วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

วิธีการลงทุนตาม Macro Regimes

วิธีการลงทุนตาม Macro Regimes

นักลงทุนที่ต้องการความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์สามารถใช้ Macro Regimes เป็นเข็มทิศในการเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงของวงจรเศรษฐกิจ


1) Macro Regime คืออะไร และทำไมต้องใช้ในการลงทุน ETF

Macro Regime = ภาวะเศรษฐกิจที่แบ่งตาม “2 ตัวแปรหลัก”

1.       Growth (เศรษฐกิจเติบโตหรือชะลอ)

2.       Inflation (เงินเฟ้อสูงหรือต่ำ)

เมื่อนำสองตัวแปรมาผสมกันจะได้ 4 Regimes หลัก:

Regime

Growth

Inflation

ภาพรวม

Goldilocks

สูง

ต่ำ–กลาง

หุ้น outperform

Reflation

สูง

สูง

สินค้าโภคภัณฑ์, EM บางประเทศเด่น

Stagflation

ต่ำ

สูง

ทอง, Commodity, Defensive outperform

Deflation

ต่ำ

ต่ำ

พันธบัตรระยะยาว outperform

แนวคิดนี้อิงจากข้อมูลย้อนหลังหลายสิบปีของสินทรัพย์หลัก เช่น หุ้นโลก (ACWI), พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ, ทองคำ, สินค้าโภคภัณฑ์ ฯลฯ ที่ให้ผลต่างกันตาม Regime

ดังนั้น หากรู้ว่าโลกอยู่ใน Regime ใด — ก็เพิ่มโอกาสทำผลตอบแทน และลด drawdown ได้

ภาพจาก longtermtrends.net


2) ETF ตัวแทนของสินทรัพย์หลัก

สำหรับนักลงทุน ETF ทั่วโลก สามารถใช้ชุด ETF มาตรฐานดังนี้:

  • Global Equity:
    • ACWI, VT, URTH, or regional (SPY, QQQ, EFA, EEM)
  • Fixed Income:
    • TLT (long-term treasury)
    • IEF (intermediate treasury)
    • BND (aggregate bonds)
  • Inflation hedges:
    • TIP (TIPS ETF), VTIP
  • Gold / Commodities:
    • GLD/IAU สามารถแทนทองคำ
    • DBC/GSG แทนสินค้าโภคภัณฑ์รวม
  • REITs:
    • VNQ หรือ global: REET
  • Factor ETFs:
    • Low volatility: USMV
    • Quality: QUAL
    • Value: VLUE
    • Momentum: MTUM

ชุดนี้ครอบคลุมเกือบทุกสถานการณ์ของ macro regime


3) สินทรัพย์ใดทำผลงานดีในแต่ละ Regime

(1) Goldilocks — Growth ดี + เงินเฟ้อต่ำ

ลักษณะ: เศรษฐกิจขยายตัว เสถียร เงินเฟ้อไม่แรง
กลุ่มเด่น: หุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะ Growth และ Quality

ETF ที่ควร Overweight:

  • SPY / QQQ / ACWI
  • QUAL / USMV
  • REITs (VNQ)
  • DM equity (EFA)

Underweight:

  • ทองคำ (GLD)
  • พันธบัตรยาว (TLT)

(2) Overheating — Growth ดี + เงินเฟ้อสูง

ลักษณะ: เศรษฐกิจร้อนแรง เงินเฟ้อสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยเริ่มติดขัด

ETF เด่น:

  • สินค้าโภคภัณฑ์: DBC, GSG
  • พลังงาน: XLE
  • Emerging Markets บางประเทศ
  • Value factor: VLUE

ภาคตลาดที่มักอ่อนตัว:

  • Growth (QQQ) และ duration-sensitive assets

(3) Stagflation — Growth ต่ำ + เงินเฟ้อสูง

Regime ที่สร้างความเสียหายต่อพอร์ตหุ้นมากที่สุด
คำตอบคือ “กระจายและเน้นสินค้าโภคภัณฑ์”

ETF เด่น:

  • ทองคำ: GLD, IAU
  • สินค้าโภคภัณฑ์รวม: DBC,GSG
  • Energy/Materials: XLE, XLB
  • Low Vol + Quality: USMV, QUAL
  • TIPS: TIP, VTIP

ETF ที่ควรลดน้ำหนัก:

  • หุ้นโลกโดยรวม (ACWI)
  • Long-term bonds (TLT)

(4) Recession / Disinflation — Growth ต่ำ + เงินเฟ้อต่ำลง

ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือใกล้ถดถอย แต่เงินเฟ้อเริ่มลดลง

ETF เด่น:

  • พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว: TLT
  • พันธบัตรรวม: BND
  • หุ้น defensive: Health Care (XLV)
  • Low volatility (USMV)

สินทรัพย์ที่ควรลดน้ำหนัก

  • วัตถุดิบ
  • Energy
  • Value cyclical
  • Emerging markets

4) ตัวอย่างการจัดพอร์ตตาม Regime (Model Portfolio)

ตารางนี้ช่วยเป็น Framework เริ่มต้น:

Regime

Equity

Bonds

Gold

Commodities

REIT

Goldilocks

60%

10%

5%

5%

20%

Overheating

40%

10%

10%

30%

10%

Stagflation

25%

0–10%

20–30%

30%

5–10%

Recession/Disinflation

30%

40–50%

10%

0–5%

10–15%

ข้อสังเกต:

  • น้ำหนักของพันธบัตรเพิ่มขึ้นอย่างมากใน recession
  • น้ำหนัก commodity เพิ่มใน stagflation
  • Goldilocks = หุ้นเด่นที่สุด
  • สัดส่วนทั้งหมดสามารถปรับตามความเสี่ยงของนักลงทุนได้

5) วิธีเช็คว่า “ตอนนี้โลกอยู่ใน Regime ใด”

คุณสามารถใช้ตัวชี้วัดหลักดังนี้:

Growth Indicators

  • PMI global > 50 = Growth ดี
  • Yield curve (10Y–2Y) inverted = recession risk
  • GDP YoY / EPS growth ของ MSCI World

Inflation Indicators

  • CPI YoY
  • Core PCE (ของสหรัฐสำคัญที่สุด)
  • ราคาน้ำมัน–สินค้าโภคภัณฑ์

ถ้าต้องการสัญญาณเชิงระบบ:

  • Growth + Inflation Goldilocks
  • Growth + Inflation Overheating
  • Growth + Inflation Stagflation
  • Growth + Inflation Recession

6) วิธีใช้ Macro Regimes ร่วมกับ DCA/Long-term ETF

สำหรับนักลงทุน ETF ระยะยาวที่ยังต้องการใช้ Regime model:

รักษาโครงสร้างพอร์ตหลัก (Core Portfolio)

เช่น

  • 60% World Equity (ACWI/VT)
  • 30% Bonds (BND/TLT)
  • 10% Gold/Commodities

ใช้ Macro Regime เพื่อ Overweight/Underweight 10–25%

ตัวอย่าง:

  • ถ้า Stagflation เพิ่ม GLD/DBC 10–15%
  • ถ้า Recession เพิ่ม TLT
  • ถ้า Goldilocks เพิ่ม QQQ / QUAL

ไม่ต้อง “สลับทั้งหมด” แต่ใช้เป็น “tilt” เพื่อเสริมประสิทธิภาพ



ข้อควรระวังของการใช้ Macro-Regime Model

  • Regime เปลี่ยนเร็ว และมี noise
  • ตลาดมัก “price in” ไปแล้วล่วงหน้า
  • ข้อมูลเศรษฐกิจย้อนหลังมี lag time
  • ไม่ควร All-in หรือ All-out
  • Portfolio turnover อาจสูงเกินไป ถ้าไม่มีวินัย

ดังนั้นควรใช้เป็น Framework ไม่ใช่สูตรสำเร็จ


 ทำไมช่วง Overheating ถึงควร “ซื้อ EM บางประเทศ (Selective EM)”


สรุปสั้นที่สุด

Overheating = USD อ่อนตัว + สินค้าโภคภัณฑ์ขึ้น + เงินทุนไหลเข้า EM = โอกาสของตลาดเกิดใหม่บางประเทศ
แต่ ไม่ใช่ทุกประเทศได้ประโยชน์ต้องเลือกประเทศที่ ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์, หนี้ต่างประเทศต่ำ, เศรษฐกิจยืดหยุ่นต่อราคาพลังงาน


1) ทำไม EM บางประเทศขึ้นแรงในช่วง Overheating?

ในภาวะ Overheating:

  • เงินเฟ้อสูง ราคาวัตถุดิบ/พลังงานขึ้น
  • เศรษฐกิจโลกยังเติบโต demand commodities สูง
  • USD มักเริ่มอ่อน เงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่
  • ต้นทุนกู้ยืม real rate ของ EM ลดลง
  • หุ้น commodity-exporting countries กำไรเพิ่มทันที

ผลลัพธ์คือ
Emerging markets ที่ส่งออก commodities ราคาหุ้นขึ้นเร็วกว่า Developed markets


2) แล้ว “EM บางประเทศ” คือประเทศอะไร?

ประเทศที่ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุด เรียงตามคะแนน:

กลุ่ม 1: สินค้าโภคภัณฑ์–พลังงาน (Commodity Heavy)

ขึ้นแรงที่สุดใน Overheating และ Stagflation

  • บราซิล (EWZ)
  • ชิลี (ECH)
  • เปรู (EPU)
  • แอฟริกาใต้ (EZA)
  • โคลอมเบีย (GXG)

ทำไม?
ราคาทองแดง–น้ำมัน–เหล็ก ขึ้น = กำไรบริษัทพุ่ง
และค่าเงิน EM แข็งค่าช่วยเพิ่มผลตอบแทนเป็น USD


กลุ่ม 2: การผลิต–ส่งออกที่ได้ประโยชน์จาก USD อ่อนตัว

  • เกาหลีใต้ (EWY)
  • ไต้หวัน (EWT)
  • เม็กซิโก (EWW)
  • เวียดนาม (VNM)

ทำไม?

  • USD อ่อน ส่งออกได้เปรียบ
  • เงินทุนไหลเข้า Asia manufacturing
  • ค่าแรงยังต่ำ กระตุ้น FDI

กลุ่ม 3: EM ที่มี Real Rate สูง (เงินเฟ้อควบคุมได้ + ดอกเบี้ยสูง)

  • อินเดีย (INDA)
  • อินโดนีเซีย (EIDO)
  • ฟิลิปปินส์ (EPHE)

ทำไม?
เพราะใน Overheating:

  • นักลงทุนตามล่าหา “carry trade” ใน EM
  • ประเทศที่ real interest rate เป็นบวก เงินไหลเข้า
  • หุ้นการเงิน, สินเชื่อ, ไฟแนนซ์มักขึ้น

3) ประเทศที่ “ไม่ควร” ลงใน Overheating

เพราะเป็น “commodity importers” ที่โดนต้นทุนพลังงานสูง:

  • จีน (MCHI) ถ้าเศรษฐกิจโลก overheating แต่จีนชะลอ จะ underperform
  • อินเดียบางช่วง ถ้าน้ำมัน spike มาก ๆ จะเสียเปรียบ
  • ตุรกี เงินเฟ้อเรื้อรัง ไม่ใช่ inflation เชิงวัฏจักร
  • ไทย/มาเลเซีย ได้ประโยชน์บางส่วน แต่ไม่เด่นเท่าประเทศ commodity-exporting

4) วิธีเลือกประเทศอย่างเป็นระบบ (Framework)

ใช้ 4 ตัวชี้วัดเลือก EM ระหว่าง Overheating:

(1) Commodity Export Dependency

ประเทศส่งออกน้ำมัน/ทองแดง/แร่โลหะ
EWZ, ECH, EZA, GXG, EPU

(2) Current Account Balance ดี

ประเทศที่ยังเกินดุล
Brazil, Chile, South Africa (บางช่วง), Vietnam

(3) Real Interest Rate บวก

ดึงดูด carry trade
Indonesia, India, Mexico

(4) USD Trend เป็น Downtrend

EM เด่นเมื่อ USD อ่อน
(ใช้ DXY เป็นตัววัด)

ถ้า 3 ใน 4 ข้อนี้ตรง ประเทศนั้น “ขึ้นแรง” ใน Overheating


5) แล้วควร “ทยอยสะสมตอนนี้หรือยัง?”

ถ้ามองว่าจริง ๆ โลกกำลังเข้าสู่ Overheating
(เงินเฟ้อเริ่มกลับขึ้น PMI กลับ > 50 ราคาน้ำมันเริ่มขึ้น, Fed ยังไม่ตัดดอกเบี้ย)

👉 ใช่ — “เลือก EM เฉพาะประเทศ” ได้
แต่ยังไม่ใช่เวลา All-in
ควรใช้ DCA 4–8 สัปดาห์

ประเทศที่ควรเน้น (ลำดับแนะนำ):

1.       บราซิล (EWZ)เบอร์ 1 ของรอบสินค้าโภคภัณฑ์

2.       ชิลี (ECH)ทองแดงขึ้น ประเทศขึ้น

3.       อินโดนีเซีย (EIDO)ได้ทั้ง commodity + real rate บวก

4.       เม็กซิโก (EWW)ส่งออกสหรัฐ + nearshoring

5.       แอฟริกาใต้ (EZA)โลหะ + mining


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น