วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568

Gold investing: Reason

Gold


ทำไม “ทองคำ” ถึงดูเหมือนประเมินมูลค่าไม่ได้…แต่ยังควรลงทุน

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีประวัติยาวนานกว่าเงินตราและตลาดหุ้นใดๆ มนุษย์ให้มูลค่ากับทองมาตลอดหลายพันปี ทั้งใช้เป็นเครื่องประดับ สะสมความมั่งคั่ง ไปจนถึงใช้ค้ำประกันเงิน แต่ในโลกสมัยใหม่ เราไม่ได้ใช้ทองเป็นตัวค้ำเงินอีกต่อไปแล้ว รัฐบาลไม่ได้ “แลกเงินเป็นทองได้จริง” อีกแล้ว เงินจึงเป็นสิ่งที่ “ไม่มีอะไรหนุนหลัง” นอกจาก ความเชื่อและศักยภาพการผลิตของระบบเศรษฐกิจ (productivity)

แล้วทองที่ไม่ก่อให้เกิดกระแสเงินสด (ไม่มีดอก ไม่มีปันผล) ควรลงทุนไหม? คำตอบคือ ควร แต่ด้วยเหตุผลที่ต้องเข้าใจอย่างถูกต้อง


1) ทองคำประเมินมูลค่ายาก เพราะ “ไม่มีผลตอบแทนในตัวมันเอง”

สินทรัพย์อื่นเราประเมินด้วยตัวเลขได้ เช่น

สินทรัพย์

มูลค่ามาจากอะไร

หุ้น

กำไร กระแสเงินสด

อสังหา

ค่าเช่า + ราคาประเมิน

พันธบัตร

ดอกเบี้ยตอบแทน

แต่ทองคำ ไม่มี cash flow จะประเมินมูลค่าด้วยสูตรตายตัวไม่ได้
ดังนั้น ราคาทองคำ = Demand vs Supply + ความเชื่อของมนุษย์รวมกัน

แต่ความเชื่อนี้…ยืนระยะมาได้ นานกว่าระบบการเงินใดๆ


2) เงินเฟ้อ + QE ทำให้เงินเสื่อมมูลค่าเร็วกว่าทอง

ปริมาณทองคำเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 1–2% ต่อปี ตามการขุดในเหมือง
แต่ปริมาณเงินในระบบโลกเพิ่มขึ้นเร็วกว่ามาก โดยเฉพาะตอนเกิดวิกฤต เช่น QE (Quantitative Easing)

  • เงิน = สร้างได้ไม่จำกัด
  • ทอง = เพิ่มได้อย่างจำกัด

เมื่อ เงินเยอะขึ้นแต่ทองเพิ่มน้อยกว่า ทองแพงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินในระยะยาว

ทองคือการป้องกันถูก “Dilution ของเงิน” โดยเฉพาะช่วงเงินเฟ้อสูง


3) เงินไม่ได้ Back ด้วยทองอีกแล้ว : ขึ้นกับ Productivity

หลังปี 1971 (Nixon Shock) ดอลลาร์ไม่ผูกกับทองอีกต่อไป
มูลค่าเงินจึงขึ้นอยู่กับ

  • Economic Productivity
  • Policy ของประเทศผู้ออกเงิน
  • ความเชื่อว่าภาครัฐรักษาเสถียรภาพได้

เมื่อความเชื่อสั่นคลอน เช่น วิกฤตธนาคาร หนี้สาธารณะสูง
ทองคำกลายเป็น เงินแบบไม่มีผู้ออก” (No counterparty risk)
ความต้องการทองมักจะพุ่งขึ้น


4) ทองไม่ได้เป็นแค่ Store of Value…แต่เป็น Hedge ต่อ System Risk

ทองคำยังคงเป็น “เงินสกุลสุดท้าย” ที่มนุษย์ไว้ใจในยามวิกฤต

สถานการณ์

บทบาททองคำ

เงินเฟ้อสูง

ปกป้องอำนาจซื้อ

วิกฤตสถาบันการเงิน

Safe haven

ค่าเงินอ่อน

ราคาทองในประเทศมักพุ่ง

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ความต้องการสะสมทองเพิ่ม

ทองคือ สินทรัพย์ประกันระบบการเงิน (Systemic Hedge Asset)


5) Relative Valuation ของทอง : เทียบอะไรได้บ้าง?

ทองไม่มีมูลค่าพื้นฐานชัด แต่สามารถประมาณ “ความถูกแพงเชิงสัมพันธ์” ได้ เช่น

  • เทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield)
  • เทียบกับสัดส่วนต่อเงินเฟ้อ (CPI)
  • เทียบกับ Broad Money / Fed Balance Sheet
  • เทียบกับ Silver (Gold/Silver Ratio)
  • เทียบกับหุ้นเหมืองทอง (Gold vs Gold Miners)

ทองไม่ได้มีราคา เหมาะสม ที่แน่นอน
แต่มีราคา เหมาะสมเมื่อเทียบกับสิ่งอื่น

ทองแพงหรือต้องดูว่าคุณเทียบกับอะไร ไม่ใช่ดูราคาเพียงตัวเลขเดียว


6) การลงทุนทองคำมีกี่ประเภท?

ประเภทการถือ

ข้อดี

ข้อควรระวัง

ทองแท่ง / เหรียญจริง

ไม่มี Counterparty risk

เรื่องเก็บรักษา เสียค่าผลิต-ค่าขายออก

Gold ETF (เช่น GLD)

สะดวก ซื้อขายเร็ว

ยังต้องเชื่อใจผู้ออก ETF

Gold Futures

ใช้เก็งกำไร ราคาผันผวนสูง

มี Leverage เสี่ยงสูง

หุ้นเหมืองทอง

มี cash flow

ความเสี่ยงบริษัทสูงกว่าทอง

ทองคำรูปพรรณ

ใช้ได้จริง

ค่า Premium สูง


7) ทองควรมีสัดส่วนเท่าไหร่ในพอร์ต?

หลักการที่ใช้กันแพร่หลาย

กลยุทธ์

สัดส่วนทองคำ

เหตุผล

Risk Parity / All Weather

5–15%

Hedge ต่อดอกเบี้ย เงินเฟ้อ

Economic Uncertainty สูง

15–25%

ซื้อประกันวิกฤตระบบ

ผู้ถือเงินอ่อนค่าเร็ว (EM currencies) เช่น ไทย

10–20%

ค่าเงินบาทผันผวนมาก

คำแนะนำสำหรับนักลงทุนทั่วไป

สะสมทอง “เพื่อประกันความเสี่ยง” ไม่ใช่ “เพื่อรวยเร็ว”


สรุป

ประเด็น

ทองคำมีบทบาทอย่างไร

มูลค่าพื้นฐาน

ไม่มีวิธีประเมินชัดเจน

ความมั่นคง

สูงในระยะยาว

ป้องกันเงินเฟ้อ

ดีมากในช่วงเงินเฟ้อสูง

ป้องกัน Systemic Risk

ถือว่าเป็นสินทรัพย์หลัก

ทองไม่ใช่สินทรัพย์เพื่อเอาชนะตลาด แต่เป็น “สินทรัพย์ที่ทำให้คุณไม่แพ้ความเสี่ยงของระบบ”


ข้อคิดสุดท้าย

ในวันที่โลกสงบ การถือทองดูเหมือนไร้ประโยชน์
แต่ในวันที่ไร้ความเชื่อมั่น…ทองคือสิ่งเดียวที่ทุกคนอยากได้

ทองคำอาจไม่มีวิธีบอกว่าราคาไหนถูกหรือแพง
แต่บอกได้แน่นอนว่าควรมีติดพอร์ตไว้เสมอ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น