วิธีการลงทุนตาม Macro Regimes
นักลงทุนที่ต้องการความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์สามารถใช้
Macro Regimes เป็นเข็มทิศในการเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงของวงจรเศรษฐกิจ
1) Macro Regime คืออะไร
และทำไมต้องใช้ในการลงทุน ETF
Macro Regime = ภาวะเศรษฐกิจที่แบ่งตาม “2
ตัวแปรหลัก”
1.
Growth (เศรษฐกิจเติบโตหรือชะลอ)
2.
Inflation (เงินเฟ้อสูงหรือต่ำ)
เมื่อนำสองตัวแปรมาผสมกันจะได้ 4 Regimes
หลัก:
|
Regime |
Growth |
Inflation |
ภาพรวม |
|
Goldilocks |
สูง |
ต่ำ–กลาง |
หุ้น outperform |
|
Reflation |
สูง |
สูง |
สินค้าโภคภัณฑ์,
EM บางประเทศเด่น |
|
Stagflation |
ต่ำ |
สูง |
ทอง,
Commodity, Defensive outperform |
|
Deflation |
ต่ำ |
ต่ำ |
พันธบัตรระยะยาว outperform |
แนวคิดนี้อิงจากข้อมูลย้อนหลังหลายสิบปีของสินทรัพย์หลัก
เช่น หุ้นโลก (ACWI), พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ, ทองคำ, สินค้าโภคภัณฑ์ ฯลฯ ที่ให้ผลต่างกันตาม Regime
ดังนั้น หากรู้ว่าโลกอยู่ใน Regime ใด — ก็เพิ่มโอกาสทำผลตอบแทน และลด drawdown ได้
ภาพจาก longtermtrends.net
2) ETF ตัวแทนของสินทรัพย์หลัก
สำหรับนักลงทุน ETF ทั่วโลก
สามารถใช้ชุด ETF มาตรฐานดังนี้:
- Global
Equity:
- ACWI,
VT, URTH, or regional (SPY, QQQ, EFA, EEM)
- Fixed
Income:
- TLT
(long-term treasury)
- IEF
(intermediate treasury)
- BND
(aggregate bonds)
- Inflation
hedges:
- TIP
(TIPS ETF), VTIP
- Gold
/ Commodities:
- GLD/IAU
สามารถแทนทองคำ
- DBC/GSG
แทนสินค้าโภคภัณฑ์รวม
- REITs:
- VNQ
หรือ global: REET
- Factor
ETFs:
- Low
volatility: USMV
- Quality:
QUAL
- Value:
VLUE
- Momentum:
MTUM
ชุดนี้ครอบคลุมเกือบทุกสถานการณ์ของ macro
regime
3) สินทรัพย์ใดทำผลงานดีในแต่ละ Regime
(1) Goldilocks — Growth ดี + เงินเฟ้อต่ำ
ลักษณะ: เศรษฐกิจขยายตัว
เสถียร เงินเฟ้อไม่แรง
กลุ่มเด่น: หุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะ Growth
และ Quality
ETF ที่ควร Overweight:
- SPY /
QQQ / ACWI
- QUAL
/ USMV
- REITs
(VNQ)
- DM
equity (EFA)
Underweight:
- ทองคำ (GLD)
- พันธบัตรยาว (TLT)
(2) Overheating — Growth ดี + เงินเฟ้อสูง
ลักษณะ: เศรษฐกิจร้อนแรง
เงินเฟ้อสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยเริ่มติดขัด
ETF เด่น:
- สินค้าโภคภัณฑ์: DBC, GSG
- พลังงาน: XLE
- Emerging
Markets บางประเทศ
- Value
factor: VLUE
ภาคตลาดที่มักอ่อนตัว:
- Growth
(QQQ) และ duration-sensitive assets
(3) Stagflation — Growth ต่ำ + เงินเฟ้อสูง
Regime ที่สร้างความเสียหายต่อพอร์ตหุ้นมากที่สุด
คำตอบคือ “กระจายและเน้นสินค้าโภคภัณฑ์”
ETF เด่น:
- ทองคำ: GLD, IAU
- สินค้าโภคภัณฑ์รวม: DBC,GSG
- Energy/Materials:
XLE, XLB
- Low
Vol + Quality: USMV, QUAL
- TIPS:
TIP, VTIP
ETF ที่ควรลดน้ำหนัก:
- หุ้นโลกโดยรวม (ACWI)
- Long-term
bonds (TLT)
(4) Recession / Disinflation — Growth ต่ำ +
เงินเฟ้อต่ำลง
ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือใกล้ถดถอย
แต่เงินเฟ้อเริ่มลดลง
ETF เด่น:
- พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว: TLT
- พันธบัตรรวม: BND
- หุ้น defensive: Health Care (XLV)
- Low
volatility (USMV)
สินทรัพย์ที่ควรลดน้ำหนัก
- วัตถุดิบ
- Energy
- Value
cyclical
- Emerging
markets
4) ตัวอย่างการจัดพอร์ตตาม Regime
(Model Portfolio)
ตารางนี้ช่วยเป็น Framework เริ่มต้น:
|
Regime |
Equity |
Bonds |
Gold |
Commodities |
REIT |
|
Goldilocks |
60% |
10% |
5% |
5% |
20% |
|
Overheating |
40% |
10% |
10% |
30% |
10% |
|
Stagflation |
25% |
0–10% |
20–30% |
30% |
5–10% |
|
Recession/Disinflation |
30% |
40–50% |
10% |
0–5% |
10–15% |
ข้อสังเกต:
- น้ำหนักของพันธบัตรเพิ่มขึ้นอย่างมากใน recession
- น้ำหนัก commodity เพิ่มใน stagflation
- Goldilocks
= หุ้นเด่นที่สุด
- สัดส่วนทั้งหมดสามารถปรับตามความเสี่ยงของนักลงทุนได้
5) วิธีเช็คว่า “ตอนนี้โลกอยู่ใน Regime
ใด”
คุณสามารถใช้ตัวชี้วัดหลักดังนี้:
Growth Indicators
- PMI
global > 50 = Growth ดี
- Yield
curve (10Y–2Y) inverted = recession risk
- GDP
YoY / EPS growth ของ MSCI World
Inflation Indicators
- CPI
YoY
- Core
PCE (ของสหรัฐสำคัญที่สุด)
- ราคาน้ำมัน–สินค้าโภคภัณฑ์
ถ้าต้องการสัญญาณเชิงระบบ:
- Growth
↑ + Inflation ↓ → Goldilocks
- Growth
↑ + Inflation ↑ → Overheating
- Growth
↓ + Inflation ↑ → Stagflation
- Growth
↓ + Inflation ↓ → Recession
6) วิธีใช้ Macro Regimes ร่วมกับ DCA/Long-term ETF
สำหรับนักลงทุน ETF ระยะยาวที่ยังต้องการใช้
Regime model:
✔ รักษาโครงสร้างพอร์ตหลัก
(Core Portfolio)
เช่น
- 60%
World Equity (ACWI/VT)
- 30%
Bonds (BND/TLT)
- 10%
Gold/Commodities
✔ ใช้ Macro
Regime เพื่อ Overweight/Underweight 10–25%
ตัวอย่าง:
- ถ้า Stagflation →
เพิ่ม GLD/DBC 10–15%
- ถ้า Recession →
เพิ่ม TLT
- ถ้า Goldilocks →
เพิ่ม QQQ / QUAL
ไม่ต้อง “สลับทั้งหมด” แต่ใช้เป็น “tilt”
เพื่อเสริมประสิทธิภาพ
|
ข้อควรระวังของการใช้ Macro-Regime Model
ดังนั้นควรใช้เป็น Framework ไม่ใช่สูตรสำเร็จ |
⭐ สรุปสั้นที่สุด
Overheating = USD อ่อนตัว +
สินค้าโภคภัณฑ์ขึ้น + เงินทุนไหลเข้า EM = โอกาสของตลาดเกิดใหม่บางประเทศ
แต่ ไม่ใช่ทุกประเทศได้ประโยชน์ — ต้องเลือกประเทศที่
ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์, หนี้ต่างประเทศต่ำ,
เศรษฐกิจยืดหยุ่นต่อราคาพลังงาน
⭐ 1) ทำไม EM
บางประเทศขึ้นแรงในช่วง Overheating?
ในภาวะ Overheating:
- เงินเฟ้อสูง → ราคาวัตถุดิบ/พลังงานขึ้น
- เศรษฐกิจโลกยังเติบโต → demand commodities สูง
- USD มักเริ่มอ่อน → เงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่
- ต้นทุนกู้ยืม real rate ของ EM ลดลง
- หุ้น commodity-exporting countries กำไรเพิ่มทันที
ผลลัพธ์คือ
Emerging markets ที่ส่งออก commodities → ราคาหุ้นขึ้นเร็วกว่า
Developed markets
⭐ 2) แล้ว “EM
บางประเทศ” คือประเทศอะไร?
ประเทศที่ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุด
เรียงตามคะแนน:
กลุ่ม 1: สินค้าโภคภัณฑ์–พลังงาน
(Commodity Heavy)
ขึ้นแรงที่สุดใน Overheating และ Stagflation
- บราซิล (EWZ)
- ชิลี (ECH)
- เปรู (EPU)
- แอฟริกาใต้ (EZA)
- โคลอมเบีย (GXG)
ทำไม?
ราคาทองแดง–น้ำมัน–เหล็ก → ขึ้น = กำไรบริษัทพุ่ง
และค่าเงิน EM แข็งค่าช่วยเพิ่มผลตอบแทนเป็น USD
กลุ่ม 2: การผลิต–ส่งออกที่ได้ประโยชน์จาก
USD อ่อนตัว
- เกาหลีใต้ (EWY)
- ไต้หวัน (EWT)
- เม็กซิโก (EWW)
- เวียดนาม (VNM)
ทำไม?
- USD อ่อน → ส่งออกได้เปรียบ
- เงินทุนไหลเข้า Asia manufacturing
- ค่าแรงยังต่ำ → กระตุ้น FDI
กลุ่ม 3: EM ที่มี Real
Rate สูง (เงินเฟ้อควบคุมได้ + ดอกเบี้ยสูง)
- อินเดีย (INDA)
- อินโดนีเซีย (EIDO)
- ฟิลิปปินส์ (EPHE)
ทำไม?
เพราะใน Overheating:
- นักลงทุนตามล่าหา “carry trade” ใน EM
- ประเทศที่ real interest rate เป็นบวก → เงินไหลเข้า
- หุ้นการเงิน, สินเชื่อ, ไฟแนนซ์มักขึ้น
⭐ 3) ประเทศที่
“ไม่ควร” ลงใน Overheating
เพราะเป็น “commodity importers” ที่โดนต้นทุนพลังงานสูง:
- จีน (MCHI) →
ถ้าเศรษฐกิจโลก overheating แต่จีนชะลอ
จะ underperform
- อินเดียบางช่วง → ถ้าน้ำมัน spike
มาก ๆ จะเสียเปรียบ
- ตุรกี → เงินเฟ้อเรื้อรัง ไม่ใช่ inflation
เชิงวัฏจักร
- ไทย/มาเลเซีย → ได้ประโยชน์บางส่วน
แต่ไม่เด่นเท่าประเทศ commodity-exporting
⭐ 4) วิธีเลือกประเทศอย่างเป็นระบบ
(Framework)
ใช้ 4 ตัวชี้วัดเลือก EM
ระหว่าง Overheating:
✔ (1) Commodity Export
Dependency
ประเทศส่งออกน้ำมัน/ทองแดง/แร่โลหะ
→ EWZ, ECH, EZA, GXG, EPU
✔ (2) Current Account Balance ดี
ประเทศที่ยังเกินดุล
→ Brazil, Chile, South
Africa (บางช่วง), Vietnam
✔ (3) Real Interest Rate บวก
ดึงดูด carry trade
→ Indonesia, India, Mexico
✔ (4) USD Trend เป็น
Downtrend
EM เด่นเมื่อ USD อ่อน
(ใช้ DXY เป็นตัววัด)
ถ้า 3 ใน 4 ข้อนี้ตรง → ประเทศนั้น “ขึ้นแรง” ใน Overheating
⭐ 5) แล้วควร
“ทยอยสะสมตอนนี้หรือยัง?”
ถ้ามองว่าจริง ๆ โลกกำลังเข้าสู่ Overheating
(เงินเฟ้อเริ่มกลับขึ้น PMI กลับ >
50 ราคาน้ำมันเริ่มขึ้น, Fed ยังไม่ตัดดอกเบี้ย)
👉 ใช่ —
“เลือก EM เฉพาะประเทศ” ได้
แต่ยังไม่ใช่เวลา All-in
ควรใช้ DCA 4–8 สัปดาห์
ประเทศที่ควรเน้น (ลำดับแนะนำ):
1.
บราซิล (EWZ) – เบอร์ 1 ของรอบสินค้าโภคภัณฑ์
2.
ชิลี (ECH) – ทองแดงขึ้น → ประเทศขึ้น
3.
อินโดนีเซีย (EIDO) –
ได้ทั้ง commodity + real rate บวก
4.
เม็กซิโก (EWW) – ส่งออกสหรัฐ + nearshoring
5.
แอฟริกาใต้ (EZA) – โลหะ + mining
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น