ความพอเพียง: แนวคิดปรัชญา ศาสนา สังคม และการประยุกต์ใช้
ความพอเพียงในแนวคิดทางปรัชญา
แนวคิดเรื่อง “ความพอเพียง” หรือความพอดีแต่ไม่สุดโต่ง
ถือเป็นคุณธรรมพื้นฐานที่ปรากฏมาตั้งแต่ยุคปรัชญากรีกโบราณ
โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน “คุณธรรมหลักสี่ประการ”
ทั้งในสังคมกรีกและต่อมาในปรัชญาศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก นักปรัชญากรีกหลายท่านเน้นย้ำคุณธรรมแห่งความพอเพียงนี้
เช่น โสเครตีส และ เพลโต ที่อภิปรายเรื่อง sophrosyne
(โสฟรอสูเน่) หรือความรู้จักประมาณตนในบทสนทนา Charmides
โดยถือว่าเป็นความบริสุทธิ์ทางศีลธรรมและการรู้จักควบคุมตนเอง ส่วน อริสโตเติล
ได้พัฒนาแนวคิดนี้ในหลักจริยศาสตร์คุณธรรม (virtue ethics) ของเขา
โดยนิยามว่า “ความพอประมาณคือทางสายกลางเกี่ยวกับความสุขสำราญทางกาย” ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างความหมกมุ่นมัวเมาในสุขารมณ์ฝ่ายหนึ่งกับความด้านชาดไม่รู้จักเพลิดเพลินอีกฝ่ายหนึ่ง
กล่าวคือ คุณธรรมความพอเพียงคือการประพฤติที่ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป
แต่พอดีเหมาะสมด้วยปัญญาเหตุผลของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ สำนักปรัชญา สโตอิก
(Stoicism) ในยุคเฮลเลนิสติกก็จัดให้ “ความพอประมาณ” (temperance)
เป็นหนึ่งในสี่คุณธรรมหลักเช่นกัน โดย เซโนแห่งซีเทียม
(Zeno of Citium) ผู้ก่อตั้งสำนักสโตอิก
และนักปรัชญาสตออิกยุคหลังอย่าง มูโสเนียส รูฟัส หรือ มาร์คุส ออเรลิอุส
ต่างให้ความหมายความพอเพียงว่าเป็น “การยับยั้งชั่งใจต่อความอยากและกิเลสของตน” ซึ่งเป็นท่าทีปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมของการดำเนินชีวิตตามเหตุผลและธรรมชาติในแบบสโตอิก
ความพอเพียงในคำสอนทางศาสนา
แนวคิดความพอเพียงปรากฏเด่นชัดในคำสอนของศาสนาหลักทั่วโลก
โดยมักเกี่ยวโยงกับการดำเนินชีวิตอย่างรู้จักพอดี ไม่ฟุ่มเฟือย และมีสติยับยั้งชั่งใจ
ดังนี้:
- ศาสนาพุทธ: หลักคำสอนเรื่อง “ทางสายกลาง” หรือ มัชฌิมาปฏิปทา คือหัวใจของความพอเพียงในพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้หลีกเลี่ยงการสุดโต่งสองด้าน
คือทั้งการทรมานตนเองอย่างเกินขอบเขตและการหมกมุ่นในกามสุขอย่างฟุ่มเฟือย ทางสายกลางหมายถึงความประพฤติที่
“พอดี” และ “สมดุล” ในทุกด้านของชีวิต
โดยใช้ปัญญานำทางแทนความงมงายยึดติด พุทธธรรมเน้นการรู้จักประมาณตนหรือ มัตตัญญุตา
– เช่น รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร (โภชเนมัตตัญญุตา)
ไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป
เพราะการกินเกินพอดีจะก่อโทษแก่สุขภาพร่างกาย ดังพุทธพจน์ที่สอนให้ฉันอาหารแต่พอประมาณ
อิ่มแค่ส่วนหนึ่งของกระเพาะ เพื่อประโยชน์แก่การย่อยและสุขภาพที่ดี นอกจากนี้
ศีลข้อที่ 5 ของพุทธศาสนายังสอนให้งดเว้นจากของมึนเมาและอบายมุข
ซึ่งเป็นการป้องกันตนเองไม่ให้เสพสิ่งที่จะทำให้ขาดสติ
ก็ถือเป็นการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงอีกทางหนึ่ง
- ศาสนาคริสต์: ในคัมภีร์ไบเบิลและหลักคำสอนของคริสต์ศาสนา
การรู้จักประมาณตนจัดอยู่ในคุณธรรมสำคัญ ตัวอย่างเช่น “ความพอประมาณ” (Temperance) ถูกนับเป็นหนึ่งในสี่คุณธรรมหลัก
(Cardinal Virtues) ตามหลักศีลธรรมคริสเตียนดั้งเดิมควบคู่กับความรอบคอบ
ความกล้าหาญ และความยุติธรรม คริสต์ศาสนจักรโดยเฉพาะในนิกายโรมันคาทอลิก
ส่งเสริมคุณธรรมข้อนี้ในชีวิตประจำวันของคริสตชน เช่น
การรู้จักประมาณในการกินดื่ม การละเว้นความสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย
ตลอดจนการรักษาพรหมจรรย์หรือความบริสุทธิ์ทางเพศในกรอบที่เหมาะสม คัมภีร์ไบเบิลเองก็มีข้อเตือนใจหลายตอนเกี่ยวกับการมีชีวิตประมาณตน
เช่น เตือนสติไม่ให้เมามายหรือโลภในทรัพย์สินเกินไป และย้ำว่าหนึ่งใน “ผลแห่งพระวิญญาณ” คือ ความรู้จักบังคับตน
(self-control) ซึ่งสอดคล้องกับหลักความพอเพียงทางจริยธรรมของคริสต์ศาสนา
- ศาสนาอิสลาม: คัมภีร์อัลกุรอานสอนเรื่องการดำเนินชีวิตสายกลางอย่างชัดเจน
เช่น อัลกุรอานกล่าวว่า “จงกินและจงดื่ม
แต่อย่าฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงรักผู้ที่ฟุ่มเฟือย”
(สูเราะฮ์อัลอะอฺรอฟ โองการที่ 31) ข้อความนี้เน้นย้ำหลักความพอประมาณในการบริโภคและการใช้ทรัพยากรว่าแม้สิ่งที่บริโภคจะเป็นของฮาลาล
(ที่อนุมัติ) ก็ควรใช้อย่างพอดี ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินจำเป็น ในวิถีชีวิตแบบอิสลาม
ผู้ศรัทธาที่ดีควร ดำรงตนอย่างพอเหมาะพอดี ไม่โลภมากและไม่สุรุ่ยสุร่ายเกินตัว
ดังคำสอนว่าให้ “รู้จักประมาณตนให้เหมาะสมกับสภาพของตนเองเพื่อให้เกิดความสมดุลในชีวิต” อีกทั้งอิสลามส่งเสริมการแบ่งปันทรัพย์ส่วนเกินแก่ผู้ขัดสนผ่านระบบซะกาต
(การบริจาคทาน)
ซึ่งสะท้อนจริยธรรมแห่งความพอเพียงและการไม่ยึดติดความร่ำรวยฟุ่มเฟือยในทางโลก
- ศาสนาฮินดู: ในหลักธรรมของศาสนาฮินดูและปรัชญาโยคะ
มีการสอนให้ดำเนินชีวิตอย่างพอประมาณและละเว้นความโลภในทางวัตถุเช่นกัน หลัก โยคะสุตรา
กล่าวถึง “มิทาหาระ” (Mitāhāra) หรือการกินอยู่อย่างพอดีว่าเป็นวัตรปฏิบัติสำคัญที่สุดประการหนึ่งในการควบคุมตนเอง
ตำราโบราณอธิบายว่ามิทาหาระหมายถึงการกินอาหารแต่พอประมาณ
ไม่มากเกินไปจนล้นกระเพาะ และเลือกบริโภคอาหารที่เหมาะสมแก่สุขภาพ
โดยกินอย่างมีสติรู้คุณค่าของธรรมชาติ นอกจากเรื่องอาหารแล้ว
คำสอนฮินดูยังมีหลัก “อปริครหะ”
(Aparigraha) ซึ่งคือการไม่ยึดติดสะสมทรัพย์สินเกินความจำเป็น
หรือพูดง่ายๆ คือการไม่โลภไม่ตระหนี่ครอบครองเกินพอดี
อันเป็นหนึ่งในศีลธรรมของโยคีและนักบวชสายโยคะ นอกจากนี้ หลักธรรมเรื่อง “สันโตษะ” (Santoṣa)
หรือความสันโดษยินดีในสิ่งที่ตนมี
ก็ปรากฏในคัมภีร์ฮินดูหลายแห่ง ตลอดจนในปรัชญาความคิดของมหาตมะคานธี
ที่เน้นการดำรงชีวิตเรียบง่าย พึ่งพาตนเอง และไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ซึ่งล้วนสอดคล้องกับอุดมการณ์ความพอเพียงทางศีลธรรมของศาสนาฮินดู
ความพอเพียงในมุมมองสังคมศาสตร์
ในทางสังคมศาสตร์ “ความพอเพียง”
ได้รับการประยุกต์เป็นแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน
โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่บริโภคเกินความจำเป็น และมุ่งตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์โดยไม่สร้างภาระให้คนรุ่นหน้า:
- ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง: ประเทศไทยมีตัวอย่างการนำหลักความพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในระดับนโยบายผ่าน
“ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งได้รับพระราชทานโดยในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระภูมิพลอดุลยเดชฯ
ปรัชญานี้ชี้แนวทางการดำรงชีวิตและการพัฒนาประเทศบนพื้นฐานทางสายกลาง และเน้น
3 ห่วงหลัก คือ ความพอประมาณ – ความมีเหตุผล –
การมีภูมิคุ้มกัน (พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง)
ควบคู่กับเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ คือ ความรู้ และ
คุณธรรม ในการตัดสินใจ กล่าวโดยสรุป
เศรษฐกิจพอเพียงคือการดำเนินกิจกรรมต่างๆ “อย่างพอประมาณ
ซื่อตรง ไม่โลภมาก และไม่เบียดเบียนผู้อื่น” ตามพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานไว้
แนวคิดนี้มุ่งให้แต่ละคนและแต่ละชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
ดำรงชีวิตโดยใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแต่พอเพียงแก่ความต้องการ
ไม่ก่อหนี้เกินตัว และมีการออมและแบ่งปันเมื่อมีเหลือเกิน การใช้จ่ายควรอยู่ในวิสัยที่รายได้ของตนพึงรับไหว
ลดการบริโภคสิ่งฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น
เพราะการบริโภคเกินตัวนำไปสู่การก่อหนี้สินและปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือนเป็นวงจรไม่รู้จบ
นอกจากนั้นยังส่งผลให้เกิดความเสื่อมโทรมทางสังคม (เช่น
ค่านิยมบริโภคนิยมสุดโต่ง) และปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา
การดำรงชีวิตอย่างพอเพียงจึงเป็นทั้งภูมิคุ้มกันวิกฤตเศรษฐกิจและหนทางสู่ความผาสุกสมดุลในระยะยาว
ซึ่งหลักการนี้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่สหประชาชาติส่งเสริม
- การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน: สังคมศาสตร์สมัยใหม่ให้ความสำคัญกับ
การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างพอเพียงและมีประสิทธิภาพ เพื่อความยั่งยืนของมนุษยชาติ
แนวคิดนี้ปรากฏในเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) เช่น
เป้าหมายที่ 12 ว่าด้วย “การผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน”
ซึ่งชี้ว่าทุกประเทศควรปรับรูปแบบการบริโภคเพื่อลดการใช้ทรัพยากรเกินตัวและลดขยะของเสียลง
นักวิชาการด้านนิเวศเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าการลดการบริโภคฟุ่มเฟือยเป็นทางออกหนึ่งของปัญหาสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ
เพราะการบริโภคน้อยลงจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรและมลพิษจากของเสียได้โดยตรง ในเชิงนโยบาย
มีการส่งเสริมแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ที่เน้นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่และลดการสูญเสีย รวมถึงแนวคิด “เติบโตน้อยแต่สุขมาก” (degrowth) ที่เสนอให้สังคมลดความสำคัญของการเติบโตทางวัตถุ
แล้วหันมาให้คุณค่ากับคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนแทน สิ่งเหล่านี้ล้วนตั้งอยู่บนหลักการเดียวกับความพอเพียง
นั่นคือ ใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ไม่ฟุ่มเฟือยให้เกิดส่วนเกินและของเหลือทิ้ง เช่น
การออกแบบเมืองที่เอื้อต่อการใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว
การบริโภคพลังงานอย่างประหยัด
หรือการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติหมุนเวียน
ล้วนเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างพอดีเพื่อรักษาสมดุลระหว่างความต้องการมนุษย์กับความสามารถของโลกในการรองรับ
- การจัดการความต้องการของมนุษย์: ในทางสังคมวิทยาและจิตวิทยาสังคม
มีข้อสังเกตว่าความสุขของมนุษย์ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
หลังจากความต้องการพื้นฐานได้รับการตอบสนองแล้ว “ความอิ่มในชีวิต” มักจะเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว
ชุมชนที่เข้มแข็ง และการมีความหมายในชีวิต
มากกว่าจะเกิดจากการสะสมวัตถุหรือเงินทองเกินพอดี ดังที่มีงานวิจัยพบว่าในสังคมบริโภคนิยม
ผู้คนจำนวนมากกลับประสบกับความเครียด หนี้สิน และความไม่พึงพอใจในชีวิต
แม้จะมีทรัพย์สินมากมายก็ตาม แนวคิดความพอเพียงทางสังคมศาสตร์จึงเสนอแนวทาง “จัดการความต้องการ” ของมนุษย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
— คือสนองความต้องการที่จำเป็นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ไม่ปล่อยให้ความอยาก
(wants) ที่เกินจำเป็นมาครอบงำ ตัวอย่างเช่น แนวคิด “ความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย” (simple living) หรือ “ความสุขแท้ที่ไม่ต้องบริโภคมาก” ปรากฏในขบวนการ สมัครใจอยู่อย่างเรียบง่าย (Voluntary
Simplicity) และ ลัทธิมินิมัลลิสม์ (Minimalism)
ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจในยุคปัจจุบัน ผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้จะลดทอนข้าวของเครื่องใช้เหลือเท่าที่จำเป็น
มุ่งใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายพึ่งพาตนเอง
เน้นประสบการณ์ภายในจิตใจมากกว่าวัตถุภายนอก
ผลการศึกษาหลายชิ้นระบุว่าการลดบริโภคและดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงเช่นนี้ ช่วยเพิ่มความพึงพอใจในชีวิตและสุขภาวะทางจิตใจ
เนื่องจากลดภาระหนี้สิน ความตึงเครียด
และทำให้มีเวลาทุ่มเทกับกิจกรรมที่มีความหมายมากขึ้น
การประยุกต์ใช้ความพอเพียงในชีวิตประจำวัน
หลักความพอเพียงสามารถนำมาปฏิบัติให้เกิดผลจริงได้ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับสังคม
ในที่นี้ขอนำเสนอแนวทางและตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมบางประการในการประยุกต์ใช้ความพอเพียงในชีวิตประจำวัน:
- ดำเนินชีวิตด้วยความประหยัดและวินัยการเงิน: การใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่าเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่พอเพียง ควรฝึก “รู้จักพอประมาณ” ในการบริโภคสิ่งของและบริการต่างๆ
โดย ยึดหลักประหยัด ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
และหลีกเลี่ยงความฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย วิธีปฏิบัติได้แก่
การจัดทำงบประมาณรายรับ-รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ
จดบันทึกทุกครั้งที่จ่ายเงินเพื่อให้เห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเองอย่างโปร่งใส
นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการก่อหนี้สินที่เกินตัว
หมั่นออมเงินเผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และ “ฉลาดซื้อ
ฉลาดใช้” กล่าวคือ เลือกซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็น
คำนึงถึงคุณภาพและความคุ้มค่า เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ
และใช้งานสิ่งของที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน การมีวินัยทางการเงินเช่นนี้จะช่วยให้เราอยู่ได้อย่างมั่นคง
มีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ และไม่ตกเป็นทาสบริโภคนิยม
- บริโภคอย่างมีสติและรับผิดชอบ: ฝึกตนเองให้เป็น
“ผู้บริโภคที่มีสติ” (mindful consumer) โดยก่อนจะจับจ่ายใช้สอยหรือบริโภคสิ่งใดให้หยุดไตร่ตรองถึงความจำเป็นและผลกระทบที่ตามมา
ยกตัวอย่างเช่น การรับประทานอาหาร:
เราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ
ไม่ตามใจปากจนเกินควรตามหลัก โภชเนมัตตัญญุตา ในพระพุทธศาสนา การกินอยู่พอดียังช่วยลดปัญหาสุขภาพ
เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ซึ่งมักเกิดจากการบริโภคเกินพอดี ในทำนองเดียวกัน
การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคควรพิจารณาถึงวงจรชีวิตของสินค้าเหล่านั้น –
เลือกสินค้าที่ผลิตอย่างมีจริยธรรม ไม่เอาเปรียบแรงงานหรือทำลายสิ่งแวดล้อม
หลีกเลี่ยงสินค้าที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งเพื่อลดขยะ
และสนับสนุนสินค้าที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ เมื่อบริโภคเสร็จแล้ว
ก็ควรมีสติในการกำจัดของเสียอย่างถูกวิธี
แยกขยะและรีไซเคิลเพื่อลดภาระต่อสิ่งแวดล้อม แนวทางเหล่านี้เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและธรรมชาติ
อันเป็นหัวใจของชีวิตที่พอเพียงและยั่งยืน
- ดำรงชีวิตอย่างสมดุลทั้งกายและใจ: ความพอเพียงไม่ได้หมายถึงเฉพาะด้านวัตถุเท่านั้น
แต่ยังครอบคลุมถึงการจัดสรรเวลาและพลังงานของชีวิตอย่างสมดุล ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป
ตัวอย่างเช่น การทำงานและการพักผ่อนควรอยู่ในดุลยภาพที่พอดี
เราควรขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างความมั่นคง
แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรโหมงานหนักจนสุขภาพเสียหรือไม่มีเวลาพักผ่อนกับครอบครัว
การรู้จักแบ่งเวลาให้กับการออกกำลังกาย นอนหลับให้เพียงพอ
และทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด (เช่น การอ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้
หรือทำสมาธิภาวนา) เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้ชีวิตมีคุณภาพ นอกจากนี้
การใช้สื่อดิจิทัลก็ควรทำอย่างพอประมาณ มีสติ –
หลีกเลี่ยงการเสพติดโซเชียลมีเดียหรือติดหน้าจอมากเกินไป
เพราะจะกระทบต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การจัดสมดุลเช่นนี้ในชีวิตประจำวันสอดคล้องกับปรัชญาทางสายกลางของหลายศาสนา
ซึ่งเน้นว่า “สิ่งใดมากไปหรือน้อยไปย่อมไม่ดี”
(การเดินทางสายกลางคือทางที่ประเสริฐที่สุด)
และยังช่วยให้เรามีความสุขสงบภายใน
ไม่ถูกเหวี่ยงด้วยความสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง
- ยึดหลักคุณธรรมและจริยธรรมในการดำเนินชีวิต: ความพอเพียงที่แท้จริงไม่อาจแยกจากคุณธรรมได้
การดำเนินชีวิตอย่างพอดีจึงควบคู่ไปกับการประพฤติตนเป็นคนดีมีศีลธรรม ที่ระดับบุคคล
เราควรฝึก พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ เพื่อขจัดความโลภและความอิจฉาริษยาในใจ
ฝึก สันโดษ (contentment) ซึ่งหมายถึงการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนมีและเป็นอยู่
ไม่มัวแต่เปรียบเทียบตนกับผู้อื่นหรือวิ่งไล่ตามวัตถุจนไม่มีที่สิ้นสุด นอกจากนี้
การยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพอเพียง
– เพราะเมื่อเราซื่อสัตย์และไม่เอาเปรียบผู้อื่น เราจะ “ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น” ตามหลักพอประมาณทางศีลธรรม
และสร้างสังคมที่ไว้วางใจกันได้ ในสถานการณ์ที่สังคมบางครั้งยั่วยุให้คนแย่งชิงผลประโยชน์กันอย่างรุนแรง
การรู้จักถอนตัวจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและละเลิกการแสวงหากำไรแบบสุดโต่งก็ถือเป็นการปฏิบัติตามแนวพอเพียง
ดังที่มีการแนะนำ “ละเลิกการแข่งขันแก่งแย่งผลประโยชน์กันอย่างรุนแรงในทางการค้า” อันเป็นหนึ่งในแนวพระราชดำริในการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง การตั้งมั่นในคุณธรรมทั้งต่อตนเองและผู้อื่นเช่นนี้จะนำไปสู่ความพึงพอใจและสงบสุขใจ
ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการดำรงชีวิตตามวิถีพอเพียง
- ส่งเสริมชุมชนและสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างพอเพียง: นอกจากระดับปัจเจกแล้ว
แนวคิดความพอเพียงยังสามารถขยายผลสู่ระดับชุมชนและสังคมโดยรวมได้ ตัวอย่างเช่น
ชุมชนชนบทหลายแห่งในไทยได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการจัดการทรัพยากรท้องถิ่น
มีการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจชุมชนที่พึ่งพาตนเอง (self-reliant community)
เช่น ทำการเกษตรแบบอินทรีย์
ผสมผสานปลูกพืชหลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยง
เลี้ยงสัตว์และทำปศุสัตว์ขนาดเล็กเพื่อเป็นอาหารในครัวเรือน
และจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเพื่อช่วยเหลือด้านการเงินในชุมชน
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “ทฤษฎีใหม่” ตามแนวพระราชดำริ
ซึ่งแนะนำให้เกษตรกรแบ่งพื้นที่ทำกินของตนเองเป็นส่วนๆ สำหรับเก็บน้ำ
ปลูกข้าว ปลูกพืชสวน และที่อยู่อาศัยในสัดส่วน 30:30:30:10 เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก จากนั้นสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันในรูปสหกรณ์เพื่อร่วมมือกันทั้งด้านการผลิต
การตลาด และสวัสดิการ สร้างเครือข่ายสังคมที่เกื้อกูลกัน แนวทางเหล่านี้แสดงถึงการประยุกต์ใช้หลักพอเพียงในระดับสังคม
ทำให้ชุมชนสามารถยืนบนลำแข้งของตน ลดความเหลื่อมล้ำ
และสร้างภูมิคุ้มกันต่อภยันตรายต่างๆ เช่น ราคาพืชผลผันผวนหรือภัยธรรมชาติ ในบริบทเมือง
แนวคิดคล้ายๆ กันอาจอยู่ในรูปของ “เศรษฐกิจแบ่งปัน”
(sharing economy) และ “ชุมชนเมืองยั่งยืน” ที่ส่งเสริมการแบ่งปันทรัพยากรระหว่างสมาชิกในสังคมเมือง เช่น
โครงการแบ่งปันจักรยานสาธารณะ สวนผักชุมชนกลางเมือง
การแลกเปลี่ยนสินค้ามือสอง และการสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม (social
enterprises) สิ่งเหล่านี้ช่วยลดการบริโภคที่ซ้ำซ้อน
เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า และเสริมสร้างความสามัคคีในสังคม กล่าวโดยสรุป
การจะมีสังคมที่พอเพียงได้ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย
ทั้งภาครัฐที่ออกนโยบายสนับสนุน ภาคธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม
ตลอดจนประชาชนทุกคนที่ปรับวิถีชีวิตของตนให้เคารพในหลัก “พอดี พอมี พอยังชีพ และพอแบ่งปัน”
สรุป: “ความพอเพียง” เป็นทั้งหลักปรัชญาและวิถีปฏิบัติที่ข้ามกาลเวลา
ปรากฏอยู่ในภูมิปัญญาของทั้งนักคิด นักปรัชญา ศาสดา และนักพัฒนาสังคมทุกยุคสมัย แก่นแท้ของมันคือ
การรู้จักพอดี – มีไม่มากหรือน้อยเกินไปในทุกด้านของชีวิต
ไม่ว่าการกิน การใช้สอย เวลา หรือแม้แต่ความอยากภายในใจ ความพอเพียงไม่ได้ปฏิเสธความก้าวหน้าหรือปัจจัยสมัยใหม่
แต่เสนอกรอบจริยธรรมในการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นอย่างมีสติและสมดุล
โดยคำนึงถึงความสุขระยะยาวมากกว่าความพึงพอใจชั่วครู่ชั่วยาม ในโลกยุคปัจจุบันที่เผชิญทั้งปัญหาเศรษฐกิจ
สังคม และสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลจากการใช้ทรัพยากรอย่างเกินขอบเขต
หลักความพอเพียงยิ่งทวีความสำคัญในการชี้ทางออกที่ยั่งยืน ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ร.9 เคยมีพระราชดำรัสว่า “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา…เราอยู่พอมีพอกิน
ก็ถือว่าเราอยู่ได้อย่างมีความสุข” คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่าความสุขแท้จริงไม่จำเป็นต้องเกิดจากความมั่งคั่งฟุ้งเฟ้อ
หากแต่อยู่ที่การรู้จักพอใจในความพอดี มีความสงบเย็นทางใจ
และอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมอย่างเกื้อกูลกัน ด้วยเหตุนี้ ความพอเพียง จึงมิใช่ข้อจำกัด
หากแต่เป็นหนทางนำไปสู่ชีวิตที่สมดุล เปี่ยมความหมาย
และยั่งยืนสำหรับเราทุกคนอย่างแท้จริง
แหล่งที่มาของข้อมูล: แนวคิดและข้อเท็จจริงต่างๆ
ในบทความนี้อ้างอิงจากเอกสารและแหล่งข้อมูลทางวิชาการและแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่เกี่ยวข้อง
อาทิ สารานุกรมและงานวิจัย ทั้งในส่วนของปรัชญาตะวันตกและตะวันออก
คำสอนทางศาสนาต่างๆ ตลอดจนเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของไทยและสากล
เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพรวมที่ถูกต้องและครบถ้วนของแนวคิด
“ความพอเพียง” ในมิติต่างๆ
และสามารถนำไปพิจารณาประยุกต์ใช้ในชีวิตตามความเหมาะสมต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น