วไป คุณประโยชน์เหล่านี้มาจากการที่อาหารพืชเต็มไปด้วยผักผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด และถั่วต่างๆ ซึ่งอุดมด้วยไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุ และสารพฤกษเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ในขณะที่ปราศจากคอเลสเตอรอลและมีไขมันอิ่มตัวต่ำมาก การศึกษาในวงกว้างของสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐฯ สรุปไว้ชัดเจนว่า อาหารมังสวิรัติและวีแกนที่วางแผนอย่างเหมาะสมให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน สามารถส่งเสริมสุขภาพ และอาจช่วยป้องกันและรักษาโรคบางชนิดได้” อีกทั้งเหมาะสำหรับคนทุกช่วงวัยไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ หรือหญิงตั้งครรภ์ตราบใดที่ได้รับสารอาหารครบถ้วน ข้อนี้เป็นการยืนยันว่าอาหารวีแกนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีได้
  • ข้อได้เปรียบด้านอื่น: แม้จะนอกเหนือประเด็นสุขภาพส่วนบุคคล แต่ก็ควรกล่าวว่าหลายองค์กรด้านสาธารณสุข (เช่น WHO และ Harvard School of Public Health) ยอมรับว่า อาหารที่เน้นพืชเป็นหลักมีประโยชน์ในระดับสังคม เช่น ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ทั้งยังตอบโจทย์จริยธรรมในมิติสุขภาพสัตว์และความปลอดภัยของอาหาร (โรคติดต่อจากฟาร์มสัตว์ เป็นต้น) การเลือกทานวีแกนอาจส่งผลดีทางอ้อมต่อสุขภาพส่วนรวม ทั้งในแง่ลดภาระโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคอุบัติใหม่ที่เกี่ยวข้องกับฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่

ความเสี่ยงและข้อควรระวังเกี่ยวกับสุขภาพในการทานวีแกน

  • การขาดสารอาหารบางชนิด: ข้อพึงระวังสำคัญที่สุดของการทานวีแกนคือ การได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนหากไม่วางแผนให้ดี อาหารจากพืชล้วนตามธรรมชาติ ไม่มีวิตามิน B12 ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดงและรักษาการทำงานของระบบประสาท วิตามิน B12 พบในผลิตภัณฑ์สัตว์ (เนื้อ นม ไข่) หรือผลิตภัณฑ์เสริมเท่านั้น ผู้ที่ทานวีแกนจึงเสี่ยงขาดวิตามิน B12 ได้ภายในไม่กี่ปี (เพราะร่างกายมี B12 สะสมได้ราว 3-5 ปี) หากไม่เสริมจากอาหารเสริมวิตามินหรืออาหารเสริมวิตามิน (เช่น นมถั่วเหลือง ซีเรียล ที่เติม B12) อาการขาด B12 ได้แก่ โรคโลหิตจางชนิดเมกะโลบลาสติค (เม็ดเลือดแดงผิดปกติ) อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ และหากปล่อยไว้นานอาจทำลายระบบประสาทจนมีอาการชามือชาเท้า เดินเซ ความจำเสื่อม หรือซึมเศร้าได้ ดังนั้นแพทย์แนะนำว่าวีแกนทุกคน ต้องเสริมวิตามิน B12 เป็นประจำ” ไม่ว่าจะในรูปวิตามินเม็ดหรืออาหารที่มีการเสริม นอกจาก B12 แล้ว ธาตุเหล็ก และ แคลเซียม ก็เป็นสารอาหารที่ต้องระวังเช่นกัน เหล็กจากพืช (non-heme iron) ร่างกายดูดซึมได้น้อยกว่าเหล็กจากเนื้อสัตว์ จำเป็นต้องกินในปริมาณมากพอและควรทานพร้อมวิตามินซีเพื่อช่วยดูดซึม ส่วนแคลเซียมแม้มีในพืชใบเขียวและธัญพืชบางชนิด แต่หากงดนมและผลิตภัณฑ์นมก็ต้องหาแหล่งทดแทนเช่น เต้าหู้งา นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม หรือรับแสงแดดให้พอเพื่อให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีช่วยดูดซึมแคลเซียม งานวิจัย EPIC-Oxford ที่ติดตามสุขภาพคนกินมังสวิรัติและวีแกนในยุโรปพบว่ากลุ่มวีแกนมีความหนาแน่นมวลกระดูกต่ำกว่าผู้กินเนื้อเล็กน้อย และมีความเสี่ยงกระดูกหัก (โดยเฉพาะกระดูกสะโพก) สูงกว่า สันนิษฐานว่าเกิดจาก การได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอและค่าดัชนีมวลกายที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (คนผอมมากมีแนวโน้มกระดูกบางกว่า) ดังนั้นผู้ทานวีแกนต้องใส่ใจบริโภคอาหารที่ให้แคลเซียมสูงหรือเสริมด้วยแคลเซียมและวิตามินดีเมื่อจำเป็น
  • โปรตีนและกรดไขมันโอเมก้า-3: โดยทั่วไปการได้โปรตีนเพียงพอไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับวีแกน หากกินพืชหลากหลายชนิด เช่น ถั่วต่างๆ ธัญพืชเต็มเมล็ด เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร จะให้กรดอะมิโนครบถ้วนได้ อย่างไรก็ดี กรดไขมันโอเมก้า-3 ชนิดที่มีประโยชน์ (DHA/EPA) พบมากในปลาหรือน้ำมันปลา ส่วนในพืชจะอยู่ในรูป ALA (เช่น จากเมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดเจีย) ซึ่งร่างกายแปลงเป็น DHA/EPA ได้น้อย ผู้ทานวีแกนอาจพิจารณาเสริมโอเมก้า-3 จากสาหร่ายทะเลหรือผลิตภัณฑ์เสริมโอเมก้า-3 ชนิดมังสวิรัติ นอกจากนี้ ไอโอดีน (ที่ได้จากอาหารทะเลหรือเกลือเสริมไอโอดีน) และ สังกะสี (จากเนื้อสัตว์ หอยนางรม) ก็เป็นเกลือแร่ที่ควรได้รับพอเพียงจากแหล่งพืช เช่น สาหร่ายทะเล ถั่ว เมล็ดฟักทอง เป็นต้น
  • ข้อควรระวังอื่น ๆ: การเปลี่ยนมาทานอาหารวีแกนต้องอาศัยการปรับตัวของระบบย่อยอาหารด้วย เพราะใยอาหารที่สูงมากในพืชอาจทำให้บางคนมีอาการท้องอืดหรือถ่ายบ่อยช่วงแรกๆ นอกจากนี้ อาหารวีแกนบางประเภทที่ผ่านการแปรรูปสูง (เช่น เนื้อเทียมสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยวมังสวิรัติที่มีน้ำตาล/เกลือ/ไขมันสูง) ก็ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเช่นกัน ผู้ทานวีแกนจึงควรเลือกรับประทานอาหารที่สดใหม่และสมดุล หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปจัด แม้จะติดป้ายวีแกนก็ตาม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ หากทำได้ดังนี้ องค์กรวิชาชีพด้านโภชนาการยืนยันว่าอาหารวีแกนสามารถให้อาหารครบคุณค่าและดีต่อสุขภาพในทุกช่วงวัย

โดยสรุปทางการแพทย์: อาหารวีแกนมีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แต่ผู้ปฏิบัติต้องมีความรู้และใส่ใจในการจัดเมนูเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดสารอาหาร ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ชดเชยสารอาหารบางชนิดที่หาไม่ได้จากพืช (โดยเฉพาะวิตามิน B12) อย่างสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพเป็นระยะ หากปฏิบัติอย่างถูกต้อง อาหารวีแกนก็ได้รับการยอมรับว่า “ดีต่อสุขภาพ” ไม่แพ้อาหารที่มีเนื้อสัตว์ แถมยังมีข้อดีในด้านลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อและโรคจากอาหารสัตว์ อย่างไรก็ตาม อาหารทุกแบบย่อมมีทั้งคุณและโทษ ผู้ที่สนใจแนวทางวีแกนควรศึกษาข้อมูลและทดลองปรับพฤติกรรมการกินอย่างค่อยเป็นค่อยไป (เช่น ลองมังสวิรัติแบบยืดหยุ่นหรือมังสวิรัติแบบกินนมไข่ก่อน แล้วจึงเข้าสู่วีแกนเต็มตัว) เพื่อดูว่าเหมาะสมกับร่างกายตนเองหรือไม่ การรับคำปรึกษาจากนักโภชนาการหรือนักกำหนดอาหารก็จะช่วยให้การวางแผนโภชนาการเป็นไปอย่างรอบคอบ ป้องกันผลเสียต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น

 

บทสรุป

วิถีชีวิตแบบวีแกนเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและมีมิติหลากหลาย ดังที่ได้อภิปรายมาในด้านศาสนา ปรัชญา วิวัฒนาการ และการแพทย์ แต่ละด้านต่างมีทั้ง ข้อสนับสนุน และ ข้อคัดค้าน ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานเหตุผลและมุมมองที่แตกต่างกัน ในด้านศาสนา เราพบว่าศาสนาตะวันออกส่วนมากส่งเสริมความเมตตาต่อสัตว์และยกย่องการไม่กินเนื้อ ขณะที่ศาสนาตะวันตกเปิดกว้างแต่ไม่บังคับ ในด้านปรัชญา มีทั้งเสียงเรียกร้องจริยธรรมเพื่อสัตว์และเสียงทักท้วงเรื่องสิทธิในการยังชีพและธรรมชาติของมนุษย์ ด้านวิวัฒนาการชี้ชัดว่ามนุษย์เป็นสัตว์กินได้หลากหลาย การเลือกวีแกนจึงเป็น ทางเลือกเชิงจริยธรรมมากกว่าเงื่อนไขเชิงชีววิทยา และสุดท้ายด้านการแพทย์ยืนยันว่าอาหารวีแกนที่ดีสามารถส่งเสริมสุขภาพได้จริง แต่ก็ต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดสารอาหาร ผู้อ่านทั่วไปสามารถนำข้อมูลทั้งหมดนี้มาประกอบการพิจารณา วีแกนเหมาะกับตนหรือไม่” อย่างรอบด้าน และไม่ว่าจะเลือกวิถีการบริโภคแบบใด การมีความรู้ที่ถูกต้องก็จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและเคารพต่อมุมมองที่แตกต่างของผู้อื่นด้วย

 

อ้างอิง: องค์การอนามัยโลก (WHO); Harvard Health Publishing; Pew Research Center; BuddhaNet; Nature Education; Stanford Encyclopedia of Philosophy; Philosophy Now; Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics; Hinduism Today และแหล่งข้อมูลวิชาการอื่นๆ ได้แก่ฯลฯ (ตามหมายเลขเชิงอรรถในบทความ)

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น